จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ตุลาคม 18, 2019, 04:26:48 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ยินดีต้อนรับสมาชิก และผู้เยื่ยมชมทุกๆท่าน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
 11 
 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2019, 03:52:44 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
ผู้ใหญ่อีกหนึ่งท่าน​  ที่ผมและชาวกำแพงเพชร​ต้องกราบขอบพระคุณ​ท่าน​   คือท่านอาจารย์​สันติ​ อภัยราช​ ผู้ทรงคุณวุฒิ​ทางวัฒนธรรม​จังหวัด​กำแพงเพชร​ ที่ผมเคารพรักท่าน​  และวิสาสะเรียกท่านว่าคุณ​ตา​ และท่านก็ได้เมตตาผมเรียกหลานเสมอมา
       ผมได้รู้จักกับอาจารย์​สันติ​ ครั้งแรก​เมื่อ​ ๑๒​ ปีที่แล้ว​ ในวัย​ ป.๓​ ซึ่งขณะนั้นเป็นนักเรียนคณะลำตัดของคุณครู​ ลมัย มีขันหมากโรงเรียนอนุบาลกำแพงเพชร​ โดยได้มีโอกาสทำงานกับท่าน​ ในการแสดงแสงสีเสียงของจังห​วัด​กำแพงเพชร​ทุกปี​  และมีโอกาสได้ร่วมงานกับท่านอย่างจริงจังเป็นเวลาร่วม​๒​ ปี​ ท่านเป็นผู้ใหญ่ใจดี​  มีเมตตา​  ขันติธรรมสูงมาก​  เพียบพร้อมด้วยคุณวุฒิ​ วัยวุฒิ​ มากด้วยประสบการณ์​  ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ใหญ่​ที่เป็นปูชนียบุคคล​ และเป็นผู้ใหญ่ยุคแรกๆ​ ที่ได้ศึกษารวบรวมเรื่องราวทางวัฒนธรรม​ ประเพณี​ วิถี​ ประวัติศาสตร์​ ของจังหวีดกำแพงเพชร​ และเผยแพร่อยู่ในทุกโอกาส​  อย่างที่เราๆชาวกำแพงเพชรทราบดี
         ในโอกาสการจัดงานครั้งนี้​ ท่านก็ได้ให้ความเมตตาโครงการของผม​  ด้วยความเมตตา​  กระผมกราบขอบพระคุณ​คุณตา​ ที่ได้เมตตา​ อบรมสั่งสอน​ ชี้แนะ​ และดูแลเมตตากรุณาหลานเสมอมา​  กราบขอบพระคุณ​คุณ​ตาครับ
       สุดท้ายนี้ขออาราธนา​คุณพระศรีรัตนตรัย​ คุณเทพยดา​ อารักษ์​ หลักเมือง​ และพระบารมีแห่งพระแสงราชศัสตรา​  กอปรกับคุณความดีที่คุณตาสั่งสมมา  ดลบัลดาลให้คุณตา​ มีสุขภาพแข็งแรง​ มีความสุขครับผม​  กราบขอบพระคุณ​ครับ

 12 
 เมื่อ: มิถุนายน 16, 2019, 11:39:16 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
คำสดุดีพระมหาธรรมราชาลิไทย

พระมหาธรรมราชาลิไท ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งทางโลก และทางธรรม ในทางโลกพระองค์ทรงเป็นนักรบที่เก่งกล้าสามารถทรงรวบรวมอาณาจักรสุโขทัยที่บรรดาเมืองต่างๆ พากันประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นกับเมืองสุโขทัยในคราวเปลี่ยนรัชกาล ให้กลับมาเป็นปึกแผ่นที่มั่นคงอีกครา
ในทางธรรม พระองค์ทรงได้รับยกย่อง ให้เป็นราชาแห่งธรรมะ นามพระมหาธรรมราชาลิไท เพราะองค์ทรงมีวิเทโศบายที่ชาญฉลาด ทรงนำศาสนาพุทธ มาประสานรอยร้าว ของเมืองต่างๆ ทรงนำรอยพระพุทธบาท มาประดิษฐานในนครที่อยู่ในแว่นแคว้นสุโขทัยทุกเมือง ทำให้พุทธศาสนาเป็นปีกแผ่นและมั่นคง ในอาณาจักรสุโขทัย รวมทั้งรวมเมืองสุโขทัยให้เป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ อย่างงดงามโดยไม่เสียเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกัน ดังข้อความในจารึกนครชุม ที่พระองค์ทรงเสด็จเมืองนครชุม เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๑๙๐๐ คือในวันนี้ เมื่อ ๖๖๒ปีที่ผ่านมา  ทรงประดิษฐาน จารึกหลักศิลานี้ไว้ ณ หน้าอุโบสถวัดพระบรมธาตุแห่งนี้  ความว่า
“พระยาลือไทยราช ผู้เป็นลูกพระยาเลอไทย เป็นหลานแก่พระยารามราช เมื่อได้เสวยราชย์ในเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยได้ราชาภิเษก อันฝูงเท้าพระยาทั้งหลายอันเป็นมิตรสหาย อันมีในสี่ทิศนี้ แต่งกระยาดงวาย ของฝากหมากปลามาไหว้อันยัดยัญอภิเษกเป็นท้าวเป็นพระยาจึงขึ้นชื่อศรีสุริยพงศ์มหาธรรมราชาธิราช.
และกล่าวถึง พระมหาธรรมราชาลิไทยทรงสถาปนาพระบรมสารีริกธาตุและพระศรีมหาโพธิ์ไว้ที่เมืองนครชุมมีความชัดเจนความว่า
...หากเอาพระศรีรัตนมหาธาตุอันนี้มาสถาปนาในเมืองนครชุมปีนี้นั้น พระมหาธาตุอันนี้ใช่ธาตุอันสามานย์ คือพระธาตุแท้จริงแล้ เอาลุกแต่ลังกาทวีปพู้นมาดาย เอาทั้งพืชพระศรีมหาโพธิ์ อันพระพุทธเจ้าเราเสด็จอยู่ใต้ต้นและผจญพลขุนมาราธิราช ได้ปราบแก่สัพพัญญุตญาณเป็นพระพุทธ มาปลูกเบื้องหลังพระมหาธาตุนี้
และในจารึกนครชุมได้ กล่าวถึงอานิสงส์ การนบไหว้และบูชา พระบรมธาตุและพระศรีมหาโพธิ์ ว่า มีอานิสงส์เหมือน ได้ไหว้และบูชาต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าดังความว่า
 ผิผู้ใดได้ไหว้นบกระทำบูชาพระศรีรัตนมหาธาตุและพระศรีมหาโพธิ์นี้ว่าไซร้ มีผลอานิสงส์พร่ำเสมอดังได้นบตนพระเป็นเจ้าบ้างแล.......”.
พระมหาธรรมราชาลิไทย จึงเป็นเสมือนหนึ่งหลักชัย สิ่งยึดมั่นของพวกเราชาวพุทธศาสนาทุกคน พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ เมื่อ ๖๖๒ปีมาแล้ว ทำให้พระพุทธศาสนามั่นคงในเมืองนครชุม กำแพงเพชร ยืนยงมา นานแสนนาน ชาวเราจึงควรที่จะรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ตราบชั่วนิรันดร์กาล
..................................


