จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
กันยายน 18, 2020, 06:42:28 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ยินดีต้อนรับสมาชิก และผู้เยื่ยมชมทุกๆท่าน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
 11 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2020, 03:10:35 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
Skip to main content
Home

พระราชพงศาวดารกรุงเก่า...
คำอธิบาย
คำอธิบาย พระนิพนธ์
พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์
พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์
ศุภมัศดุ ๑๐๔๒ ศกวอกนักษัตร ณ วัน ๔๑๒๕ คํ่า (พ.ศ. ๒๒๒๓) ทรงพระกรุณาโปรดตรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งว่า ให้เอากฎหมายเหตุของพระโหราเขียนไว้แต่ก่อน แลกฎหมายเหตุซึ่งหาได้แต่หอหนังสือ แลเหตุซึ่งมีในพระราชพงศาวดารนั้น ให้คัดเข้าด้วยกันเป็นแห่งเดียวให้ระดับศักราชกันมาคุงเท่าบัดนี้

จุลศักราช ๖๘๖ ชวดศก (พ.ศ. ๑๘๖๗) แรกสถาปนาพระพุทธเจ้า เจ้าพะแนงเชิง

ศักราช ๗๑๒ ขาลศก (พ.ศ. ๑๘๙๓) วัน ๖๖๕ ค่ำ เวลารุ่งแล้ว ๓ นาฬิกา ๙ บาท แรกสถาปนากรุงพระนครศรีอยุธยา

ศักราช ๗๓๑ ระกาศก (พ.ศ. ๑๙๑๒) แรกสร้างวัดพระราม ครั้งนั้นสมเด็จพระรามาธิบดีเจ้าเสด็จนฤพาน จึงพระราชกุมารท่านสมเด็จพระราเมศวรเจ้าเสวยราชสมบัติ ครั้นเถิงศักราช ๗๓๒ จอศก (พ.ศ. ๑๙๑๓) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จมาแต่เมืองสุพรรณบุรี ขึ้นเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา แลท่านจึงให้สมเด็จพระราเมศวรเจ้าเสด็จไปเสวยราชสมบัติเมืองลพบุรี

ศักราช ๗๓๓ กุนศก (พ.ศ. ๑๙๑๔) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเอาเมืองเหนือ แลได้เมืองเหนือทั้งปวง

ศักราช ๗๓๔ ชวดศก (พ.ศ. ๑๙๑๕) เสด็จไปเอาเมืองนครพังค่า แลเมืองแสงเชราได้เมือง

ศักราช ๗๓๕ ฉลูศก (พ.ศ. ๑๙๑๖) เสด็จไปเมืองชากังราวแลพระยาใสแก้วแลพระยาคำแหงเจ้าเมืองชากังราวออกต่อรบท่าน ๆ ได้ฆ่าพระยาใสแก้วตาย แลพระยาคำแหงแลพลทั้งปวงหนีเข้าเมืองได้ แลทัพหลวงเสด็จกลับคืนมา

ศักราช ๗๓๖ ขาลศก (พ.ศ. ๑๙๑๗) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า แลพระมหาเถรธรรมากัลญาณ แรกสถาปนาพระศรีรัตนมหาธาตุฝ่ายบูรพทิศหน้าพระบันชั้นสิงห์สูงเส้น ๓ วา

ศักราช ๗๓๗ เถาะศก (พ.ศ. ๑๙๑๘) เสด็จไปเอาเมืองพิษณุโลก แลได้ตัวขุนสามแก้วเจ้าเมืองแลครัวอพยพมาครั้งนั้นมาก

ศักราช ๗๓๘ มะโรงศก (พ.ศ. ๑๙๑๙) เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้นพระยาคำแหงแลท้าวผ่าคอง คิดด้วยกันว่าจะยอทัพหลวง แลจะทำมิได้ แลท้าวผ่าคองเลิกทัพหนี แลจึงเสด็จยกทัพหลวงตาม แลท้าวผ่าคองนั้นแตก แลจับได้ตัวท้าวพระยาแลเสนาขุนหมื่นครั้งนั้นมาก แลทัพหลวงเสด็จกลับคืน

ศักราช (๗๔๐) มะเมียศก (พ.ศ. ๑๙๒๑) เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้นมหาธรรมราชาออกรบทัพหลวงเป็นสามารถ แลเห็นว่าจะต่อด้วยทัพหลวงมิได้ จึงมหาธรรมราชาออกถวายบังคม

ศักราช ๗๔๗ ขาลศก (พ.ศ. ๑๙๒๙) เสด็จไปเอาเมืองเชียงใหม่ แลให้เข้าปล้นเมืองนครลำภางมิได้ จึงแต่งหนังสือให้เข้าไปแก่หมื่นนครเจ้าเมืองนครลำภาง ๆ นั้นจึงออกมาถวายบังคม แลทัพหลวงเสด็จกลับคืน

ศักราชได้ ๗๕๐ มะโรงศก (พ.ศ. ๑๙๓๑) เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้นสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าทรงพระประชวรหนัก แลเสด็จกลับคืน ครั้นเถิงกลางทางสมเด็จพระบรมราชาเจ้านฤพาน แลจึงเจ้าทองลันพระราชกุมารท่านได้เสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยาได้ ๗ วัน จึงสมเด็จพระราเมศวรยกพลมาแต่เมืองลพบุรี ขึ้นเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา แลท่านจึงให้พิฆาตเจ้าทองลันเสีย

ศักราช ๗๕๗ กุนศก (พ.ศ. ๑๙๓๘) สมเด็จพระราเมศวรเจ้านฤพาน จึงพระราชกุมารท่านเจ้าพระยาราม เสวยราชสมบัติ

ศักราช ๗๗๑ ฉลูศก (พ.ศ. ๑๙๕๒) สมเด็จพระรามเจ้ามีความพิโรธแก่เจ้าเสนาบดี แลท่านให้กุมเจ้าเสนาบดี ๆ หนีรอดแลข้ามไปอยู่ฟากปท่าคูจามนั้น แลเจ้าเสนาบดีจึงให้ไปเชิญสมเด็จพระอินทราชาเจ้ามาแต่เมืองสุพรรณบุรี ว่าจะยกเข้ามาเอาพระนครศรีอยุธยาถวาย ครั้นแลสมเด็จพระอินทราชาเจ้าเสด็จมาเถิงไซร้ จึงเจ้าเสนาบดียกพลเข้าไปปล้นเอาพระนครศรีอยุธยาได้ จึงเชิญสมเด็จพระอินทราชาเจ้าขึ้นเสวยราชสมบัติ แลท่านจึงให้สมเด็จพระยารามเจ้าไปกินเมืองปท่าคูจาม

ศักราช ๗๘๑ กุนศก (พ.ศ. ๑๙๖๒) มีข่าวมาว่าพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้านฤพาน แลเมืองเหนือทั้งปวงเป็นจลาจล แลจึงเสด็จขึ้นไปเถิงเมืองพระบาง ครั้งนั้นพระยาบาลเมืองแลพระยารามออกถวายบังคม

ศักราช ๗๘๖ มะโรงศก (พ.ศ. ๑๙๖๗) สมเด็จพระอินทราชาเจ้าทรงประชวร นฤพาน ครั้งนั้นเจ้าอ้ายพระยาแลเจ้าญี่พระยาพระราชกุมารท่านชนช้างด้วยกัน ณ สะพานป่าถ่าน เถิงพิราลัยทั้ง ๒ พระองค์ที่นั้น จึงพระราชกุมารเจ้าสามพระยาได้เสวยราชสมบัติพระนครอยุ (ธยา ทรงพระ) นามสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า แลท่านจึงให้ก่อพระเจดีย์สองพระองค์ สวมที่เจ้าพระยาอ้ายแลเจ้าพระยาญี่ชนช้างด้วยกัน เถิงอนิจภาพตำบลป่าถ่านนั้น ให้ศักราชนั้นสถาปนาวัดราชบุณ

ศักราช ๗๙๓ กุนศก (พ.ศ. ๑๙๗๔) สมเด็จพระบรมราชาเจ้า เสด็จไปเอาเมืองนครหลวงได้ แลท่านจึงให้พระราชกุมารท่าน พระนครอินทร์เจ้าเสวยราชสมบัติ ณ เมืองนครหลวงนั้น ครั้งนั้นท่านจึงให้พระยาแก้ว พระยาไทย แลรูปภาพทั้งปวง มายังพระนครศรีอยุธยา

ศักราช ๘๐๐ มะเมียศก (พ.ศ. ๑๙๘๑) ครั้งสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า สร้างวัดมะเหยงคณ์เสวยราชสมบัติ แลสมเด็จพระราเมศวรเจ้าผู้เป็นพระราชกุมารท่านเสด็จไปเมืองพิษณุโลก ครั้งนั้นเห็นน้ำพระเนตรพระพุทธเจ้าพระชินราชตกมาเป็นโลหิต

ศักราช ๘๐๒ วอกศก (พ.ศ. ๑๙๘๓) ครั้งนั้นเกิดเพลิงไหม้พระราชมณเฑียร

ศักราช ๘๐๓ ระกาศก (พ.ศ. ๑๙๘๔) ครั้งนั้นเกิดเพลิงไหม้พระที่นั่งตรีมุข

ศักราช ๘๐๔ จอศก (พ.ศ. ๑๙๘๕) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเอาเมืองเชียงใหม่ แลเข้าปล้นเมืองมิได้ พอทรงพระประชวรแลทัพหลวงเสด็จกลับคืน

ศักราช ๘๐๖ ชวดศก (พ.ศ. ๑๙๘๗) เสด็จไปปราบพรรค แลตั้งทัพหลวง ตำบลปะทายเขษม ครั้งนั้นได้เชลย ๑๒๐,๐๐๐ ทัพหลวงเสด็จกลับคืน

ศักราช ๘๑๐ มะโรงศก (พ.ศ. ๑๙๙๑) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้านฤพาน จึงพระราชกุมารท่านสมเด็จพระราเมศวรเจ้าเสวยราชสมบัติ ทรงพระนาม สมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้า

ศักราช ๘๑๓ มะแมศก (พ.ศ. ๑๙๙๔) ครั้งนั้นมหาราชมาเอาเมืองชากังราวได้แล้วจึงเอาเมืองสุโขทัย เข้าปล้นเมืองมิได้ก็เลิกทัพกลับคืน

ศักราช ๘๑๖ จอศก (พ.ศ. ๑๙๙๗) ครั้งนั้นคนทั้งปวงเกิดทรพิษตายมากนัก

ศักราช ๘๑๗ กุนศก (พ.ศ. ๑๙๘๓) แต่งทัพให้ไปเอาเมืองมลากา

ศักราช ๘๑๘ ชวดศก (พ.ศ. ๑๙๙๙) แต่งทัพให้ไปเอาเมืองลิสบทีน ครั้งนั้นเสด็จหนุนทัพขึ้นไปตั้งทัพหลวงตำบลโคน

ศักราช ๘๑๙ ฉลูศก (พ.ศ. ๒๐๐๐) ครั้งนั้นข้าวแพงเป็นทะนานแล ๘๐๐ เบี้ย เมื่อคิดเสมอเบี้ยเฟื้องแล ๘๐๐ นั้น เกวียนนั้นเป็นเงินสามชั่งสิบบาท

ศักราช ๘๒๐ ขาลศก (พ.ศ. ๒๐๐๑) ครั้งนั้นให้บุณพระศาสนาบริบูรณ์ แลหล่อรูปพระโพธิสัตว์ ๕๐๐ ชาติ

ศักราช ๘๒๒ มะโรงศก (พ.ศ. ๒๐๐๓) เล่นการมหรสพฉลองพระ แลพระราชทานแก่สงฆ์แลพราหมณแลพรรณิพกทั้งปวง ครั้งนั้นพระยาซเลียงคิดเป็นขบถ พาเอาครัวทั้งปวงไปออกแต่มหาราช

ศักราช ๘๒๓ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๐๐๔) พระยาซเลียงนำมหาราชมาจะเอาเมืองพิษณุโลก เข้าปล้นเมืองเป็นสามารถมิได้เมือง แลจึงยกทัพเปร่อไปเอาเมืองกำแพงเพ็ชร แลเข้าปล้นเมืองเถิงเจ็ดวันมิได้เมือง แลมหาราชก็เลิกทัพคืนไปเชียงใหม่

ศักราช ๘๒๔ มะเมียศก (พ.ศ. ๒๐๐๕) เมืองนครไทยพาเอาครัวอพยพหนีไปนาน แลให้พระกลาโหมไปตามได้คืนมา แล้วพระกลาโหมยกพลไปเอาเมืองสุโขทัย ได้เมืองคืนดุจเก่า

ศักราช ๘๒๕ มะแมศก (พ.ศ. ๒๐๐๖) สมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้า ไปเสวยราชสมบัติเมืองพิษณุโลก แลตรัสให้พระเจ้าแผ่นดินเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยาทรงพระนามสมเด็จบรมราชา ครั้งนั้นมหาราชท้าวลูกยกพลมาเอาเมืองสุโขทัย จึงสมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้าแลสมเด็จพระอินทราชาเสด็จไปกันเมือง แลสมเด็จพระราชาเจ้าตีทัพพระยาเถียนแตก แลทัพท่านมาปะทัพหมื่นนคร แลท่านได้ชนช้างด้วยหมื่นนคร แลครั้งนั้นเป็นโกลาหลใหญ่ แลข้าเศิกลาวทั้งสี่ช้างเข้ารุมเอาช้างพระที่นั่งช้างเดียวนั้น ครั้งนั้นสมเด็จพระอินทราชาเจ้าต้องปืนณพระพักตร์ แลทัพมหาราชนั้นเลิกกลับคืนไป

ศักราช ๘๒๖ วอกศก (พ.ศ. ๒๐๐๗) สมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้า สร้างพระวิหารวัดจุฬามณี

ศักราช ๘๒๗ ระกาศก (พ.ศ. ๒๐๐๘) สมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้าทรงพระผนวช ณวัดจุฬามณีได้ ๘ เดือน แล้วลาพระผนวช.