   

 13 
 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2019, 01:13:56 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
คำนำ
      หนังสือ ร่องรอยความรุ่งเรือง ในบุรีศรีกำแพงเพชร ฉบับที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ เป็นหนังสือที่กล่าวถึงเรื่องราวของเมืองกำแพงเพชรอย่างทรงคุณค่า มากในทุกด้าน ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ โบราณคดี ตลอดจนภูมิปัญญ่าในอดีตของกำแพงเพชรไว้อย่างงดงาม แหวกแนวจากหนังสือฉบับอื่นๆ ที่เขียนถึงมืองกำแพงเพชร ภาพและรูปเล่มตลอดถึงวิธีการนำเสนอ ทันสมัยและงดงามมากๆ นับว่าเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเมืองกำแพงเพชร ที่น่าอ่านที่สุดอีกฉบับหนึ่ง
      โดยเฉพาะในเรื่องราวที่กล่าวถึงคุณจรัล ดำรงรัตน์ สุดยอดฝีมือในการเป็นนักริเริ่มสร้างสรรค์ และประวัติการทำงานที่น่าสนใจและเป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นหลัง  ได้อย่างอเนกอนันต์   คุณจรัล ดำรงรัตน์ ท่านเป็นคนกำแพงเพชร ที่ สร้างสรรค์งานที่ยิ่งใหญ่แก่ชาวกำแพงเพชร มาตลอด เรื่องราวของท่าน ได้แทรกประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาได้อย่างละเอียด โดยยังไม่มีการบันทึกไว้อย่างละเอียดและกว้างขวาง เหมือนหนังสือฉบับนี้ซึ่งได้เรียบเรียงตามคำบอกเล่าของท่าน อย่างน่าอ่านและเห็นภาพพจน์ที่ชัดเจนที่สุด
      คุณสง่า ลือชาพัฒนพร ผู้เรียบเรียง หนังสือที่ทรงคุณค่าฉบับนี้ เป็นนักเขียนมือทอง ของประเทศไทย เขียนได้น่าอ่านและน่าติดตามได้อย่างน่าสนใจยิ่ง ที่สามารถเขียนเรื่องที่แห้งแล้ง ให้มีสีสันและน่าอ่านอย่างสมบูรณ์
      ในนามของชาวกำแพงเพชร ต้องขอบคุณคุณจรัล ดำรงรัตน์ ที่ดำริ บันทึกประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ผ่านชิวิตของท่าน และได้ลงทุนจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ด้วยเงินส่วนตัวของท่าน และขอบคุณ คุณสง่า ลือชาพัฒนพร ที่บรรจงรจนาหนังสือฉบับนี้เพื่อคนกำแพงเพชรและผู้สนใจทุกคน ขอขอบคุณทั้งสองท่านและผู้เกี่ยวข้องทุกคน ในนามชาวกำแพงเพช
                        สันติ อภัยราช

 14 
 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2019, 11:15:26 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
แด่ พันธุ์   เพชรบูรณ์  (สมบัติ โฆษิตานนท์)
      สรวงสวรรค์ ชั้นกวี วิถีปราชญ์                   แสนองอาจ ยิ่งใหญ่  ใครจะเหมือน
เปิดสวรรค์ ต้อนรับกวี  มิลืมเลือน                  ท่านได้เยือน สรวงสวรค์ ชั้นกวี
เมืองกำแพงเพชรของเรา มีกวีเอกคนหนึ่ง ใช้นามปากกาว่า พันธุ์ เพชรบูรณ์ ได้เขียนบทกวีจำนวนมากตีพิมพ์ ในหนังสือในทุกระดับ ทั้งระดับประเทศ และระดับจังหวัด และระดับสถาบัน ใฝ่เรียน ใฝรู้ เขียนบทกวีโดยเฉพาะกลอน ได้ในระดับครูทีเดียว ท่านที่เห็นผลงานหรือได้อ่านผลงานของท่าน จะไม่เชื่อเลยว่า ท่านพิการร่างกาย ค่อนข้างมาก แต่สมองและจิตใจของท่าน น่าเคารพนับถือมาก หาคนร่างกายสมบูรณ์เทียบได้ยากยิ่ง ท่านที่ผมกล่าวถึงคือ กวีเอกของเมือง กำแพงเพชรของเรา โดยใชนามปากกาว่า พันธุ์   เพชรบูรณ์  และนามจรืงท่านท่านคือ  นายสมบัติ โฆษิตานนท์
ผมเคยร่วมกับท่านและนักกลอนอีกหลายท่าน ตั้ง ชมรมนักกลอนนครชากังราว ตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ เราประชุมเขียนกลอนกันทุกเดือน เปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ  อยู่หลายปี ต่อมาหลายคนได้แยกย้ายไปรับราชการหรือไปทำงานที่อื่นๆ ทำให้สมาชิกของเราเหลือไม่กี่คน แต่เราก็พบปะกันเนืองๆ พันธุ์   เพชรบูรณ์  (สมบัติ โฆษิตานนท์) เดินทางมาประชุมทุกครั้งแม้ร่างกายจะลำบาก เดินไม่สะดวกและพูดไม่ชัด แต่ก็เขียนกลอนได้ดีมาก และขยันเขียนมากที่สุด ในกลุ่มของเรา ท่านจะโทรศัพท์มาหาบ่อยๆ มาพบที่ทำงานบ่อยๆ ด้วยความรักต่องานเขียนของท่าน
ผมได้รับคำร้องขอจากผู้อำนวยการกองการศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร (นายศุภชัย ศรีงาม) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ระดับประเทศที่ช่วยเหลือให้ พันธุ์   เพชรบูรณ์  (สมบัติ โฆษิตานนท์ ได้พิมพ์ผลงานลงในหนังสือที่ท่านรับผิดชอบ   ให้ช่วยเรียบเรียง ประวัติของพันธุ์   เพชรบูรณ์  (สมบัติ โฆษิตานนท์) ให้ด้วย
พันธุ์   เพชรบูรณ์  (สมบัติ โฆษิตานนท์) ท่านได้เสียชีวิต ในวัยเจ็ดสิบสามปี ท่ามกลางความเสียใจของผู้ที่รู้จักท่านทุกคน