ศักราช ๘๓๐ ชวดศก (พ.ศ. ๒๐๑๑) ครั้งนั้นมหาราชท้าวบุญ ชิงเอาเมืองเชียงใหม่แก่ท้าวลูก

ศักราช ๘๓๓ เถาะศก (พ.ศ. ๒๐๑๔) ได้ช้างเผือก

ศักราช ๘๓๔ มะโรงศก (พ.ศ. ๒๐๑๕) พระราชสมภพพระราชโอรสท่าน

ศักราช ๘๓๕ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๐๑๖) หมื่นนครได้ลอกเอาทองพระเจ้า ลงมาหุ้มดาบ

ศักราช ๘๓๖ มะเมียศก (พ.ศ. ๒๐๑๗) เสด็จไปเอาเมืองซเลียง

ศักราช ๘๓๗ มะแมศก (พ.ศ. ๒๐๑๘) มหาราชขอมาเป็นไมตรี

ศักราช ๘๓๙ ระกาศก (พ.ศ. ๒๐๒๐) แรกตั้งเมืองนครไทย

ศักราช ๘๔๑ กุนศก (พ.ศ. ๒๐๒๒) พระยาสีหราชเดโชเถิงแก่กรรม

ศักราช ๘๔๒ ชวดศก (พ.ศ. ๒๐๒๓) พระยาล้านช้างเถิงแก่กรรม แลพระราชทานให้อภิเศกพระยาซ้ายขวาเป็นพระยาช้างแทน

ศักราช ๘๔๔ ขาลศก (พ.ศ. ๒๐๒๕) ท่านให้เล่นการมหรสพ ๑๕ วัน ฉลองพระศรีรัตนมหาธาตุ แล้วจึงพระราชนิพนธ์มหาชาติ์คำหลวงจบบริบูรณ์

ศักราช ๘๔๕ เถาะศก (พ.ศ. ๒๐๒๖) สมเด็จพระบรมราชาเจ้า เสด็จไปวังช้างตำบลไทรย้อย

ศักราช ๘๔๖ มะโรงศก (พ.ศ. ๒๐๒๗) สมเด็จพระเชษฐาธิราชเจ้าแลสมเด็จพระราชโอรสสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า ทรงพระผนวชทั้ง ๒ พระองค์

ศักราช ๘๔๗ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๐๒๘) พระราชโอรสท่านลาพระผนวช แลประดิษฐานพระองค์นั้นไว้ในที่พระมหาอุปราช

ศักราช ๘๔๘ มะเมียศก (พ.ศ. ๒๐๒๙) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า ไปวังช้างตำบลสำฤทธิบูรณ์

ศักราช ๘๔๙ มะแมศก (พ.ศ. ๒๐๓๐) ท้าวมหาราชลูกพิราไลย

ศักราช ๘๕๐ วอกศก (พ.ศ. ๒๐๓๑) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเอาเมืองทวาย แลเมื่อจะเสียเมืองทวายนั้นเกิดอุบาทว์เป็นหลายประการ โคตกลูกตัวหนึ่งเป็นแปดเท้า ไก่ฟักไข่ออกตัวหนึ่งเป็นสี่เท้า ไก่ฟักไข่สามค่องออกลูกเป็นหกตัว อนึ่งข่าวสารงอกเป็นใบ อนึ่งในปีเดียวนั้น สมเด็จพระบรมไตรโลกเสด็จนฤพานณเมืองพิษณุโลก

ศักราช ๘๕๒ จอศก (พ.ศ. ๒๐๓๓) แรกให้ก่อกำแพงเมืองพิไชย

ศักราช ๘๕๓ กุนศก (พ.ศ. ๒๐๓๔) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้านฤพาน จึงสมเด็จพระเชษฐาธิราชเจ้าเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา ทรงพระนาม สมเด็จพระรามาธิบดี

ศักราช ๘๕๔ ชวดศก (พ.ศ. ๒๐๓๕) ประดิษฐานมหาสถูปพระบรมธาตุสมเด็จพระบรมไตรโลก แลสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า

ศักราช ๘๕๘ มะโรงศก (พ.ศ. ๒๐๓๙) ท่านประพฤติการเบญจาพิธพระองค์ท่าน แลให้เล่นการดึกดำบรรพ์

ศักราช ๘๕๙ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๐๔๐) ท่านให้ทำการปฐมกรรม

ศักราช ๘๖๑ มะแมศก (พ.ศ. ๒๐๔๒) แรกสร้างพระวิหารวัดศรีสรรเพชญ์

ศักราช ๘๖๒ วอกศก (พ.ศ. ๒๐๔๓) สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้า แรกให้หล่อพระพุทธเจ้าศรีสรรเพชญ์ แลแรกหล่อในวัน ๑๘๖ ค่ำ ครั้นเถิงศักราช ๘๖๕ กุนศก (พ.ศ. ๒๐๔๖) วัน ๖๑๑๘ คํ่าฉลองพระพุทธเจ้าพระศรีสรรเพชญ์ คณนาพระพุทธเจ้านั้น แต่พระบาทเถิงยอดพระรัศมีนั้น สูงได้ ๘ วา พระพักตร์นั้นยาวได้ ๔ ศอก กว้างพระพักตร์นั้น ๓ ศอก แลพระอุระนั้นกว้าง ๑๑ ศอก แลทองหล่อพระพุทธเจ้านั้นหนัก ๕ หมึ่น ๓ พันชั่ง ทองคำหุ้มนั้นหนักสองร้อยแปดสิบหกชั่ง ข้างหน้านั้นทองเนื้อ ๗ น้ำสองขา ข้างหลังนั้นทองเนื้อ ๖ น้ำสองขา

ศักราช ๘๗๗ กุนศก (พ.ศ. ๒๐๕๘) วัน ๓๑๕๑๑ คํ่า เพลารุ่งแล้ว ๘ ชั้น ๓ ฤกษ์ ๙ ฤกษ์ สมเด็จพระรามาธิบดี เสด็จไปเมืองนครลำภางได้เมือง

ศักราช ๘๘๐ ขาลศก (พ.ศ. ๒๐๖๑) ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีสร้างพระศรีสรรเพชญ์เสวยราชสมบัติ แรกตำราพิไชยสงครามแลแรกทำสารบาญชีพระราชสัมฤทธิทุกเมือง

ศักราช ๘๘๖ วอกศก (พ.ศ. ๒๐๖๗) ครั้งนั้นเห็นงาช้างต้นเจ้าพระยาปราบแตกข้างขวายาวไป อนึ่งในเดือนนั้นมีผู้ทอดบัตรสนเท่ห์ครั้งนั้นให้ฆ่าขุนนางเสียมาก

ศักราช ๘๘๗ ระกาศก (พ.ศ. ๒๐๖๘) น้ำน้อยข้าวเสียสิ้นทั้งปวง อนึ่งแผ่นดินไหวทุกเมือง แล้วแลเกิดอุบาทว์เป็นหลายประการ ครั้นรุ่งปีขึ้นศักราช ๘๘๘ จอศก (พ.ศ. ๒๐๖๙) ข้าวสารแพงเป็น ๓ ทะนานต่อเฟื้องเบี้ยแปดร้อย เกวียนหนึ่งเป็นเงินชั่งหกตำลึง ครั้งนั้นประดิษฐานสมเด็จหน่อพุทธางกูรเจ้าในที่อุปราช แลให้เสด็จขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก

ศักราช ๘๙๑ ฉลูศก (พ.ศ. ๒๐๗๒) เห็นอากาศนิมิตรเป็นอินท์ธนูแต่ทิศหรดี ผ่านอากาศมาทิศพายัพมีพรรณขาว วันนั้น ๑๘๑๒ คํ่า สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้า เสด็จพระที่นั่งหอพระ ครั้นคํ่าลงวันนั้น สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้านฤพาน จึงสมเด็จพระอาทิตยเจ้าเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา ทรงพระนามสมเด็จบรมราชาหน่อพุทธางกูร

ศักราช ๘๙๕ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๐๗๖) สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรเจ้านฤพาน จึงสมเด็จพระราชกุมารได้เสวยราชสมบัติ

ครั้นเถิงศักราช ๘๙๖ มะเมียศก (พ.ศ. ๒๐๗๗) พระราชกุมารท่านนั้นเป็นเหตุจึงได้ราชสมบัติแก่พระไชยราชาธิราชเจ้า

ศักราช ๙๐๐ จอศก (พ.ศ. ๒๐๘๑) แรกให้พูนดิน ณ วัดชีเชียงในเดือนหกนั้น แรกสถาปนาพระพุทธเจ้าแลพระเจดีย์ เถิงเดือน ๑๑ เสด็จไปเชียงไกรเชียงกราน เถิงเดือน ๔ ขึ้น ๙ คํ่า เพลาคํ่าประมาณยามหนึ่ง เกิดลมพยุพัดหนักหนา แลคอเรืออ้อมแก้วแสนเมืองมานั้นหัก แลเรือไกรแก้วนั้นทลาย อนึ่งเมื่อเสด็จมาแต่เมืองกำแพงเพชรนั้นว่าพระยานารายณ์คิดเป็นขบถ แลให้กุมเอาพระยานารายณ์นั้นฆ่าเสีย ในเมืองกำแพงเพชร

ศักราช ๙๐๗ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๐๘๘) วัน ๔๔๗ คํ่า สมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้าเสด็จไปเชียงใหม่ ให้พระยาพิษณุโลกเป็นทัพหน้า แลยกพลออกตั้งทัพไชยตำบลบางบาน ณวัน ๗๑๔๗ คํ่าจึงยกทัพหลวงจากที่ทัพไชยไปเมืองกำแพงเพชร เถิงณวัน ๓๙๗ คํ่า เสด็จออกตั้งทัพไชยณเมืองกำแพงเพชร ณวัน ๑๑๔๗ คํ่า ยกทัพไปตั้งเชียงทอง แล้วยกไปตั้งณเมืองเชียงใหม่ เถิงณวัน ๑ ๙ คํ่า ทัพหลวงเสด็จกลับคืนจากเมืองเชียงใหม่ เถิงวัน ๕๑๕๙ คํ่า ทัพหลวงเถิงเมืองกำแพงเพชร แล้วจึงเสด็จมายังพระนครศรีอยุธยา ฝ่ายพระนครศรีอยุธยานั้นในวัน ๔๔๓ คํ่า เกิดเพลิงไหม้เถิง ๓ วันจึงดับได้ แลจึงมีบัญชีเรือนเพลิงไหม้นั้น ๑๐,๐๕๐ เรือน ณวัน ๑๑๑๒ คํ่า สมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเมืองเชียงใหม่ แลให้พระยาพิษณุโลกเป็นทัพหน้า แลยกทัพหลวงเสด็จไปเมืองกำแพงเพชร แรมทัพหลวงอยู่ณเมืองกำแพงเพชรนั้นเดือนหนึ่ง เถิงวัน๕๖๓ ค่ำ เสด็จออกตั้งทัพไชย เถิงณวัน ๑๙๓ ค่ำ จึงยกทัพหลวงเสด็จไปเมืองเชียงใหม่ แลณวัน ๓๓๔ คํ่า ได้เมืองลำพูนชัย วัน ๖๑๓๔ คํ่า มีอุบาทว์เห็นเลือดติดอยู่ณประตูบ้านแลเรือนแลวัดทั้งปวง ในเมืองแลนอกเมืองทั่วทุกตำบล เถิงวัน ๒๑๕๔ คํ่า ยกทัพหลวงเสด็จจากเมืองเชียงใหม่ มายังพระนครศรีอยุธยา

ศักราช ๙๐๘ มะเมียศกเดือน ๖ นั้น สมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้านฤพาน จึงสมเด็จพระเจ้ายอดฟ้าพระราชกุมารท่านเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา ในปีนั้นแผ่นดินไหว

ศักราช ๙๑๐ วอกศก วัน ๗๕๕ คํ่า เสด็จออกสนามให้ชนช้าง แลงาช้างพระยาไฟนั้นหักเป็น ๓ ท่อน อนึ่งอยู่ ๒ วันช้างต้นพระฉัททันต์ไล่ร้องเป็นเสียงสังข์ อนึ่งประตูไพชยนต์ร้องเป็นอุบาทว์ เถิงวัน ๑๕๘ ค่ำสมเด็จพระเจ้ายอดฟ้าเป็นเหตุ จึงขุนชินราชได้ราชสมบัติ ๔๒ วัน แลขุนชินราชแลแม่ยั่วศรีสุดาจันทร์เป็นเหตุ จึงเชิญสมเด็จพระเธียรราชาธิราชเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แลครั้นเสวยราชสมบัติได้ ๗ เดือน พระยาหงสาปังเสวกี ยกพลมายังพระนครศรีอยุธยาในเดือน ๔ นั้น เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้า เสด็จออกไปรบเศิกหงสานั้น สมเด็จพระองค์มเหสี แลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราชบุตรี เสด็จทรงช้างออกไปโดยเสด็จด้วย แลเมื่อได้รับเศิกหงสานั้น ทัพหน้าแตกมาปะทัพหลวงเป็นโกลาหลใหญ่ แลสมเด็จพระองค์มเหสี แลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราชบุตรีนั้น ได้รบด้วยข้าเศิกเถิงสิ้นชนม์กับคอช้างนั้น แลเศิกหงสาครั้งนั้น เสียสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า แลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราเมศวรไปแก่พระยาหงสา แลจึงเอาพระยาปราบแลช้างต้นพระยานุภาพ ตามไปส่งให้พระยาหงสาเถิงเมืองกำแพงเพชร แลพระยาหงสาจึงส่งพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าสมเด็จพระราเมศวรเจ้า มายังพระนครศรีอยุธยา

ศักราช ๙๑๑ ระกาศก (พ.ศ. ๒๐๙๒) ณ วัน ๗๑๐๒ ค่ำ ได้ช้างเผือกพลาย ตำบลป่าตะนาวศรีสูง ๔ ศอกมีเศษ ชื่อปัจจัยนาเคนทร์ ครั้งนั้นแรกให้ก่อกำแพงพระนครศรีอยุธยา

ศักราช ๙๑๒ จอศก (พ.ศ. ๒๐๙๓) เดือน ๘ ขึ้น ๒ คํ่า ทำการพระราชพิธีปฐมกรรมสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้าตำบลท่าแดง พระกรรมวาจาเป็นพฤฒิบาศ พระพิเชฏฐ์เป็นอัษฎาจารย์ พระอินโทรเป็นกรมการ

ศักราช ๙๑๔ ชวดศก (พ.ศ. ๒๐๙๕) ครั้งนั้นให้แปลงเรือแซเป็นเรือไชยแลหัวสัตว์

ศักราช ๙๑๕ ฉลูศก (พ.ศ. ๒๐๙๖) เดือน ๗ นั้น แรกทำการพระราชพิธีมัธยมกรรมสมเด็จพระมหาจักรพรรดิตำบลชัยนาทบูรี

ศักราช ๙๑๖ ขาลศก (พ.ศ. ๒๐๙๗) เสด็จไปวังช้างตำบลบางละมุง ได้ช้างพลายพัง ๖๐ ช้าง อนึ่งในเดือน ๑๒ นั้น ได้ช้างพลายเผือกตำบลป่ากาญจน์บูรีสูง ๔ ศอกมีเศษ ชื่อพระคเชนโทรดม

ศักราช ๙๑๗ เถาะศก (พ.ศ. ๒๐๙๘) วน ๒๗๗ คํ่า ได้ช้างเผือกพลาย ตำบลป่าเพชรบุรี สูงสี่ศอกคืบหนึ่งช้างชื่อพระแก้วทรงบาตร์

ศักราช ๙๑๘ มะโรงศก (พ.ศ. ๒๐๙๙) เดือน ๑๒ แต่งทัพไปละแวก พระยาองคสวรรคโลกเป็นทัพหลวง ถือพล ๓๐,๐๐๐ ให้พระมหามนตรีถืออาชญาสิทธิ์ พระมหาเทพถือวัวเกวียน ๑๑ (.........) ฝ่ายทัพเรือไซร้ พระยาเยาวเป็นนายกอง ครั้งนั้นลมพัดขัด ทัพเรือมิทันทัพบกแลพระยารามลักษณ์ซึ่งเกณฑ์เข้าทัพบกนั้น เข้าบุกทัพในกลางคืน แลทัพพระยารามลักษณ์นั้นแตกมาปะทัพใหญ่ ครั้งนั้นเสียพระยาองคศวรรคโลก นายกองแลช้างม้ารี้พลมาก

ศักราช ๙๑๙ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๑๐๐) วัน ๑๑๔ คํ่า เกิดเพลิงไหม้ในพระราชวังมาก อนึ่งในเดือน ๓ นั้นทำการพระราชพิธีอาจาริยาภิเศก แลทำการพระราชพิธีอินทราภิเศกในวังใหม่ อนึ่งเดือน ๔ นั้น พระราชทานสัตสดกมหาทาน แลให้ช้างเผือกพระราชทานมีกองเชิงเงิน ๔ เท้าช้างนั้น เป็นเงิน ๑,๖๐๐ บาท แลพระราชทานรถ ๗ รถเทียมด้วยม้า แลมีนางสำหรับรถนั้นเสมอรถ ๗ นาง อนึ่งในเดือน ๗ นั้น เสด็จไปวังช้างตำบลโตรกพระ ได้ช้างพลายพัง ๖๐ ช้าง

ศักราช ๙๒๑ มะแมศก (พ.ศ. ๒๑๐๒) เสด็จไปวังช้างตำบลแสนตอ ได้ช้างพลายพัง ๔๐ ช้าง.

ศักราช ๙๒๒ วอกศก (พ.ศ. ๒๑๐๓) เสด็จไปวังช้างตำบลวัดไก่ ได้ช้างพลายพัง ๕๐ ช้าง อนึ่งอยู่ในวัน ๗๘๑๒ คํ่าได้ช้างเผือก แลตาช้างนั้นมิได้เป็นเผือก แลลูกติดมาด้วยตัวหนึ่ง

ศักราช ๙๒๓ ระกาศก (พ.ศ. ๒๑๐๔) พระศรีศิลป์บวชอยู่วัดมหาธาตุ แล้วหนีออกไปอยู่ตำบลม่วงมดแดง แลพระสังฆราชวัดป่าแก้วให้ฤกษ์แก่พระศรีศิลป์ ให้เข้ามาเข้าพระราชวัง ณ วัน ๗๑๙ คํ่า ครั้งนั้นพระยาสีหราชเดโชเป็นโทษรับพระราชอาชญาอยู่ แลพระยาสีหราชเดโชจึงให้ไปว่าแก่พระศรีศิลป์ว่า ครั้นพ้นวันพระแล้วจะให้ลงพระราชอาชญาฆ่าพระยาสีหราชเดโชเสีย แลขอให้เร่งยกเข้ามาให้ทันแต่ในวันพระนี้ แลพระศรีศิลป์จึงยกเข้ามาแต่ในวัน ๕๑๔๘ คํ่า เพลาเย็นนั้นมายังกรุง ครั้นรุ่งขึ้นในวันพระนั้น พระศรีศิลป์เข้าพระราชวังได้ ครั้งนั้นได้ พระศรีศิลป์มรณภาพในพระราชวังนั้น ครั้นแลรู้ว่าพระสังฆราชป่าแก้วให้ฤกษ์แก่พระศรีศิลป์เป็นแม่นแล้วไซร้ ก็ให้เอาพระสังฆราชป่าแก้วไปฆ่าเสีย

ศักราช ๙๒๔ จอศก (พ.ศ. ๒๑๐๕) เสด็จไปวังช้างตำบลไทรย้อย ได้ช้างพลายพัง ๗๐ ช้าง

ศักราช ๙๒๕ กุนศก (พ.ศ. ๒๑๐๖) พระเจ้าหงสานิพัตรยกพลลงมาในเดือน ๑๒ นั้น ครั้นเถิงวัน ๑๕๒ คํ่า พระเจ้าหงสาได้เมืองพิษณุโลก ครั้งนั้นเมืองพิษณุโลกข้าวแพง ๓ สัดต่อบาท อนึ่งคนทั้งปวงเกิดทรพิษตายมาก แล้วพระเจ้าหงสาจึงได้เมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง แล้วจึงยกพลลงมายังกรุงพระนครศรีอยุธยา ครั้งนั้นฝ่ายกรุงพระมหานครศรีอยุธยาออกเป็นพระราชไมตรี แลสมเด็จพระมหากระษัตริย์เจ้าทั้งสองฝ่ายเสด็จมาทำสัตยาทิษฐานหลั่งน้ำสิโนทกตำบลวัดพระเมรุ แล้วจึงพระเจ้าหงสาขอเอาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราเมศวรเจ้า แลช้างเผือก ๔ ช้างไปเมืองหงสา ครั้งนั้นพระยาศรีสุรต่านพระยาตานีมาช่วยการเศิก พระยาตานีนั้น เป็นขบถแลคุมชาวตานีทั้งปวงเข้าในพระราชวัง ครั้นแลเข้าในพระราชวังได้เอาช้างเผือกมาขี่ยืนอยู่ณท้องสนาม แล้วจึงลงช้างออกไปณทางตะแลงแกง แลชาวพระนครเอาพวนขึงไว้ต่อรบด้วยชาวตานี ๆ นั้นตายมาก แลพระยาตานีนั้นลงสำเภาหนีไปรอด ในปีเดียวนั้นพระเจ้าล้านช้างให้พระราชสารมาถวายว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเทพกระษัตรเจ้า แลทรงพระกรุณาพระราชทานแก่พระเจ้าล้านช้าง แลครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเทพกระษัตรเจ้าทรงพระประชวร จึงพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระแก้วฟ้าพระราชบุตรี ให้แก่พระเจ้าล้านช้าง

ศักราช ๙๒๖ ชวดศก (พ.ศ. ๒๑๐๗) พระเจ้าล้านช้างจึงให้เชิญสมเด็จพระแก้วฟ้าพระราชบุตรี ลงมาส่งยังพระนครศรีอยุธยา แลว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเทพกระษัตรเจ้านั้น แลจึงพระราชทานสมเด็จพระเทพกระษัตรเจ้าไปแก่พระเจ้าล้านช้าง ครั้งนั้นพระเจ้าหงสารู้เนื้อความทั้งปวงนั้น จึงแต่งทัพมาซุ่มอยู่กลางทาง แลออกชิงเอาสมเด็จพระเทพกระษัตรเจ้าได้ ไปถวายแก่พระเจ้าหงสา อนึ่งในปีนั้น น้ำณกรุงพระนครศรีอยุธยานั้นน้อยนัก

ศักราช ๙๓๐ มะโรงศก (พ.ศ. ๒๑๑๑) ในเดือน ๑๒ นั้น พระเจ้าหงสายกพลมาแต่เมืองหงสา ครั้นเถิงวัน ๖๑๑ คํ่า พระเจ้าหงสาเถิงกรุงพระนครศรีอยุธยา ตั้งทัพตำบลหล่มพลี แลเมื่อเศิกหงสาเข้าล้อมพระนครศรีอยุธยานั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้าทรงพระประชวรนฤพาน แลครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระมหินทราธิราชตรัสมิได้นำพาการเศิก แต่พระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวนั้นตรัสเอาพระทัยใส่ แลเสด็จไปบัญชาการที่จะรักษาพระนครทุกวัน ครั้นแลสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าตรัสว่าพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวเสด็จไปบัญชาการเศิกทุกวันดังนั้นก็มิไว้พระทัย ก็ให้เอาพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวนั้นไปฆ่าเสีย ณ วัดพระราม