นายสมบัติโฆษิตานนท์เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์พุทธศักราช 2489 อายุ 73 ปี ถูมิลำเนาที่เกิด นายสมบัติโฆษิตานนท์หรือที่หลายคนรู้จักในนามอากู๋เกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นบุตรของคุณพ่อตัวเท้าคุณแม่กินเองโฆษิตานนท์มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 6 คนอากู๋เป็นบุตรคนที่ 6 ซึ่งพี่น้องทั้ง 6 คนประกอบด้วย 1 นายประเสริฐโฆษิตานนท์เสียชีวิตแล้ว
 2 นายประสิทธิ์วิบูลย์ยานนท์ เสียชีวิตแล้ว
 3 นายชัยบูรณ์โฆษิตานนท์
 4 รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงวัชรีบัวชุม
 5 นางรัตตินันท์ ลีสวัสดิ์ porn และ
6 นายสมบัติโฆษิตานนท์ผู้วายชนม์

ด้านการศึกษา นายสมบัติโฆษิตานนท์หรืออากู๋ สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนเพชรพิทยาคมจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งอากู๋ เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นมานะตั้งใจในเรื่องของการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างดี
ท่านเเป็นโสด ตลอดชีวิต อยุ่อย่างสมถะ รักการเขียนกลอนเป็นชีวิตจิตใจ ตั้งแต่หนุ่มจนกระทั่งถึงวันสิ้นชีวิต มีผลงานหลายร้อยเรื่อง แต่ละเรื่องล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น ขอให้ดวงวิญญาณของท่านสถิต ณ สรวงสวรรค์ชั้นกวีอย่างที่ท่านปรารถนาด้วยเทอญ
แสนเสียดาย เทพกวี ศรีภาษา
พันธุ์ เพชรบูรณ์ ยอดวิชา กวีศิลป์
พิการกาย แต่หัวใจ เหนือชีวิน
ในแผ่นดิน กำแพงเพชร เด็ดหัวใจ
ฟ้ามาพราก จากไป ใจแสนเศร้า
ผองพวกเรา คิดถึง สิ้นผ่องใส
ขอเทพรับ เทพกวี ศรีวิไล
สรวงสวรรค์ ทรงรับไว้ ด้วยใจวอน

 15 
 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2019, 12:37:42 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
พราหมณ์ กับ พุทธ แตกต่างกันอย่างไร ? ของฝากวันวิสาขบูชา

ในปัจจุบันหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ได้ผสมหรือปลอมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนามาช้านานแล้วโดยชาวพุทธไม่รู้ตัว จึงทำให้ชาวพุทธเข้าใจหลักพุทธศาสนาที่แท้จริงผิดพลาดไปหมด แล้วก็มีการปฏิบัติที่ผิดพลาดตามไปด้วย จึงทำให้ชาวพุทธไม่ได้รับประโยชน์จากคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า คือกลายเป็นว่า ชาวพุทธนั้นมีแต่ชื่อว่าเป็นพุทธ แต่การปฏิบัติกลับกลายเป็นพราหมณ์กันไปหมดโดยไม่รู้ตัว และยังยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองยึดถือปฏิบัติอยู่นี้คือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าอีกด้วย อีกทั้งเมื่อมีผู้นำคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้ามาบอกกล่าว ซึ่งไม่ตรงกับความเชื่อที่ผสมหรือปลอมปนกับพราหมณ์อยู่ จึงทำให้ชาวพุทธไม่ยอมรับ แถมบางคนยังต่อต้านอีกด้วย ดังนั้นเพื่อทำความเข้าใจว่าพุทธแท้ๆนั้นสอนว่าอย่างไร? และพราหมณ์เขาสอนอย่างไร? บทความนี้จึงได้สรุปหลักของพุทธกับพราหมณ์ที่แตกต่างกันเอาไว้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะได้ศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อศาสนาทั้งสองอย่างถูกต้องต่อไป

๑. เรื่องสิ่งสูงสุด
- ศาสนาพราหมณ์ (หรือฮินดู) เป็นศาสนาประเภทเทวนิยมคือเคารพยอมรับเรื่องเทพเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด โดยเทพเจ้า ๓ องค์ที่ชาวฮินดูให้ความเคารพสูงสุดอันได้แก่
๑. พระพรหม ที่เป็นเทพเจ้าผู้สร้างหรือให้กำเนิดทุกสิ่งในจักรวาลขึ้นมา
๒. พระวิษณุ หรือพระนารายณ์ ที่เป็นเทพเจ้าผู้ปกป้องรักษา
๓. พระอิศวร หรือพระศิวะ ที่เป็นเทพเจ้าผู้ทำลาย
เทพเจ้าทั้ง ๓ องค์นี้รวมเรียกว่า ตรีมูรติ ที่เป็นเทพเจ้าสูงสุด แต่ชาวฮินดูยังนับถือเทพเจ้ารองๆลงมาอีกมากประมาณ ๓๐๐ ล้างองค์

- ศาสนาพุทธ จะสอนว่า สิ่งสูงสุดในโลกและในจักรวาล ที่คอยควบคุมและดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปก็คือธรรมชาติ ที่แสดงออกมาในลักษณะของกฎของธรรมชาติที่ชื่อว่า กฎอิทัปปัจจยตา (คือกฎที่มีใจความสรุปว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมีเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น”)

๒. เรื่องการกำเนิดชีวิต
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนว่า โลกและทุกชีวิตเกิดมาจากพระพรหมเป็นผู้สร้างขึ้นมาและคอยควบคุมอยู่ (พรหมลิขิต) ส่วนพระนารายณ์จะเป็นผู้คอยปกป้องรักษา (โดยการอวตารลงมาเป็นเป็นมนุษย์ เช่น เป็นพระรามเพื่อฆ่ายักษ์ที่คอยทำร้ายมนุษย์ หรือเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อสอนมนุษย์ผิดๆเพื่อให้มนุษย์ตกนรกกันมากๆ เพราะสวรรค์เต็มหมดแล้ว เป็นต้น) ส่วนพระอิศวรจะเป็นผู้ทำลาย

- ศาสนาพุทธ จะสอนว่า โลกนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ โดยมีธาตุ ๔ เป็นพื้นฐาน คือ ๑. ธาตุดิน (ของแข็ง) ๒. ธาตุน้ำ (ของเหลว) ๓. ธาตุไฟ (ความร้อน) ๔. ธาตุลม (อากาศ) โดยธาตุทั้ง
๔ นี้จะปรุงแต่งกันทำให้เกิดเป็นวัตถุสิ่งของต่างๆขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยวัตถุสิ่งของทั้งหลายนี้จะอาศัยธาตุว่าง (สุญญากาศ) ตั้งอยู่ และธาตุทั้ง ๔ นี้ยังปรุงแต่งให้เกิดวัตถุที่แสนมหัศจรรย์ (คือร่างกายของมนุษย์ สัตว์ และพืช) ขึ้นมาอีกด้วย โดยวัตถุที่แสนมหัศจรรย์นี้ก็จะปรุงแต่งหรือทำให้เกิดมีธาตุที่พิเศษสุดขึ้นมาอีก นั่นก็คือ ธาตุรู้ (หรือธาตุวิญญาณ) ซึ่งธาตุรู้นี้เองที่ทำให้ร่างกายและระบบประสาทต่างๆของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพืชเกิดการรับรู้และรู้สึกต่อสภาพแวดล้อมต่างๆของธรรมชาติได้ และสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดก็คือ มนุษย์นั้นจะมีเนื้อสมองพิเศษที่สามารถจดจำสิ่งต่างๆที่รับรู้และรู้สึกมาได้เป็นอย่างดี จึงทำให้มนุษย์นั้นมีความทรงจำมากและการคิดนึกปรุงแต่งได้มากและสลับซับซ้อนอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง จนเกิดเป็นสิ่งที่สมมติเรียกกันว่า "จิต" หรือ "ใจ" ขึ้นมา

๓. เรื่องของจิต (หรือวิญญาณ)
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนว่า จิต (หรือวิญญาณ) ของมนุษย์และสัตว์นี้เป็น อัตตา (ตัวตนที่เป็นอมตะ คือจะมีอยู่ไปชั่วนิรันดร) ที่แยกออกมาจากปรมาตมันหรือพรหม แล้วก็จะเวียนว่ายตาย-ในทางร่างกายเกิดเพื่อรับผลกรรมของตัวเอง จนกว่าจะบำเพ็ญตบะเพื่อชำระล้างกิเลสให้หมดสิ้นไปจากจิตได้ จิตก็จะบริสุทธิ์และกลับไปรวมกับปรมาตมันหรือพรหมดังเดิม และมีความสุขอยู่ชั่วนิรันดร

- ศาสนาพุทธ จะสอนว่า จิตของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายนี้เป็น อนัตตา (คือเป็นเพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเท่านั้น จึงไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง และก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง หรือไม่เป็นอมตะ รวมทั้งยังต้องทนอยู่อีกด้วย) ที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งของระบบประสาทที่ยังดีอยู่ของร่างกายที่ยังเป็นๆอยู่เท่านั้น เมื่อจิตนี้มีเจตนาดี ก็จะทำดี แล้วก็จะเกิดความสุขใจ อิ่มใจขึ้นมาทันที (ที่สมมติเรียกว่าเป็นเทวดาที่กำลังอยู่บนสวรรค์) แต่ถ้าจิตนี้มีเจตนาชั่ว ก็จะทำชั่ว แล้วก็จะเกิดความทุกข์ใจ เสียใจขึ้นมาทันที (ที่สมมติเรียกว่าเป็นสัตว์นรกที่กำลังอยู่ในนรก) ซึ่งอาการนี้เรียกว่าการเวียนว่ายตาย-เกิดในทางจิตใจ จนกว่าเมื่อใดที่จิตนี้จะหลุดพ้นจากความดีและชั่ว จิตก็จะบริสุทธิ์และไม่เกิดเป็นอะไรๆ (ตามที่สมติเรียกกัน) อีกต่อไป ซึ่งสภาวะนี้เรียกว่า นิพพาน ที่หมายถึง ความไม่มีทุกข์ หรือความสงบเย็นของจิตใจ โดยนิพพานนี้ก็มีทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร ซึ่งอย่างถาวรก็คือมีตราบเท่าที่จะยังมีจิตอยู่