ครั้งนั้นการเศิกซึ่งจะรักษาพระนครนั้นก็คลายลง ครั้นเถิงศักราช ๙๓๑ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๑๑๒) ณวัน ๑๑๑๙ คํ่า เพลารุ่งแล้วประมาณ ๓ นาฬิกาก็เสียกรุงพระนครศรีอยุธยาแก่พระเจ้าหงสา ครั้นเถิงวัน ๖๖๑๒ คํ่า ทำการปราบดาภิเศก สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า เสวยราชสมบัติกรุงพระนครศรีอยุธยา อนึ่งเมื่อพระเจ้าหงสาเสด็จกลับคืนไปเมืองหงสานั้น พระเจ้าหงสาเอาสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าขึ้นไปด้วย

ศักราช ๙๓๒ มะเมียศก (พ.ศ. ๒๑๑๓) พระยาละแวกยกพลมายังพระนครศรีอยุธยา พระยาละแวกยืนช้างตำบลสามพิหาร แลได้รบพุ่งกัน แลชาวในเมืองพระนครยิงปืนออกไป ต้องพระยาจัมปาธิราชตายกับคอช้าง ครั้งนั้นเศิกพระยาละแวกเลิกทัพกลับคืนไป ในปีนั้นน้ำ ณ กรุงพระนครศรีอยุธยามาก

ศักราช ๙๓๓ มะแมศก (พ.ศ. ๒๑๑๔) น้ำน้อย อนึ่งสมเด็จพระนารายณ์บพิตรเป็นเจ้า เสด็จขึ้นไปเสวยราชสมบัติเมืองพิษณุโลก

ศักราช ๙๓๔ วอกศก (พ.ศ. ๒๑๑๕) น้ำน้อยนัก

ศักราช ๙๓๕ ระกาศก (พ.ศ. ๒๑๑๖) น้ำน้อยเป็นมัธยม

ศักราช ๙๓๖ จอศก (พ.ศ. ๒๑๑๗) น้ำมากนัก ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทรงพระประชวรทรพิษ

ศักราช ๙๓๗ กุนศก (พ.ศ. ๒๑๑๘) พระยาละแวกยกทัพเรือมายังพระนครศรีอยุธยา ในวน ๗๑๐๑ คํ่านั้น ชาวเมืองละแวกตั้งทัพเรือตำบลพะแนงเชิง แลได้รบพุ่งกัน ครั้งนั้นเศิกละแวกต้านมิได้เลิกทัพกลับไป แลจับเอาคนณเมืองปักษ์ใต้ไปครั้งนั้นมาก ในปีนั้นน้ำณกรุงศรีอยุธยาน้อย

ศักราช ๙๔๐ ขาลศก (พ.ศ. ๒๑๒๑) พระยาละแวกแต่งทัพให้มาเอาเมืองเพชรบุรี มิได้เมือง แลชาวละแวกนั้นกลับไป ครั้งนั้นพระยาจีนจันตุหนีมาแต่เมืองละแวกมาสู่พระราชสมภาร ครั้นอยู่มาพระยาจีนจันตุก็หนีกลับคืนไปเมือง

ศักราช ๙๔๒ มะโรงศก (พ.ศ. ๒๑๒๓) รื้อกำแพงกรุงพระนครออกไปตั้งเถิงริมแม่น้ำ

ศักราช ๙๔๓ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๑๒๔) ญาณประเชียรเรียนศาสตราคม แลคิดเป็นขบถ คนทั้งปวงสมัครเข้าด้วยมาก แลยกมาจากเมืองลพบุรี แลยืนช้างอยู่ตำบลหัวตรี แลบรเทศคนหนึ่งอยู่ในเมืองนั้น ยิงปืนออกไปต้องญาณประเชียรตายกับคอช้าง แลในปีนั้นมีหนังสือมาแต่เมืองหงสา ว่าปีมะเส็งตรีนิศกนี้อธิกมาสมิได้ ฝ่ายกรุงพระนครศรีอยุธยานี้มีอธิกมาส อนึ่งในวัน ๗๙๒ คํ่า รู้ข่าวมาว่าพระเจ้าหงสานฤพาน อนึ่งในเดือน ๓ นั้น พระยาละแวกยกพลมาเมืองเพชรบุรี ครั้งนั้นเสียเมืองเพชรบุรีแก่พระยาละแวก

ศักราช ๙๔๔ มะเมียศก (พ.ศ. ๒๑๒๔) พระยาละแวกแต่งทัพให้มาจับคนปลายด่านตะวันออก

ศักราช ๙๔๕ มะแมศก (พ.ศ. ๒๑๒๖) ครั้งนั้นเกิดเพลิงไหม้แต่จวนกลาโหม แลเพลิงนั้นลามไปเถิงในพระราชวัง แลลามไหม้ไปเมืองท้ายเมือง ครั้งนั้นรู้ข่าวมาว่า ข้างหงสาทำทางมาพระนครศรีอยุธยา

ศักราช ๙๔๖ วอกศก (พ.ศ. ๒๑๒๔) ครั้งนั้นสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้า เสวยราชสมบัติณเมืองพิษณุโลก รู้ข่าวมาว่าพระเจ้าหงสากับพระเจ้าอางวะผิดกัน ครั้งนั้นเสด็จไปช่วยการเศิกพระเจ้าหงสา แลอยู่ในวัน ๕๓๕ ค่ำ ช้างต้นพลายสวัสดิมงคล แลช้างต้นพลายแก้วจักรรัตน์ชนกัน แลงาช้างต้นพลายสวัสดิมงคลลุ่ยข้างซ้าย แลโหรทำนายว่าห้ามยาตราแลมีพระราชโองการตรัสว่า ได้ตกแต่งการนั้นสรัพแล้วจึงเสด็จพยุหบาตราไป ครั้นเถิง ณ วัน ๔๙๕ คํ่า เสด็จออกตั้งทัพไชยตำบลวัดยมท้ายเมืองกำแพงเพชร ในวันนั้นแผ่นดินไหว แล้วจึงยกทัพหลวงเสด็จไปเถิงเมืองแกรง แล้วจึงทัพหลวงเสด็จกลืบคืนมาพระนครศรีอยุธยา ฝ่ายเมืองพิษณุโลกนั้นอยู่ในวัน ๔๘๑๐ ค่ำ เกิดอัศจรรย์แม่น้ำทรายหัวเมืองพิษณุโลกนั้นป่วนขึ้นสูงกว่าพื้นนํ้านั้น ๓ ศอก อนึ่งเห็นสตรีภาพผู้หนึ่งหน้าประดุจหน้าช้าง แลทรงสัณฐานประดุจงวงช้างแลหูนั้นใหญ่ นั่งอยู่ณวัดประสาทหัวเมืองพิษณุโลก อนึ่งช้างใหญ่ตัวหนึ่งยืนอยู่ณท้องสนามนั้นอยู่ก็ล้มลงตายกับที่บัดเดี๋ยวนั้น อนึ่งเห็นตักแตนบินมาณอากาศเป็นอันมาก แลบังแสงอาทิตย์บดมาแล้วก็บินกระจัดกระจายสูญไป ในปีเดียวกันนั้นให้เทครัวเมืองเหนือทั้งปวงลงมายังกรุงพระนครศรีอยุธยา ในปีเดียวกันนั้นพระเจ้าหงสาให้พระเจ้าสาวถีแลพระยาพสิมยกพลลงมายังกรุงพระนคร แลณวัน ๔๒๒ คํ่า เพลาเที่ยงคืนแล้ว ๒ นาฬิกา ๙ บาท เสด็จพยุหบาตราไปตั้งทัพตำบลสามขนอน ครั้งนั้นเศิกหงสาแตกพ่ายหนีไป อนึ่งม้าตัวหนึ่งตกลูกแลศีร์ษะม้านั้นเป็นศีรษะเดียว แต่ตัวม้านั้นเป็น ๒ ตัว แลเท้าม้านั้นตัวละสี่เท้าประดุจชิงศีรษะแก่กัน

ศักราช ๙๔๗ ระกาศก (พ.ศ. ๒๑๒๘) พระเจ้าสาวถียกพลลงมาครั้งหนึ่งเล่า ตั้งทัพตำบลสะเกษ แลตั้งอยู่แต่ณเดือนยี่เถิงเดือนสี่ ครั้นเถิงวัน ๔๗๕ ค่ำ เวลารุ่งแล้ว ๔ นาฬิกาบาท เสด็จพยุหบาตราตั้งทัพไชยตำบลหล่มพลี แล ณ วัน ๗๑๐๕ ค่ำ เสด็จจากทัพไชยโดยทางชลมารคไปทางป่าโมก มีนกกระทุงบินมาทั้งซ้ายขวาเป็นอันมากนำหน้าเรือพระที่นั่งไป ครั้นเถิงวัน ๕๑๔๕ คํ่า เสด็จทรงช้างพระที่นั่งพลายมงคลทวีปออกดาช้างม้าทั้งปวงอยู่ณริมน้ำ แลพระอาทิตย์ทรงกลดแลรัศมีกลดนั้นส่องลงมาต้องช้างพระที่นั่ง มีทรงสัณฐานประดุจเงากลดนั้นมากั้งช้างพระที่นั่ง ครั้งนั้นตีทัพพระเจ้าสาวถีซึ่งตั้งอยู่ตำบลสะเกษนั้นแตกพ่ายไป ในปีเดียวนั้นมหาอุปราชายกพลมาโดยทางกำแพงเพชร ตั้งทำนาอยู่ที่นั่น

ศักราช ๙๔๘ จอศก (พ.ศ. ๒๑๒๙) ณวัน ๒๘๑๒ ค่ำ พระเจ้าหงสางาจีสยางยกพลลงมาเถิงกรุงพระนคร ณวัน ๕๒๒ ค่ำ แลพระเจ้าหงสาเข้าล้อมพระนคร แลตั้งทัพตำบลขนอนปากคู แลทัพมหาอุปราชาตั้งขนอนบางตนาว แลทัพทั้งปวงนั้นก็ตั้งรายกันไปล้อมพระนครอยู่ แลครั้งนั้นได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ แลพระเจ้าหงสาเลิกทัพคืนไปในศักราช ๙๔๙ นั้น (พ.ศ. ๒๑๓๐) วัน ๒๑๔๕ คํ่า เสด็จโดยทางชลมารคไปตีทัพมหาอุปราชา อันตั้งอยู่ขนอนบางตะนาวนั้นแตกพ่ายลงไปตั้งอยู่ ณ บางกระดาน วัน ๖๑๐๖ คํ่า เสด็จพระราชดำเนินออกไปตีทัพมหาอุปราชา อันลงไปตั้งอยู่ณบางกระดานนั้นแตกพ่ายไป วัน ๕๑๗ คํ่า เสด็จพระราชดำเนินพยุหบาตราออกตั้งทัพไชยณวัดเดช แลตั้งค่ายขุดคูเป็นสามารถ วัน๕๘๗ คํ่า เอาปืนใหญ่ลงสำเภา ขึ้นไปยิงเอาค่ายพระเจ้าหงสา ๆ ต้านมิได้ก็เลิกทัพไปตั้งณป่าโมกใหญ่ วัน ๒๑๐๔ คํ่า เสด็จพระราชดำเนินออกไปตีทัพข้าเศิก ๆ นั้นแตกพ่ายไป แลไล่ฟันแทงข้าเศิกเข้าไปจนค่ายพระเจ้าหงสานั้น วัน ๓๑๐๔ ค่ำ เสด็จพระราชดำเนินออกตั้งเป็นทัพซุ่ม ณ ทุ่งหล่มพลี แลออกตีทัพข้าเศิก ครั้งนั้นได้รบพุ่งตะลุมบอนกันกับม้าพระที่นั่ง แลทรงพระแสงทวนแทงเหล่าทหารตาย ครั้นข้าเศิกแตกพ่ายเข้าค่ายแลไล่ฟันแทงข้าเศิกเข้าไปจนเถิงหน้าค่าย วัน ๒๑๐๓ ค่ำ เพลานาฬิกาหนึ่งจะรุ่ง เสด็จยกทัพออกไปตีทัพพระยานคร ซึ่งตั้งอยู่ณปากน้ำมุทุเลานั้น ครั้งนั้นเข้าตีทัพได้เถิงในค่าย แลข้าเศิกพ่ายหนีจากค่ายข้าเศิกเสียสิ้น แลพระเจ้าหงสาก็เลิกทัพคืนไป แลพระยาละแวกมาตั้งณบางซาย ครั้งนั้นเสด็จออกไปชุมพลทั้งปวงณบางกระดาน เถิงวัน ๕๑๓ คํ่าเพลาอุษาโยค เสด็จพยุหบาตราจากบางกระดานไปตั้งทัพไชย ณซายเคือง แล้วเสด็จไปละแวก ครั้งนั้นได้ช้างม้าผู้คนมาก