๔. เรื่องจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนว่า ชีวิตจะมีการเวียนว่ายตาย-เกิดหลายภพหลายชาติ ดังนั้นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตก็คือ การที่ไม่ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอีกต่อไป และได้กลับไปรวมกับพรหม หรือปรมาตมัน ที่มีแต่ความสุขอยู่ชั่วนิรันดร ส่วนจุดมุ่งหมายรองลงมาก็คือ การได้เสพสุขอยู่บนสวรรค์ตราบนานเท่านานโดยไม่ต้องทำงาน

- ศาสนาพุทธ จะสอนว่า ชีวิตนี้จะมีร่างกายและจิตใจที่พึ่งพาอาศัยกันอยู่ จะแยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันเมื่อใด ก็จะแตกสลาย (ใช้กับร่างกาย) และดับ (ใช้กับจิตใจ) หายไปด้วยกันทั้งคู่ทันที ซึ่งเท่ากับพุทธศาสนาไม่สอนว่ามีการเวียนว่ายตาย-เกิดในทางร่างกายอีก ดังนั้นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตก็คือ การมีชีวิตที่ไม่มีความทุกข์ทางจิตใจเลยอย่างสิ้นเชิงหรือถาวร (คือตราบเท่าที่จะยังมีจิตอยู่) ที่เรียกว่า นิพพาน ที่หมายถึง ความไม่มีทุกข์ หรือความสงบเย็น ส่วนจุดมุ่งหมายที่รองลงมาก็คือ การมีชีวิตที่มีความปกติสุข ไม่เดือดร้อน ถึงแม้จะยังคงมีความทุกข์ทางด้านจิตใจอยู่บ้างก็ตาม

๕. เรื่องกรรม-วิบาก
- ศาสนาพราหมณ์ สอนเรื่องว่า การกระทำ (กรรม) ของเราในชาตินี้ จะมีผล (วิบาก) ให้เราต้องไปรับผลกรรมนั้นในชาติหน้าหรือชาติต่อๆไป ใครทำกรรมดี ก็จะได้รับผลดีในชาติหน้าหรือชาติต่อๆไป (เช่น ได้ขึ้นสวรรค์ หรือเกิดมาแล้วร่ำรวยสุขสบายและมีเกียรติ เป็นต้น) ส่วนใครทำกรรมชั่วก็จะได้รับผลชั่วในชาติหน้าหรือชาติต่อๆไป (เช่น ตกนรก หรือเกิดมาแล้วยากจนลำบากและต่ำต้อย เป็นต้น)

- ศาสนาพุทธ จะสอนเรื่อง การกระทำด้วยเจตนา (เจตนาก็คือกิเลส คือโลภ โกรธ ไม่แน่ใจ) ว่านี่คือกรรม ที่มีผลเป็นวิบาก คือเกิดความรู้สึกไปตามที่จิตใต้สำนึกมันรู้สึก คือเมื่อทำกรรมดี จิตใต้สำนึกมันก็จะรู้ว่านี่คือสิ่งที่ดี แล้วมันก็จะเกิดความสุขใจอิ่มใจขึ้นมาทันที (หรือเมื่อทำเสร็จแล้ว) หรือเมื่อทำกรรมชั่ว จิตใต้สำนึกมันก็รู้อยู่ว่านี่คือสิ่งที่ชั่ว แล้วมันก็จะเกิดความทุกข์ใจ ร้อนใจ หรืออย่างน้อยก็เสียใจ ไม่สบายใจขึ้นมาทันที (หรือเมื่อทำเสร็จแล้ว)

๖. เรื่องนรก-สวรรค์
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนเรื่อง นรก-สวรรค์ที่เป็นสถานที่ (ที่เราชอบเรียกกันว่า นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า) ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับเอาไว้รองรับจิตที่เป็นอมตะ ที่เมื่อใครทำความชั่วเมื่อตายไปแล้วจิตก็จะไปลงนรกที่มีแต่การลงโทษให้มีแต่ความทุกข์ทรมานที่คนทั่วไปหวาดกลัวกันอย่างยิ่ง (ที่มีแต่เรื่องการทรมาน เช่น ถูกต้ม ถูกตี ถูกแทง เป็นต้น แต่ก็ไม่ตายสักทีแต่จะอยู่เช่นนี้เป็นร้อยเป็นพันปี) แต่ถ้าทำความดีเมื่อตายไปแล้วก็จะได้ขึ้นสวรรค์ที่มีแต่ความสุขตามที่คนเราทั่วไปอยากจะได้ (ที่มีแต่เรื่องความสนุกสนานรื่นเริงและเรื่องทางเพศเป็นร้อยเป็นพันปี เช่น อยู่ในปราสาทที่สวยงามใหญ่โต มีสวนดอกไม้ที่น่ารื่นรมย์ มีเครื่องแต่งกายที่วิจิตรสวยงาม และมีนางฟ้าที่สวยงามอย่างยิ่งเป็นบริวารมากมาย เป็นต้น) ซึ่งนี่คือนรก-สวรรค์ที่เป็นไสยศาสตร์ ที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีเหตุผลที่สมเหตุสมผล ที่มีไว้สอนคนป่าคนดง หรือชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาก่อน หรือสำหรับคนที่มีความรู้แต่ไม่สนใจศึกษาชีวิตอย่างจริงจัง

- ศาสนาพุทธ สอนเรื่อง สวรรค์ในอก นรกในใจ คือจะสอนว่า เมื่อเราทำความดีเมื่อใด ก็จะเกิดเป็นความสุขใจ หรืออิ่มเอมใจขึ้นมาในทันทีหรือเมื่อทำเสร็จ หรือเมื่อเราทำความชั่วเมื่อใด ก็จะเกิดเป็นความทุกข์ใน ร้อนใจ หรืออย่างต่ำก็เป็นความไม่สบายใจขึ้นมาทันทีหรือเมื่อทำเสร็จแล้ว ซึ่งนี่คือนรก-สวรรค์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ คือพิสูจน์ได้ มีเหตุผล ที่มีไว้สอนคนมีปัญญาที่สนใจจะศึกษาชีวิตหรือสนใจจะศึกษาเพื่อดับทุกข์

๗. เรื่องความเชื่อ
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนให้เชื่อมั่นเพียงอย่างเดียว ห้ามถามห้ามสงสัย ถ้าใครไม่เชื่อก็จะตกนรก ซึ่งหลักการนี้ก็นับว่าดีสำหรับคนรุ่นเก่าหรือคนป่าคนดงที่ไม่มีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์มาก่อน หรือคนที่ไม่ได้สนใจศึกษาชีวิตอย่างจริงจัง

- ศาสนาพุทธ ในระดับพื้นฐาน (คือศีลธรรม ที่เป็นคำสอนในเรื่องการดำเนินชีวิตที่ปกติสุข) จะไม่เน้นเรื่องความเชื่อ คือใครจะเชื่ออย่างไรก็ได้ ขอเพียงว่าอย่าทำความชั่วก็แล้วกัน แต่พุทธศาสนาระดับสูง (ปรมัตถธรรม ที่เป็นคำสอนเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจมนุษย์ในปัจจุบัน ที่เรียกว่าหลักอริยสัจ ๔) จะสอนให้ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ คือสงสัยได้ ถามได้ และต้องพิสูจน์ให้เห็นแจ้งก่อนจึงค่อยเชื่อ คือสรุปว่าพุทธศาสนาระดับสูงจะสอนว่า “อย่าเชื่อใครแม้แต่ตัวเอง เมื่อพบคำสอนใดก็ให้นำมาพิจารณาดูก่อน ถ้าเห็นว่ามีโทษก็ให้ละทิ้งเสีย แต่ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ก็ให้นำมาทดลองปฏิบัติดูก่อน ถ้าปฏิบัติแล้วไม่ได้ผลจริงก็ให้ละทิ้งอีกเหมือนกัน แต่ถ้าทดลองปฏิบัติแล้วได้ผลจริงก็ให้ปลงใจเชื่อได้ และให้นำเอามาปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้นต่อไป”

๗. เรื่องหลักการศึกษา
- ศาสนาพราหมณ์จะใช้หลักไสยศาสตร์ในการศึกษา คือศึกษาจาการคาดคะเนเอา หรือเชื่อตามคนอื่น โดยจะไม่มีเหตุผล ไม่มีของจริงมาให้พิสูจน์ ไม่มีหลักการและระบบมาให้ศึกษา ดับทุกข์ไม่ได้ จะช่วยได้ก็เพียงช่วยให้สบายใจขึ้นมาบ้างเท่านั้น

- ศาสนาพุทธจะใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการศึกษา คือศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง พิสูจน์ได้ ศึกษาอย่างมีเหตุผล ศึกษาอย่างเป็นระบบ และจะเชื่อก็ต่อเมื่อได้พิสูจน์จนเห็นผลอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น และใช้ดับทุกข์ของจิตใจได้จริง

๘. เรื่องหลักการปฏิบัติ
- ศาสนาพราหมณ์จะเน้นใช้ "พิธี" หรือการกระทำเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์หรือเกิดโชคลาภ ซึ่งเป็นหลักไสยศาสตร์ เช่น พิธีกรรมต่างๆ เพื่อให้เทพเจ้าพอใจและช่วยดลบันดาลที่ต้องการได้ หรือเพื่อให้เกิดอำนาจวิเศษ ความศักดิ์สิทธิ์ โชค ลาภ และความพ้นทุกข์

- ศาสนาพุทธ จะใช้ "วิธี" หรือการลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใครๆหรืออะไรๆมาช่วย ซึ่งเป็นหลักวิทยาศาสตร์ คือจะมีการปฏิบัติอย่างมีเหตุมีผล ไม่งมงาย อย่างเช่น การละเลิกอบายมุขทั้งหลาย เพื่อทำให้ชีวิตไม่เดือดร้อน หรือการขยันอดทน ประหยัด ไม่คบเพื่อนชั่ว ก็จะทำให้ร่ำรวยขึ้นมาได้ หรือวิธีการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน เป็นต้น

๙. เรื่องสมาธิ
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนเรื่องสมาธิสูงๆชนิดที่คนเราธรรมดาปฏิบัติได้ยากอย่างยิ่ง ถ้าใครปฏิบัติได้ก็จะมีฤทธิ์มีเดช หรือมีอำนาจเหนือธรรมชาติต่างๆมากมาย เช่น เหาะ หรือหายตัวได้ เนรมิตสิ่งของได้ ถอดจิตไปเที่ยวนรก-สวรรค์ได้ และมีญาณ (ความรู้ที่เกิดมาจากการปฏิบัติ) ในการกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นไปอย่างถาวรได้ (ทำให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสได้อย่างถาวร) เป็นต้น

- ศาสนาพุทธ จะสอนเรื่องสมาธิตามธรรมชาติที่เราทุกคนก็สามารถปฏิบัติได้ อันได้แก่ ความตั้งใจในการเรียน การทำงาน การคิด การพูด และการกระทำทางกายทั้งหลาย ที่มันคงแน่วแน่และต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ โดยผลโดยตรงของสมาธิก็คือ ทำให้เกิดความสุขสงบที่ประณีตขึ้นมาทันทีที่จิตมีสมาธิ และช่วยกำจัดกิเลสทั้งหลายให้ระงับดับลงทั้งอย่างชั่วคราวและถาวรได้ ส่วนผลโดยอ้อมของสมาธิก็คือ สมาธินี้จะเป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญาที่นำมาใช้ในการดับทุกข์ของจิตใจได้ทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร

๑๐. เรื่องวิธีการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนเรื่องการอ้อนวอนเทพเจ้าและการฝึกสมาธิอย่างหนัก รวมทั้งการบำเพ็ญโยคะ (การทรมานร่างกายด้วยวิธีต่างๆ) เพื่อให้อัตตาหรือตัวตนบริสุทธิ์จากกิเลส เมื่ออัตตาไม่มีกิเลสแล้วก็จะกลับไปรวมกับพรหมหรือปรมาตมันและพ้นจากทุกข์ได้ตลอดไป หรือมีชีวิตที่มีแต่ความสุขอยู่ชั่วนิรันดร ไม่ต้องมาเวียนว่ายตาย-เกิดให้เป็นทุกข์อีกต่อไป (ที่เรียกว่าโมกษะ)