ศักราช ๙๕๐ ชวดศก (พ.ศ. ๒๑๓๑) ณวัน ๒๘๑๒ คํ่า แผ่นดินไหว

ศักราช ๙๕๑ ฉลูศก (พ.ศ. ๒๑๓๒) ข้าวแพงเป็นเกวียนละสิบตำลึง ปิดตราพระยานารายณ์กำชับ วัน ๖๗๒ คํ่า แผ่นดินไหว

ศักราช ๙๕๒ ขาลศก (พ.ศ. ๒๑๓๓) วัน ๑๑๓๘ ค่ำ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระพฤฒาราชนฤพาน วัน ๓๒๑๒ คํ่า มหาอุปราชายกทัพมาโดยทางกาญจนบุรี ครั้งนั้นได้ตัวพระยาพสิมตำบลตะเข้สามพัน

ศักราช ๙๕๔ มะโรงศก (พ.ศ. ๒๑๓๕) วัน ๖๒๑๒ คํ่า อุปราชายกมาแต่หงสาณวัน ๗๑๑ คํ่า เพดานช้างต้นพระยาไชยานุภาพตกออกมาใหญ่ประมาณ ๕ องคุลี ครั้นเถิงเดือนยี่มหาอุปราชายกมาเถิงแดนเมืองสุพรรณบุรี แต่ตั้งทัพตำบลพังตรุ วัน ๑๙๒ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๔ นาฬิกา ๒ บาท เสด็จพยุหบาตราโดยทางชลมารค ฟันไม้ข่มนามตำบลหล่มพลี ตั้งทัพไชยตำบลม่วงหวาน แลณวัน ๔๑๒๒ คํ่า เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ๙ บาท เสด็จพยุหบาตราโดยสถลมารค อนึ่งเมื่อใกล้รุ่งขึ้นวัน ๑๒ คํ่านั้น เห็นพระสารีริกธาตุปาฏิหาริย์ไปโดยทางซึ่งจะเสด็จนั้น เถิงวัน ๒๒๒ คํ่า เพลารุ่งแล้ว ๕ นาฬิกา ๓ บาท เสด็จทรงช้างต้นพระยาไชยานุภาพ เสด็จออกรบมหาอุปราชาตำบลหนองสาหร่าย ครั้งนั้นมิได้ตามฤกษ์แลฝ่าย (ฝ่า) ฤกษ์หน่อยหนึ่ง แลเมื่อได้ชนช้างด้วยมหาอุปราชานั้น สมเด็จพระนารายน์บพิตรเป็นเจ้า ต้องปืนณพระหัตถ์ข้างขวาหน่อยหนึ่ง อนึ่งเมื่อมหาอุปราชาขี่ข้างออกมายืนอยู่นั้น หมวกมหาอุปราชาใส่นั้นตกลงเถิงดิน แลเอาคืนขึ้นใส่เล่า ครั้งนั้นมหาอุปราชาขาดคอช้างตายในที่นั้น แลช้างต้นพระยาไชยานุภาพ ซึ่งทรงแลได้ชนด้วยมหาอุปราชาแลมีไชยชำนะนั้น พระราชทานให้ชื่อเจ้าพระยาปราบหงสา

ศักราช ๙๕๕ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๑๓๖) วัน ๒๕๑๐ คํ่า เสด็จเถลิงพระมหาปราสาท ครั้งนั้นทรงพระโกรธแก่มอญ ให้เอามอญเผาเสียประมาณ ๑๐๐ ณวัน ๖๑๐๒ คํ่า เพลารุ่งแล้ว ๓ นาฬิกา ๖ บาท เสด็จพยุหบาตราไปเอาเมืองละแวก แลตั้งทัพไชยตำบลบางขวด เสด็จไปครั้งนั้นได้ตัวพระยาศรีสุพรรณในวัน ๑๑๔ ค่ำนั้น

ศักราช ๙๕๖ มะเมียศก (พ.ศ. ๒๑๓๗) ยกทัพไปเมืองสะโตง

ศักราช ๙๕๗ มะแมศก (พ.ศ. ๒๑๓๘) วัน ๑๓๑ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๓ นาฬิกา ๙ บาท เสด็จยพุหบาตราไปเมืองหงสา ครั้งก่อนฟันไม้ข่มนามตำบลหล่มพลี ตั้งทัพไชยตำบลม่วงหวาน เถิงวัน ๑๑๓๔ คํ่า เพลาเที่ยงคืนแล้ว เข้าปล้นหงสามิได้ ทัพหลวงเสด็จกลับคืนมา

ศักราช ๙๕๘ วอกศก (พ.ศ. ๒๑๓๙) วัน ๓๔๖ คํ่า ลาวหนี ขุนจ่าเมืองรบลาวตำบลตะเคียนด้วน แลณวัน ๕๖๓ คํ่า ฝนตกหนักหนาสามวันดุจฤดูฝน

ศักราช ๙๖๑ กุนศก (พ.ศ. ๒๑๔๒) วัน ๕๑๑๑๑ คํ่า เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ๘ บาท เสด็จพยุหบาตราไปเมืองตองอู ฟันไม้ข่มนามตำบลหล่มพลีตั้งทัพไชยตำบลวัดตาล แลในเดือน ๑๑ นั้นสงกรานต์ พระเสาร์แต่ราศีกันย์ไปราศีดุลย์ ครั้นเถิงวัน ๔๑๐๔ คํ่า เสด็จพระราชดำเนินเถิงเมืองตองอู แลทัพหลวงเข้าตั้งใกล้เมืองตองอูประมาณ ๓๐ เส้น แลตั้งอยู่ที่นั้นสองเดือน ขาดอาหารพ้นกำลัง ไพร่พลทั้งปวงตายด้วยอดอาหารเป็นอันมาก ครั้นวัน ๔๖๖ คํ่า ทัพหลวงเสด็จกลับคืนมายังพระนครศรีอยุธยา

ศักราช ๙๖๓ ฉลูศก (พ.ศ. ๒๑๔๔) เดือน ๗ เดือนเดียวนั้นมีสุริยุปราคา ในปีนั้นรับพระอิศวรแลพระนารายณ์เป็นเจ้า ไปถวายพระพรพร้อมกันวันเดียวทั้ง ๔ คานหาม

ศักราช ๙๖๔ ขาลศก (พ.ศ. ๒๑๔๕) เสด็จไปประพาสลพบุรี

ศักราช ๙๖๕ เถาะศก (พ.ศ. ๒๑๔๖) ทัพพระเจ้าฝ่ายหน้าเสด็จไปเอาเมืองขอมได้

ศักราช ๙๖๖ มะโรงศก (พ.ศ. ๒๑๔๗) วัน ๕๖๒ คํ่า เสด็จพยุหบาตรจากป่าโมกโดยทางชลมารค แลฟันไม้ข่มนามตำบลเอกราช ตั้งทัพไชยตำบลพระหล่อ วันนั้นเป็นวันอุน แลเป็นสงกรานต์ พระเสาร์ไปราศีธนูเป็นองค์ษาหนึ่ง ครั้งนั้นครั้นเสด็จพระราชดำเนินเถิงเมืองหลวงตำบลทุ่งดอนแก้ว

‹ คำอธิบาย พระนิพนธ์up
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
แชร์ชวนกันอ่าน
27
แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ
รับสมัครข่าวสารห้องสมุดและหนังสือใหม่ล่าสุด
email address

 12 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2020, 10:15:07 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
แด่พ่อทิม นาคคุ้ม อสม ดีเด่น.มา กว่ายี่สิบเจ็ดปีที่จากไป

ราวตะวันดับ ลับลา ไปจากโลก
วิปโยค โศกศัลย์ ไร้หรรษา
โลกมืดมิด ดับตะวัน ดับจันทรา
พ่อลับลา จากไป  ไม่กลับมา

พ่อยิ่งใหญ่ มีหัวใจ เสียสละ
พ่อมานะ การงาน พ่อห่วงหา
รับใช้ชาติ บ้านเมือง  เหล่าประชา
สุดพรรณนา พ่อมาจาก พรากดวงใจ

อาสาสมัคร  มีศรัทธา  มหาศาล
พ่อช่วยงาน ราชการ ด้วยแจ่มใส
พ่อทำงาน  ทุ่มเท  ดวงฤทัย
พ่อยิ่งใหญ่  ในใจ  ให้กำแพง

ใจพ่อทิม  นาคคุ้ม  ช่างกว้างขวาง
พ่อช่วยเหลือ  ทุกทาง  ทั่วหนแห่ง
หลายสิบปี เสียสละ สุดแจกแจง
พ่อแสดง  ความดีงาม  เมื่อยามเป็น

เมื่อฟ้าพราก พ่อไป ใจเหมือนขาด
พ่อนิราศ  โลกไป  ไม่แลเห็น
ร่างพ่อลับ.ดับแล้ว  เรือนเราเย็น
พ่อทิมเป็น เทพแล้ว  เรืองนภา

แม้ร่างลับ  ดับแล้ว ดวงแก้วจาก
ความดีไม่ เคยพราก พ่อห่วงหา
ขอพ่อสู่  สรวงสวรรค์  เสกมรรตา
วัฒนา คู่สวรรค์ นิรันดร์เทอญ