- ศาสนาพุทธ จะสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้เกิด ปัญญา (ความรู้และเข้าใจตลอดจนความเห็นแจ้งว่าไม่มีอัตตาหรือไม่มีตัวเรา), สมาธิ (ความตั้งใจมั่นสม่ำเสมอ), และ ศีล (การมีกายและวาจาที่เรียบร้อย) เพื่อนำมาใช้ดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน ทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร (นิพพาน)

๑๑. เรื่องบุญ-บาป
- ศาสนาพราหมณ์จะสอนเรื่องการฆ่าสัตว์บูชายัญบูชาเทพเจ้า, การฝึกสมาธิ, การสวดอ้อนวอน, การนำทรัพย์สินของมีค่ามามอบให้แก่พราหมณ์ (ผู้ประกอบพิธี), และการบำเพ็ญตบะตามหลักโยคะ (การทรมานร่างกาย) เป็นต้น ว่านี่คือการสร้างบุญ ส่วนบาปก็คือการล่วงละเมิดศีล ๕ (คือฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในเรื่องทางเพศ, การพูดโกหก, และการดื่มสุราหรือเสพสิ่งเสพติด) รวมทั้งการดูหมิ่นไม่เชื่อฟังเทพเจ้า เป็นต้น

- ศาสนาพุทธ จะสอนเรื่อง การช่วยเหลือชีวิตของสัตว์และมนุษย์ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ให้ทรัพย์ ให้อภัย ให้โอกาส ให้ความรู้ ให้ธรรมะ เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนว่านี่คือ บุญ (การทำความดีแล้วสุขใจ) ส่วนการเบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะโดยวิธีใด ก็คือ บาป (การทำความชั่วแล้วทุกข์ใจ ร้อนใจ หรืออย่างต่ำก็ไม่บายใจ หรือเสียใจ)

๑๒. เรื่องการศึกษา
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนเรื่องลึกลับ ไกลตัว พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีเหตุผลที่สมเหตุสมผล ไม่มีระบบหรือหลักในการศึกษา เช่น เรื่องเทวดา นางฟ้า นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า และเรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน เป็นต้น ซึ่งจัดเป็นหลักไสยศาสตร์

- ศาสนาพุทธ จะสอนเรื่องที่ลึกซึ้งในร่างกายและจิตใจของเราเอง ที่พิสูจน์ได้ มีหลักหรือระบบในการศึกษา มีเหตุผลที่สมเหตุสมผล ซึ่งจัดเป็นหลักวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจ

๑๓. เรื่องการวางตัวในสังคม
- ศาสนาพราหมณ์จะสอนให้มีวรรณะ (ชนชั้น) โดยชาวอินเดียวจะมีการแบ่งผู้คนออกเป็นพวกๆหรือวรรณะตามความเชื่อจากศาสนาฮินดูคือ
๑. วรรณะพราหมณ์เป็นวรรณะสูงสุด ได้แก่พวกผู้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ
๒. วรรณะกษัตริย์ ได้แก่พวกกษัตริย์ผู้ปกครองบ้านเมือง
๓. วรรณะแพศย์ ได้แก่พวกพ่อค้า ช่างฝีมือ
๔. วรรณะศูทร ได้แก่พวกคนใช้
ชาวอินเดียจะยึดถือเรื่องวรรณะกันมาก ถ้าใครแต่งงานกันต่างวรรณะ ลูกออกมาจะเป็นพวกจัณฑาล ซึ่งเป็นคนชั้นต่ำสุดที่สังคมรังเกียจ

- ศาสนาพุทธ จะไม่สอนให้มีวรรณะ แต่จะสอนว่า ทุกคนนั้นจะดีหรือเลวไม่ได้ขึ้นอยู่ที่กำเนิด แต่ขึ้นอยู่ที่การกระทำของแต่ละบุคคล ถ้าใครทำดีจึงจะเป็นคนดี ถ้าใครทำชั่วก็จะเป็นคนชั่ว และจะสอนให้ทุกคนรักกัน เคารพกัน สามัคคีกัน และช่วยเหลือกันอย่างเสมอหน้า เพราะทุกคนคือเพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งนั้น

 16 
 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2019, 12:30:39 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เธอคือนาง ฟ้าชุดขาว ที่พราวฟ้า  มีเมตตา เป็นที่รัก  ฟูมฟักเหลือ
เธอเกื้อหนุน  ใส่ใจ  พร้อมจุนเจือ    ห้องพิเศษ สามเพื่อ  วีไอพี
เป็นพี่ใหญ่ ดูแล คนเจ็บป่วย          ใสใจช่วย ทุกคน ด้วยศักดิ์ศรี
มารยาท งดงาม ทั้งชีวี                    นามคือพี่ เรณู  จำปาเงิน

นางฟ้าชุดขาวสอง  ไม่หมองจิต      มีชีวิตเพื่อเด็กเด็ก อย่างหรรษา
มีความรู้ เชี่ยวชาญ มีเมตตา        เธอ ช่วยเหลือ พัฒนา เด็กทุกคน
ชอบทำบุญ สุนทาน เป็นที่หนึ่ง      จิตใจซึ้ง  ดีงาม ทุกแห่งหน
เธอเปรียบหมือนแม่พระ เด็กได้ยล      โอวรรณธานี คล้ายทองคน ที่แสนดี       

นางฟ้าชุดขาวสาม ทำตามฝัน         รับฝากครรภ์  ดูแล แม่รักษา
มีความสุข ที่ได้ พัฒนา                  แม่ลูกราวกับว่า  ลูกของเธอ
เน้นนมแม่ เลี้ยงลูก ผูกใจรัก          เฝ้าฟูมฟัก เติบใหญ่  วิเศษเสมอ
อุ๊ ณัฏฐินี คำยา ได้พบเจอ         สาวสองพันปี  ละเมอ เธฮงามนัก   