 13 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2020, 09:08:36 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
#ดาบที่สร้างจากประวัติศาสตร์
...
#ดาบรามเพชรรัตน์  อนุสรณ์เจ้ากำแพงเพชร
...
#พระแสงราชศัสตราแห่งเมืองกำแพงเพชร เป็นพระแสงประจำเมืองเล่มเดียวในประเทศที่เป็นของเก่าที่แท้จริง เนื่องด้วยเป็นพระแสงที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ให้เป็นบำเหน็จความดีความชอบในการศึกปัตตานี ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แก่ พระยากำแพงเพชร นุช  ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองกำแพงเพชรคนที่ 2 ต่อจากบิดา ส่วนพระแสงประจำเมืองของจังหวัดอื่น ๆ ล้วนสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา
...
#พระยากำแพงเพชรนุช  นั้นเป็นใคร ??  ทำไมจึงได้รับพระราชทานพระแสงทองคำ ??
...
ในสงครามเก้าทัพนั้น สมรภูมิทางใต้ อย่างหัวเมืองแขกมลายู นั้นมีความสำคัญเท่าๆ กับหัวเมืองเหนือ โดยเฉพาะรัฐปัตตานี อันเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งหนึ่งในคาบสมุทรมลายู การที่สยามรบชนะยึดเมืองปัตตานีได้ พร้อมชะลอปืนใหญ่อย่าง พญาตานี อันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจทางการทหารมาไว้ยังกรุงเทพฯ ตามธรรมเนียมการศึกสงครามนั้นก็เหมือนกับที่สยามสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชตีเวียงจันทร์แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตมายังกรุงธนุรี นั่นเอง
...
การศึกปัตตานีในสมัยรัชกาลที่ 1 นั้นมี 3 ครั้ง คือ ศึกใหญ่ในช่วงสงคราม 9 ทัพ ปี พ.ศ. 2328  ศึกปัตตานีครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2334 และศึกปัตตานีครั้งที่ 3 ปี พ.ศ.2351 ซึ่งใน 2 ครั้งหลัง จัดเป็นศึกปราบกบฏ  จึงมีคำถามว่า พระยากำแพงเพชรนุช ท่านได้ความดีความชอบจากศึกไหน ฮืม ซึ่งเราคงต้องสืบค้นกันต่อไป
...
ในเอกสารที่บันทึกถึงพระยากำแพงเพชรนุชนั้น มีการกล่าวว่าท่านเป็นก๊กวังหลัง  คำว่า ก๊กวังหลัง นั้นตีความหมายได้ค่อนข้างกว้างมาก แต่ไม่น่าจะใช่ขุนนางในกรมพระราชวังหลัง เพราะรัชกาลที่ 1 ทรงแต่งตั้งหลานขึ้นเป็นกรมพระราชวังหลัง ครั้งเมื่อเสร็จศึกสงครามเก้าทัพ และกรมพระราชวังหลังทรงขึ้นไปปราบศึกหัวเมืองเหนือ มิใช่หัวเมืองใต้ อย่าง ศึกปัตตานี ดังนั้นจึงเหลือเพียงประการเดียว คือ พระยากำแพงเพชรนุช ต้องมีความเกี่ยวข้องในระดับเครือญาติ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
...
#พระยากำแพงเพชรนุช นั้นถึงจะมิได้มีความสำคัญเทียบเท่าเจ้าหัวเมืองเหนือ อย่าง เชียงใหม่ ลำปาง หรือน่าน ที่เสมือนเจ้าประเทศราชในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นที่มาของราชสกุล อย่าง ณ เชียงใหม่  ณ ลำปาง หรือ ณ น่าน เป็นต้น
 แต่ตามบันทึกนั้นปรากฏว่า ภรรยาของท่านสืบสายโลหิตเจ้าเมืองเชียงแสน และมีเชื้อสายชาวกาวเมืองน่าน  ยิ่งเป็นเครื่องช่วยยืนยันถึงโอกาสที่ พระยากำแพงเพชรนุช จะเป็นหนึ่งในพระประยูรญาติ หรือเป็นเครือญาติที่เกี่ยวพันกับรัชกาลที่ 1 มากยิ่งขึ้นอีกประการหนึ่ง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลูกหลานของพระยากำแพงเพชรนุช ได้สืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองกำแพงเพชรกันมาอีกหลายรุ่นเกือบ 100 ปี จึงเปลี่ยนเจ้าเมืองเป็นคนจากสกุลอื่นแทนในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5
...
#พระแสงราชศัสตราแห่งกำแพงเพชร
...
การได้รับพระราชทานพระแสงดาบจากรัชกาลที่ 1 ในลักษณะนี้ เรียกได้ว่าเป็นการพระราชทานไว้เป็นประจำ ผู้ที่ได้รับพระราชทานย่อมต้องเป็นที่โปรดปรานเป็นพิเศษ แต่ถือว่าเป็นการพระราชทานเป็นส่วนพระองค์เพื่อส่วนตัวของผู้นั้นเอง พระแสงดาบนี้จึงมิได้มีอำนาจอาญาสิทธิ์ในราชการเมือง  ซึ่งสุดท้ายจากพระแสงราชศัสตราจึงเลือนกลายเป็นดาบประจำตระกูลไปในที่สุด (กรมศิลปากร , พระแสงราชศัสตราประจำเมือง : ๒๕๓๙ หน้า ๕๒ )
...
ตั้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์มานั้น มีการพระราชทานพระแสงดาบในลักษณะนี้เพียง 2 เล่ม ซึ่งอีกเล่มหนึ่งคือ พระแสงดาบที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 พระราชทานให้กับเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แต่ปัจจุบันจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ ส่วนพระแสงดาบกำแพงเพชร เก็บรักษาไว้ที่ห้องมั่นคง สำนักงานคลังจังหวัดกำแพงเพชร โดยไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม ยกเว้นทายาทพระยากำแพงเพชร ในสายสกุลต่างๆ ที่มาร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายพระพุทธเจ้าหลวง เนื่องในวันปิยะมหาราช เดือนตุลาคม เท่านั้น
...
สายสกุลทายาทพระยากำแพงเพชร นั้น มี 9 สกุลหลัก คือ กำแหงสงคราม กลิ่นบัว นาคน้อย นุชนิยม รอดศิริ รามบุตร รามสูต ศุภดิษฐ์ และอินทรสูต และยังมีสกุลที่เกี่ยวข้องอีก 6 สกุล ปัจจุบันผู้ที่เป็นทายาทสายเลือดพระยากำแพงเพชรน่าจะมีถึงหลักพันคน บางท่านเป็นนายทหารระดับผู้ใหญ่ บางท่านเป็นนักธุรกิจใหญ่ เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ เป็นครูอาจารย์ เป็นพ่อค้า เป็นเกษตรกร เรียกได้ว่า ครอบคลุมทุกระดับชั้น
...
ผมในฐานะทายาทรุ่นที่ 9 ในสายสกุล รามสูต ทายาทจากสายพระยารามรณณรงค์สงคราม (เกิด) เจ้าเมืองกำแพงเพชรคนที่ 7 แห่งรัชสมัยรัตนโกสินทร์  ซึ่งเป็นหลานตาของพระยากำแพงเพชรนุช ด้วยจิตสำนึกในเกียรติภูมิของบรรพบุรุษทุกๆ รุ่น ลงมาถึงบิดาและมารดาของผม  ที่ล้วนรับราชการสนองคุณแผ่นดินมาโดยตลอด จึงขอยอยกพระแสงดาบกำแพงเพชร ขึ้นเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์  ศัสตราทายาท  อันดาบรามเพชรรัตน์นั้น คำว่า “ราม” มาจากตำแหน่งเจ้าเมืองกำแพงเพชร คือ ออกญารามรณณรงค์สงครามฯ คำว่า “เพชร” มาจากชื่อเมืองกำแพงเพชร  คำว่า “รัตน์” (รัตนะ) ที่แปลว่าแก้ว นั้นมาจาก พระแก้วมรกต ที่เคยประดิษฐาน ณ วัดพระแก้ว เมืองกำแพงเพชร  ดาบรามเพชรรัตน์เล่มนี้จึงมีต้นกำเนิดเป็นสิ่งสำคัญ เป็นเรื่องราวและตำนานของเมืองกำแพงเพชรไว้อย่างครอบคลุม  ให้ปรากฏเป็นอนุสรณ์แห่งเจ้ากำแพงเพชร สืบไป
...
โดยในการนี้ได้จำลองลักษณะใบดาบของพระแสงกำแพงเพชร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างดาบ ในการนี้ ศัสตราเมธี ครูพรชัย ตุ้ยดง ได้ใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ยืนยันว่า พระแสงดาบกำแพงเพชรนี้ เป็นดาบ ล้านนาทรงเจ้าลำปาง ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของ ปราชญ์เมืองกำแพงเพชร อาจารย์สันติ อภัยราช ที่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการบูรณะพระแสงดาบกำแพงเพชรองค์จริงมาตั้งแต่ต้น ว่าเป็นดาบล้านนา อย่างมิต้องสงสัย 
...
โดยพระแสงราชศัสตราเมืองกำแพงเพชรนั้น ใบทรงเจ้าลำปางยาว 18 นิ้ว ด้ามยาว 15.5 นิ้ว ใบกว้างสุด 1 นิ้ว หลูบด้วยทองคำทั้งด้ามและฝักตามจารีตดาบล้านนา เพียงแต่ที่ด้ามไม่ใส่ลูกแก้ว ที่คอด้าม ก่อนการบูรณะมีน้ำหนักรวมด้ามฝักและใบ 636.2 กรัม
...
ดาบรามเพชรรัตน์ ใบทรงเจ้าลำปางยาว 20 นิ้ว ด้ามยาวรวม 18 นิ้ว ใบตีจากอุกกาบาตชนิดเหล็ก ด้ามไม้ไผ่สีสุกโค้งธรรมชาติ และฝักไม้สักทอง ทั้งด้ามและฝักหลูบด้วยเงินแท้ชุบทองคำ ส้นด้ามใส่แก้วผลึกใสกลึง ปลายฝักหลูบด้วยแผ่นทองแดง สร้างตามศิลป์และจารีตล้านนาผสมลาว โดยในการนี้ ผมได้นำคติความเชื่อเรื่อง อัษฎมงคล 8 ประการ ของพุทธนิกายตันตระ มาประยุกต์และสอดแทรกในการหลูบดาบรามเพชรรัตน์
 
#ส้นด้าม เป็นแก้วผลึกแกะลายก้นหอยสังข์มงคล มีดอกบัวมงคลบานมารองรับ
#ด้าม ใส่บัวรัดมีลายหนาเป็นข้อ ๆ แทน ฉัตรมงคล 9 ชั้นและ 5 ชั้น
#กลุ่มลายบัว ในทุกข้อ จบด้วยบัวลายหางปลามงคล
#บัวรัดตรงรอยต่อด้ามกับฝัก มีลายเปียถัก 4 หรือลายเงื่อนมงคล
#ใส่ตะหวา ทองแดงตอกลายธรรมจักรมงคล
#ฝัก ใส่กลุ่มลายบัวคู่ แบ่งฝักเป็น 3 ช่วง แทน ตุงมงคลหรือธงทางล้านนา
#ตัวฝักแทนภาชนะ หม้อน้ำ ปูรณฆฏะ โดยแกะลายดอกพุดตานที่ขอบฝัก
...
#งานหลูบเงินชุบทอง นี้จะสำเร็จออกมามิได้หากไม่ได้ สล่าหลูบเงินผู้มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ อย่าง #สล่าแคบหมู ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ปี พ.ศ.2563 นายธีร์ธวัช  แก้วอุด มาเป็นผู้สร้างสรรค์งาน  สำหรับดาบรามเพชรรัตน์ เล่มนี้ ยังมีรายละเอียดที่ผมอยากนำเสนอเพิ่มเติมอีกในครั้งต่อไป อาจเป็นในงานพินิจศาสตราฯ ที่จะจัดขึ้นในเดือนนี้ ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จึงขอเชิญชวนท่านผู้สนใจ มาเที่ยวชมงานได้ ซึ่งจะมีดาบที่สวยงามและทรงคุณค่าของท่านอื่นๆอีกมากมายมาให้ร่วมชมกัน

 14 
 เมื่อ: ธันวาคม 28, 2019, 08:33:04 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
วิธีการเลี้ยงลูก บทพูดบทที่๔ ของสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร
เลี้ยงลูกด้วยหนังสือ (บท4)
เมื่อท่านออกไปทานข้าวนอกบ้านแล้วเห็นครอบครังนึงที่มี คุณพ่อ คุณแม่ เด็กเล็กๆ ไปทานข้าวด้วยกัน ท่านน่าจะรู้สึกดีใช่ไหมคะ

แต่ถ้าคุณมองไปแล้วเห็นคนในครอบครัวนั้น มีโทรศัพท์ หรือไอแพดกันคนละเครื่อง คุณพ่อกำลังแชท คุณแม่ท่องอินเตอร์เนต คุณลูกเล่นเกมส์ หรือดูการ์ตูนในไอแพดล่ะคะ คุณจะรู้สึกอย่างไร

ถ้าดิฉันเห็นแบบนี้ทีไรดิฉันค่อนข้างจะมีความรู้สึกร่วมมาก และชอบเฝ้าสังเกตการณ์ ว่าครอบครัวนั้นเค้าจะทำอย่างไรกันต่อ ที่ชอบสังเกตุเพราะว่าเราจะได้เอาประยุกต์ใช้กับครอบครัวเราได้ว่า

เราจะทำอย่างไรได้บ้าง ถ้าเราไม่ยื่นเทคโนโยีใส่เด็กๆเมื่อเราทำกิจกรรมนอกสถานที่

ความรู้สึกร่วมที่ดิฉันพูดถึงคือ ดิฉันรู้สึกเห็นใจเด็กคนนั้นทันที ที่รู้สึกรู้สึกเห็นใจก็เพราะว่า พวกเขาก็มากันครบทีมทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และลูกๆ

แต่พวกเขามาแค่ตัวค่ะ เขาไม่ได้เอาหัวใจมาด้วย พวกเขาขาดความใส่ใจซึ่งกันและกัน ขาดปฏิสัมพันธ์ ขาดการพูดคุย ไม่มีการมองตากัน ไร้ซึ่งการสัมผัสกันทั้งทางกายและทางใจ

ตามธรรมชาติของเด็กเล็กแล้วเรื่องการส่งเสียงดัง วิ่งเล่น งอแง เป็นเรื่องธรรมดาและเป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ เพราะเด็กเค้าพลังเยอะ เค้าต้องใช้ร่างกายพิสูจน์พลัง และเค้ายังรอคอยไม่เก่ง

ถ้าคุณพ่อคุณแม่คิดว่า รับมือกับเด็กไม่ได้ก็ให้พยายามเลือกร้านที่สิ่งแวดล้อมมีที่ให้วิ่งเล่น มีเครื่องเล่น หรือเลือกทานข้าวที่บ้านไปเลย ดีกว่าที่จะออกไปทานข้าวนอกบ้าน แล้วยื่นเทคโนโลยีให้เด็กเพื่อให้เด็กเงียบ และนั่งนิ่งๆ

จริงๆแล้ววันนี้ดิฉันมีวิธีอื่นมานำเสนอ และรับรองผลด้วยค่ะ

เราจะเปลี่ยนจากการยื่นเทคโนโลยีให้เด็กๆ เป็นการยื่นหนังสือให้พวกเขาแทน ท่านสมาชิกลองนึกภาพตามนะคะ ระหว่างที่เด็กอยู่กับหน้าจอแล้วใช้นิ้วเขี่ยเลือนหน้าจอ หรือนั่งจิ้มเล่นเกมส์ หรือสายตานั่งจ้องภาพการ์ตูนเคลื่อนไหว

เป็นระยะเวลานานๆ กับเด็กนั่งอ่านหนังสือโดยใช้เวลาเท่ากัน ท่านมีความรู้สึกต่างกันไหมคะ  ดิฉันเคยเอาคำถามนี้ไปถามเด็กๆที่บ้านว่า เล่นเกมส์ กับอ่านหนังสือ ชอบแบบไหนมากกว่ากัน เด็กๆตอบเลยไม่คิดค่ะ คือ เล่นเกมส์  เพราะอะไร

ก็เพราะว่ามันสนุกมากน่ะสิคะ

แต่ท่านเชื่อไหมคะว่าเด็กที่บ้านของดิฉัน ได้เล่นเกมส์เฉพาะวันศุกร์เย็น เสาร์ และอาทิตย์เท่านั้น ส่วนวันที่ไป รร ไม่ได้เล่น แต่ช่วงระหว่างปิดเทอมก็มีให้เล่นได้ทุกวัน

 แต่ก่อนที่จะให้เล่นเกมส์เค้าต้องจัดการงานส่วนตัวของเขาให้เรียบร้อยก่อน

ไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน การบ้านปิดเทอม ซ้อมดนตรี และท้ายสุด เกมส์ก็จะเป็นสื่งที่หอมหวานสำหรับพวกเขาเพราะกว่าจะได้เล่น มันยากลำบากมาก เพราะต้องผ่านด่านที่แม่ตั้งไว้ให้เสร็จและต้องเรียบร้อยดีด้วย

ในวันธรรมดาที่เราไม่ให้เล่นเกมส์ เราก็มีหนังสือให้อ่านตามความสนใจของพวกเด็กๆ ที่บ้านดิฉันจะจัดมุมหนังสือมีหนังสือที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน วรรณกรรม หนังสือความรู้ทั่วไป ทั้งไทยและเทศ

ให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก พอเค้าเบื่อ เค้าไม่มีอะไรทำ เกมส์ก็เล่นไม่ได้เพราะไม่ใช่วันที่เล่นได้ เค้าก็จะหันมาพึ่งหนังสือเอง โดยไม่ต้องบังคับมาให้อ่าน แต่สถานการณ์มันบังคับเองว่าไม่มีอะไรทำ อ่านหนังสือก็ได้

หนังสือที่อ่านก็ควรจะเหมาะกับช่วงวัยของเด็กๆด้วย ตอนที่ยังเล็กๆคุณพ่อ คุณแม่มีหน้าที่อ่านให้เด็กฟัง ในช่วงก่อน 3 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ เพราะว่าเด็กจะรู้ว่าพ่อแม่มีอยู่จริงก็ตอนที่เด็กต้องการเรา แล้วเราอยู่ตรงนั้นเพื่อเขา

ได้เอาเด็กนั่งตักในอ้อมกอด แล้วอ่านหนังสือ  ได้นอนข้างๆกันอ่านนิทานให้ฟัง  มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นมาก และเวลาแบบนี้มันผ่านแล้วผ่านเลยมันเรียกคืนมาไม่ได้ค่ะ เวลาแบบนี้เรียกว่าเวลาคุณภาพ

 ถ้าเราทำได้แบบนี้สม่ำเสมอจนถึงวัยที่เค้าอ่านเองได้

หรือจริงๆไม่ได้อยู่ที่อายุว่ากี่ขวบถึงจะเลิกให้เขาฟัง ตราบใดที่เค้าต้องการให้เราอ่านให้ฟังอยู่ นั่นเป็นสิ่งที่ดีมากเลยค่ะ แสดงว่าเค้ายังต้องการเราอีกมาก

พอโตขึ้นเค้าจะรักการอ่าน ไม่มีอะไรทำก็หันกลับมาอ่านหนังสือได้ หรือวันที่ต้องการผ่อนคลาย หรือความสนุก หนังสือก็สามารถช่วยได้

ข้อดีของหนังสือมีมากมาย

หนังสือส่งเสริมจินตนาการให้กับเด็กๆ ยิ่งวรรณกรรมที่ได้นักเขียนดีๆ สมองของเด็กจะโลดแล่นมากเป็นพิเศษ

หนังสือให้ความรู้ ความรู้ที่เราต้องค้นคว้า ต้องหา

หนังสือให้ความสัมพันธ์กันในครอบครัว ถ้าเราอ่านให้ฟังก็จะได้ความอบอุ่นมาเพิ่ม หรือต่างคนต่างอ่าน ก็สามารถเอามาถกกัน ปรึกษาหารือกันได้

หนังสือสอนให้เรามีทางออกในวันที่เราไม่มีอะไรทำ เราก็หยิบหนังสือมาเพื่อความบันเทิงแก้เบื่อได้

การอ่านหนังสือ จะส่งผลให้เด็กเป็นคนรักการอ่าน และติดตัวเด็กไปอีกนานเท่านาน ซึ่งจะเป็นสิ่งมีค่ามากที่สุดที่ไม่ว่าโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ ไอแพด หรือ พี่เลี้ยงเด็กคนไหนก็ทำแทนไม่ได้

อรอนงค์ สุรเจริญชัยกุล
บันทึกเมื่อ
25/12/62

 15 
 เมื่อ: ธันวาคม 28, 2019, 03:35:55 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
♤ สะเทือนไปทั่วทั้งวงการศึกษาของประเทศจีน......

เมื่อภรรยาประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (เผิงลี่หยวน) ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องคะแนนสอบเอ็นทรานซ์ ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการศึกษาของประเทศจีน......

คะแนนสอบของลูก ไม่ได้มีความสำคัญเทียบเท่ากับการสอนให้ลูกรู้จักสำนึกในบุญคุณ รู้จักเรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ลูกจะมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง ผู้ปกครองจะมีวิธีอบรมปลูกฝังอย่างไร การที่จะให้ทรัพย์สินแก่ลูกหลาน ทำไมไม่คิดจะสร้างลูกให้กลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าเล่า นั่นคือการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม

ดังนั้นการเก็บสะสมทรัพย์สินมหาศาลให้กับลูกหลานไม่สามารถเทียบเท่ากับการให้ข้อคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตดังต่อไปนี้

1. ลูกรัก...ลูกต้องเรียนรู้ที่จะทำอาหาร นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการดูแลปรนนิบัติคนอื่น แต่เมื่อคราที่คนที่รักลูกไม่ได้อยู่ข้างกายลูก ลูกก็จะสามารถดูแลตนเองได้ (อยู่รอดได้ด้วยตนเอง)

2. ลูกรัก...ลูกจะต้องเรียนรู้ที่จะขับรถ นี่ไม่ได้เกี่ยวกับฐานะตำแหน่งหน้าที่ เพราะเช่นนี้แล้ว ลูกก็จะสามารถไปในทุกๆ ที่ลูกอยากไปทุกเวลา ไม่ต้องไปขอร้องใคร (มีอิสระเสรี)

3. ลูกรัก...ลูกจะต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐาน นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการรับรองฐานะการศึกษา ในชีวิตคนเราจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยสัก 3-4 ปี ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่มีเงื่อนไข และเป็นชีวิตที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะให้มีสติปัญญา ความนึกคิดและการใช้เหตุผล (เมื่อเข้าไปสู่สังคมก็เสมือนเข้าไปสู่ชีวิตจริง)

4. ลูกรัก...ลูกรู้หรือไม่ ฝากรอยเท้าไกลเท่าไหน จิตใจจะกว้างเท่านั้น เมื่อใจกว้างแล้ว ลูกจึงจะมีความสุข หากเดินไปได้ไม่ไกล ให้หนังสือช่วยพาลูกเดินไป (เปิดกว้างโลกทัศน์ของตนเองโดยอาศัยโลกแห่งความรู้)

5. ลูกรัก...หากโลกนี้เหลือเพียงน้ำสองถ้วย ให้เก็บถ้วยหนึ่งเอาไว้ดื่ม ส่วนอีกถ้วยหนึ่งใช้ทำความสะอาดใบหน้าและชุดชั้นในของลูก (การเห็นคุณค่าของตัวเองไม่เกี่ยวกับความจนความรวย)

6. ลูกรัก...หากฟ้าถล่มทลายลงมา ก็ไม่ต้องร้องไห้ และไม่ต้องบ่นว่าอะไร เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้คนที่รักลูกยิ่งเจ็บปวดใจ ส่วนคนที่เกลียดลูกจะยิ่งได้ใจ (ยอมรับชะตากรรมอย่างสงบ คนที่เรารักจะมีความสุข)

7. ลูกรัก...ต่อให้ต้องกินข้าวคลุกซีอิ๊วขาว ก็ต้องปูผ้าปูโต๊ะที่สะอาด และนั่งลงไปอย่างสง่างาม ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างใส่ใจในคุณภาพ (มารยาทและสถานการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน)

8. ลูกรัก...เมื่อไปยังสถานที่ไกลๆ จำไว้ว่านอกจากจะต้องนำกล้องถ่ายรูปไปแล้ว ก็ต้องนำปากกาและกระดาษไปด้วย วิวทิวทัศน์นั้นเหมือนกัน แต่อารมณ์ที่ดูวิวทิวทัศน์นั้นไม่สามารถกลับมาซ้ำเหมือนเดิมได้อีก สวี่เสียเค่อ (xu xia ke) นักภูมิศาสตร์ นักเดินทางชาวจีนที่เป็นสวี่เสียเค่อในวันนี้,มิใช่เพราะเดินทางมากที่สุด เขายิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงเพราะการบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่ได้จากการเดินทางที่ทิ้งไว้ให้กับชนรุ่นหลัง

9. ลูกรัก...ลูกจะต้องมีพื้นที่เป็นของตนเอง ต่อให้มีแค่ 5 ตารางเมตรก็ตาม เพราะตอนที่ลูกทะเลาะกับคนรักและฉุนโกรธเดินออกมา ก็ไม่ถึงกลับร่อนเร่ไปตามถนน พบเจอกับคนไม่ดี สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือเมื่อตอนที่ลูกใจร้อน ก็จะมีสถานที่ที่ทำให้ลูกใจเย็นลงได้ ให้หัวใจของลูกได้พักไว้ในมุมนั้น (อุปนิสัยแบบอิสระ)

10. ลูกรัก...เมื่อตอนยังเด็กจะต้องมีความรู้ เมื่อโตขึ้นจะต้องมีประสบการณ์ ลูกจึงจะมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ (อ่านประสบการณ์ของผู้อื่น และหาประสบการณ์ให้กับตนเอง)

11. ลูกรัก...ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ก็จงเป็นคนดีมีเมตตา โปรดจำไว้ว่า การมีจิตใจดี ก็จะทำให้ลูกเป็นผู้ที่ได้รับความคุ้มครองดูแลอย่างดีที่สุดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย (การคุ้มครองดูแลนี้ไม่ใช่ความร่ำรวยและอำนาจ ทำดีย่อมได้ดีตอบแทน)

12. ลูกรัก...รอยยิ้ม ความสง่างาม ความมั่นใจ นั้นเป็นทรัพย์สินทางจิตใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากมีสิ่งเหล่านี้ ลูกจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง (นี่ก็คือจิตวิญญาณของ "ผู้ดี")

แปล แอม (สุวิไล) @ เจนบรรเจิด

 16 
 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2019, 09:35:45 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
ริมธารน้ำ รินไหล ใจร่วมรัก
วนารี ที่ประจักษ์  แสนสดใส
เพื่อนร่วมรุ่น แสนรัก ประจักษ์ใจ
คลองลานไกล ไม่เกินกว่า สามัคคี
เล่นน้ำตก คลองลาน สมานสมัย
ร่วมไหว้พระ ด้วยใจ   ในศักดิ์ศรี
พยาบาล ส ป ร.  ร่วมชีวี
หลายสิบปี ไม่พบกัน  ยังมั่นคง



นานแสนนาน ไม่พบหน้า พาคิดถึง
ขอบคุณฟ้า ความคนึง     ให้โหยหา
สี่สิบเอ็ด    ปีเศษ             ได้เจรจา
ความคิดถึง นำพา   มาพบกัน
อายุเข้า เจ็ดสิบ ราวสิบเจ็ด
ด้วยความรัก เราระเห็จ มาสังสรรค์
สัญญาว่า อีกกี่ปี ร่วมยืนยัน
จะพบกัน ด้วยศรัทธา มาหาเธอ

 17 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2019, 02:44:49 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
ชากังราว คือ  กำแพงเพชร  ฟัง ชม หลักฐานสำคัญ จากจารึก และพงศาวดาร ทาง อสมท.กพ. บ่ายสอง และทาง สวท.กพ. บ่ายสาม โดย อ.สันติ อภัยราช อ.รุ่งเรือง สอนชู และเยาวชนคนดี ยุทธนา ทองดี เสาร์ ๑๖ พย. จะได้เลิกเถียงกันเสียที
มีหลักฐาน สรุปได้ดังนี้

๑. ในจารึกหลักที่ 8 ศิลาจารึกภูเขาสุมนกูฏ จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นจารึกของพระมหาธรรมราชาลิไทย  จารึกเมื่อพุทธศักราช 1912 ในจารึกกล่าวถึงเชื่อเมืองต่าง ๆของสองฝั่งแม่น้ำปิง ได้แก่ เมือง  พระบาง  ชากังราว  สุพรรณภาว นครพระชุม  เมืองพาน  แต่ไม่มีชื่อเมืองกำแพงเพชร  แสดงว่าชากังราว อยู่ลุ่มน้้าปิง

๒ ในกฎหมายลักษณะลักพา   มีพระราชกฤษฎีกาของสมเด็จพระเจ้าอู่ทองรามาธิบดี บทที่ 1  ตั้งเมื่อปีมะแม  จุลศักราช  717  พ.ศ.  1899   (ควรจะเป็น  1898)  ภายหลังสร้างพระนครศรีอยุธยาได้ 5 ปี  มีเนื้อความว่า  นายสามขลากราบบังคมทูลด้วยเรื่องข้าหนีเจ้า  ไพร่หนีนายว่า  มีผู้เอาไปถึงเฉลี่ยงสุโขทัย  ทุ่งย้าง  บางยม  สองแก้ว  (สองแคว) สระหลวง ชาวดงราวกำแพงเพชร  เมืองท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันดังนี้  และมีผู้เอาทาสเอาไพร่ท่านมาขาย   และเจ้าทาสเจ้าไพร่แห่งพระนครศรีอยุธยาและมากล่าวพิพาทว่า  ให้ผู้ไถ่ไล่เอาเบี้ยแก่ผู้ขายนั้นคืน  ข้าพระพุทธเจ้าขอเรียนพระราชปฏิบัติ  จึงมีรับสั่งว่า  ขายกันแต่ในพระนครศรีอยุธยาดังนี้  และสูบังคับให้ผู้ไถ่เอาเบี้ยแก่ผู้ขายสิยังยาก  อย่าว่าแต่ข้าหนีเจ้าไพร่หนีนาย  และเขาลักเอาไปขายถึงเฉลี่ยงสุโขทัย  ทุ่งย้าง  บางยม        สองแก้ว   สระหลวง  ชาวดงราวกำแพงเพชร  ใต้หล้าฟ้าเขียวขาดจากมือเจ้าทาสไพร่ไปไกล  จะมาพิพาทฉันเมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี  เมืองสุพรรณบุรี  สะพง  คลองพับ  แพรกศรีราชาธิราช  พระนครพรหมนั้น    บมิชอบเลย?  กฎหมายบทนี้ตั้งภายหลังพระมหาธรรมราชาลิไทยได้ราชสมบัติปีที่ 1 ชาดงราว กำแพงเพชร หมายถึงชากังราว

๓.จากคำสรุปของพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงวินิจฉัยเรื่องเมืองชากังราวได้อย่างละเอียดว่า
             ข้าพเจ้าจะต้องอธิบายเรื่องเมืองชากังราวไว้ตรงนี้สักหน่อยหนึ่ง ด้วยยังไม่ได้พบอธิบายในที่อื่นว่าเมืองชากังราว เป็นเมืองไหนแน่ในปัจจุบันนี้  ในหนังสือพระราชพงศาวดารมีเรื่องเกี่ยวกับเมืองชากังรายหลายแห่ง ในตอนแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชนี้ เป็นอย่างมาก แต่ในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ยังออกชื่อเสียงชากังราวลงไปถึงแผ่นดิน สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ข้าพเจ้าได้ตรวจสอบแผนที่เข้ากับเรื่องที่มาใน พระราชพงศาวดารเห็นว่า เมืองชากังราวจะเป็นเมืองอื่น นอกจากเมืองกำแพงเพชรทุกวันนี้ไม่ได้ และได้พบหลักฐานประกอบในพระราชกฤษฎีกาของ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เรียกชื่อเมือง "ชาวดงราว" กำแพงเพชรควบไว้ดังนี้ (คำว่า ชาดงราว นั้นเชื่อได้แน่ว่า ผู้คัดลอกเขียนผิดมาจาก ชากังราวนั่นเอง) 
              จากข้อความที่นำมากล่าวนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสรุปไว้ว่า เมืองชากังราว     คือ เมืองกำแพงเพชร

จากหลักฐานดังกล่่าว ควรจะสรุปได้ว่า ชากังราว คือกำแพงเพชร นั่นเอง

 18 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2019, 02:41:40 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
โคลงบันทึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ล้นเกล้ารัชกาลที่๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี (ตอนที่๑ บทที่๑ ถึงบทที่๕)

๑. สืบสานวัฒนธรรมค่าล้ำ     เลอพิศ
ยลถ่ายทอดแสนวิจิตร            ท่วมฟ้า
ละเอียดอ่อนราวนิมิตร            เพียงหนึ่ง โลกนอ
บันทึกสิริทัศน์ท้า                    สืบด้วยคำโคลง
๒.จรรโลงไทยวัฒน์ด้วย         วิถีไทย
จักรพรรดิครองฤทัย                ราษฏร์ถ้วน
โอรสสืบราชสมบัติไข              วชิรา ลงกรณ์นอ
เจิดจำรัสราษฎร์ล้วน                เด่นชี้สยามมินทร์
๓ ยินประเพณีแต่ครั้ง               สุโขทัย
อินทราทิตย์มีชัย                       แต่งตั้ง
บรมราชาภิเษกไกร                   เกรียงยื่ง นาพ่อ
สานต่อมาแต่ครั้ง                      ชื่นแท้บรรพชน
๔.อยุธยายลยุทธยั้ง                 ราชา
อภิเษกวัฒนา                             เทิดไท้
หลายศตวรรษา                          สืบต่อ
ข้าขอบันทึกเรื่องไว้                   อภิเษกล้ำคำโคลง
๕.ธนบุรีโยงเรื่องไว้                    เพียงนิด
กู้ชาติสงครามวิปริต                    กอบกู้
อภิเษกคือชีพิต                            องค์พ่อ วชิรปราการนา
สืบได้เพียงแค่รู้                            เร่งขึ้นครองไทย

โคลงบันทึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ล้นเกล้ารัชกาลที่๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี (ตอนที่๒ บทที่ ๖ ถึงบทที่๑๐)
๖. รัตนโกสินทร์เสกสร้าง     ประเพณี
บรมราชาภิเษกมี                    ถี่ถ้วน
เก้ารัชกาลจักรี                       สืบต่อ
ถีงอภิเษกเอกล้วน                 สืบไท้ทศสมัย
๗.เกรียงไกร น้ำอภิเษกล้ำ      ครบสยาม
ส่งปลุกเสกเลิศนาม                 พระแก้ว
เตรียมพระมูรธาตาม               อภิเษก
ชลศักดิ์สิทธิ์เพริศแพร้ว         เคลื่อนล้ำเลิศดิถี
๘. กำแพงเพชรมีเสกน้ำ         บ่อสาม   แสนนา
ประวัติพระนเรศยาม                 พักสร้าง
เสวย ใช้ เสกน้ำนาม                สรงบ่อ นี้นอ
ตำนานมีเอกอ้าง                      ส่งไท้ทรงธรรม
๙. จารึกล้ำสุพรรณบัตรอ้าง     ออกนาม
มหาวชิราลงกรณ์ขาม              เขตกว้าง
สี่ ห้า หก พฤษภ ยาม                พิเศษ
บรมราชาภิเษกอ้าง                   ดิถีนี้เลิศวิถี
๑๐. มเหสีอัครรั้ง                     สุทิดา  องค์นอ
คู่บรมกษัตรา                             เสกตั้ง
สิริโฉมจรรยา                             งามยิ่ง นาแม่
สมบารมีสมครั้ง                          นาฏนี้ครองเกษม
โคลงบันทึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ล้นเกล้ารัชกาลที่๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี (ตอนที่๓ บทที่๑๑ ถึงบทที่ ๑๕)
๑๑. กราบพระแก้วมรกตด้วย    ศรัทธา
กราบพระสยามเทวา                ยิ่งแก้ว
กราบหลักเมืองรัตนา                หลักมิ่ง เมืองนา
กราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์แพร้ว             เพริศด้วยประเพณี
๑๒ พิธีพราหมณ์สืบแล้ว            พันปี
บรมราชาภิเษกวิถึ                        ถูกต้อง
จักรพรรดิราชมี                            ทศพิธ ธรรมนอ
สืบราชวงศ์จักรก้อง                     ราษฎร์ซร้องสรรเสริญ
๑๓.ดำเนินพิธีสังฆราชเจ้า           ประธาน
นายกประยุทธประสาน                 สืบไท้
พรามณ์พิธีร่วมจาร                        สุพรรณบัตร
ทองคำบรรจงเพริศไว้                   ธิราชเจ้าจอมสยาม
๑๔.เฉลิมสยามเฉลิมรัฐเจ้า         จอมกษัตริย์
ทรงเถลิงราชสมบัติ                      สืบไท้
ภูมิพล เลิศขัตติย์                          ครองต่อ  องค์นา
พสกอวยถวายพร่ำได้                  ต่อไท้ราชา
๑๕.เริ่มราชาภิเษกแล้ว                รัตนา
สี่พฤษภามหา                               ฤกษ์แล้ว
ห้า หก พฤษภา                             ศักราช  เดียวนอ
สองพันหกสิบสองแก้ว                  เกียรติก้องโลก
โคลงบันทึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ล้นเกล้ารัชกาลที่๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี (ตอนที่๔ บทที่ ๑๖ ถึง ๒๐)
๑๖.สี่พฤษภาเสด็จขึ้น    ไพศาล ทักษิณนอ
เช้าสิบโมงเพื่อสนาน       ภิเษกน้ำ
รับศีลมหาสงฆ์ขาน          รับต่อ รูปนอ
เปลี่ยนเครื่องทรงองค์ย้ำ  ประดับไท้เลอองค์
๑๗.พระบรมวงศ์เอกท้าว     เสด็จสนอง บาทนอ
เข้าเฝ้าแน่นเนืองนอง          แนบไท้
เครื่องราชาภิเษก รอง          พระบาท  ไท้นา
แท่นอุทุมพรแกร่งไว้             เทพเจ้าสนององค์
๑๘.ทรงขึ้นถวายแท่นไท้        สรงสาคร
สหัสธาราจร                          สู่ท้าว
สังฆราชสรงบวร                    หลังท่าน องค์นอ
ถวายธาราครองด้าว               เท่าน้ำนององค์
๑๙.พราหมณ์ถวายมงคลล้ำ   เลิศฤทธิ์
ใบมะตูมชีพิต                           ทัดแก้ว
สรงธาราศักดิ์สิทธิ์                    องค์อาบ ไท้นอ
คือครองทุกเทศแล้ว                 ถวายน้ำบรรณาการ
๒๐. วัฒนธรรม์ค่าล้ำ                 เป็นเอก
รักษาประเพณีเสก                      กษัตริย์แก้ว
บรมราชาภิเษก                           เหนือสิ่ง ใดนา
ปีนใหญ่ถวายพระพรแล้ว            สนั่นก้องเวหาหาว

๒๑เขตด้าวสรรทั่วไท้      ราชา
ทรงพระเจริญวัฒนา    เทพเจ้า
อวตารรัตนา      ครองราชย์  เลิศนา
ทรงเกษมประเสริฐเกล้า   ยิ่งด้วยราชัน

 19 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2019, 02:09:03 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
สุขสันต์วันเกิดอ้าง        อังคณา
งามจิตงามศรัทธา         ท่วมท้น
งามกายเลิศรัตนา          นองแผ่น   กำแพงนอ
แพทย์ใหญ่ใจเลิศล้น     ลึกล้ำลออคุณ

 20 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2019, 03:22:44 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
ดังดวงแก้ว แวววับ   ลับจากโลก
 ลมวิโยค    โหยหา   ฟ้าห่มหาย
คือวันเที่ยง   ตะเภาน้อย  ชีวาวาย
เสียสละ มากมาย ในกำแพง

เธอทำงาน มากล้น  หลากหลายสิ่ง
เป็นคนจริง ดับสูญ ทุกหนแห่ง
อนิจจา โรคร้าย  ไม่เปลี่ยนแปลง
ดับลับแสง ศรัทธา  ประชาชน

ทำหน้าที่ ทุกอย่าง เธอสร้างสรรค์
มีชีวัน เพื่อคนอื่น ไม่หวังผล
แสงสุดท้าย ลับไป ในบัดดล
ความสงัด สลัดพ้น ความงดงาม

เมื่อถึงคราว  จำพราก จากรักแล้ว
คือดวงแก้ว ดับแสง พ้นขวากหนาม
ขอเธอสุข บนสวรรค์  ไม่ลืมนาม
ขอวันเที่ยง   เป็นนิยาม  เยี่ยงนิรันดร์

  สันติ อภัยราช

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!