นางฟ้าชุดขาวสี่ มีความสุข       ทำลายทุกข์ สร้างเสริม สมศักดิ์ศรี
พิเศษสี่ อยู่เวรดึก ตลอดปี          มีหน้าที่ ดูแล คนทุกคน
ยอดฝีมือ แทงน้ำเกลือ ช่างเบาแสน  คนทุกแดน  ยกย่อง ทุกแห่งหน
นามสงัด กล่อมเกลี้ยง เธอผ่อนปรน   น้องสุดท้อง นฤมล แม่คนงาม

นางฟ้าชุดขาวที่ห้า น่านับถือ    เพราะเธอคือ  แม่บ้าน  อย่างเหมาะสม
งานบริการ สวัสดิการ ทุกคนชม    เธอเป็นที่นิยม ชมรมเรา
เตรียมทั้งงานเตรียมทั้งของ ไม่หมองจิต  มีชีวิต จิตอาสา เปรียบดั่งเสา
นามกฤษณา  เปรมัธเฐียร หลักของเรา    เธอยิ่งใหญ่ ไม่เบา ตลอดกาล

   



 17 
 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2019, 05:02:07 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
โคลงบันทึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ล้นเกล้ารัชกาลที่๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี (ตอนที่๑ รวม๕ บท)

๑. สืบสานวัฒนธรรมค่าล้ำ     เลอพิศ
ยลถ่ายทอดแสนวิจิตร            ท่วมฟ้า
ละเอียดอ่อนราวนิมิตร            เพียงหนึ่ง โลกนอ
บันทึกสิริทัศน์ท้า                    สืบด้วยคำโคลง
๒.จรรโลงไทยวัฒน์ด้วย         วิถีไทย
จักรพรรดิครองฤทัย                ราษฏร์ถ้วน
โอรสสืบราชสมบัติไข              วชิรา ลงกรณ์นอ
เจิดจำรัสราษฎร์ล้วน                เด่นชี้สยามมินทร์
๓ ยินประเพณีแต่ครั้ง               สุโขทัย
อินทราทิตย์มีชัย                       แต่งตั้ง
บรมราชาภิเษกไกร                   เกรียงยื่ง นาพ่อ
สานต่อมาแต่ครั้ง                      ชื่นแท้บรรพชน
๔.อยุธยายลยุทธยั้ง                 ราชา
อภิเษกวัฒนา                             เทิดไท้
หลายศตวรรษา                          สืบต่อ
ข้าขอบันทึกเรื่องไว้                   อภิเษกล้ำคำโคลง
๕.ธนบุรีโยงเรื่องไว้                    เพียงนิด
กู้ชาติสงครามวิปริต                    กอบกู้
อภิเษกคือชีพิต                            องค์พ่อ วชิรปราการนา
สืบได้เพียงแค่รู้                            เร่งขึ้นครองไทย
โคลงบันทึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ล้นเกล้ารัชกาลที่๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี (ตอนที่๒ รวม๕ บท)
๖. รัตนโกสินทร์เสกสร้าง     ประเพณี
บรมราชาภิเษกมี                    ถี่ถ้วน
เก้ารัชกาลจักรี                       สืบต่อ
ถีงอภิเษกเอกล้วน                 สืบไท้ทศสมัย
๗.เกรียงไกร น้ำอภิเษกล้ำ      ครบสยาม
ส่งปลุกเสกเลิศนาม                 พระแก้ว
เตรียมพระมูรธาตาม               อภิเษก
ชลศักดิ์สิทธิ์เพริศแพร้ว         เคลื่อนล้ำเลิศดิถี
๘. กำแพงเพชรมีเสกน้ำ         บ่อสาม   แสนนา
ประวัติพระนเรศยาม                 พักสร้าง
เสวย ใช้ เสกน้ำนาม                สรงบ่อ นี้นอ
ตำนานมีเอกอ้าง                      ส่งไท้ทรงธรรม
๙. จารึกล้ำสุพรรณบัตรอ้าง     ออกนาม
มหาวชิราลงกรณ์ขาม              เขตกว้าง
สี่ ห้า หก พฤษภ ยาม                พิเศษ
บรมราชาภิเษกอ้าง                   ดิถีนี้เลิศวิถี
๑๐. มเหสีอัครรั้ง                     สุทิดา  องค์นอ
คู่บรมกษัตรา                             เสกตั้ง
สิริโฉมจรรยา                             งามยิ่ง นาแม่
สมบารมีสมครั้ง                          นาฏนี้ครองเกษม

 18 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2019, 09:44:28 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
ขวัญเมือง กิ่งเส็ง คุณครูที่ทุกคนรัก
ขวัญ เชิญกลับสู่บ้าน    ขวัญเมือง
ขวัญ หาย เจิดประเทือง    เสกสร้าง
         ขวัญ เอ๋ยอย่าคิดเคือง       กลับสู่ ขวัญนา
                  ขวัญ ดี ขวัญอย่าร้าง       กลับบ้านขวัญเมือง
   เมื่อราวปีพุทธศักราช ๒๕๓๖ ผมรู้จัก ครูสตรีท่านหนึ่ง รูปร่างเล็ก หน้าตาสวย งดงาม เรียบร้อย นิสัยดี พูดจาไพเราะ  บุคลิกสตรีไทย ยิ้มง่าย คบง่าย จริงใจ นับว่าเธอน่ารักมากๆ ในงานสัมมนาครูภาษาไทยของจังหวัดกำแพงเพชร ผมในฐานะผู้บริหารหัวหน้าศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยจังหวัดกำแพงเพชร ได้พบกับคุณครูภาษาไทยทุกคนในจังหวัดกำแพงเพชร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตุ้ม  (ขวัญเมือง กิ่งเส็ง) เธอคือครูสุภาพสตรีที่ผมกล่าวถึง เราพบกันเกือบทุกปี เมื่อมีการประชุมศูนย์ภาษาไทย  ประทับใจกัน เข้าใจกันมากขึ้น เมื่อผมมีโอกาสไปบรรยายที่โรงเรียนปางศิลาทองศึกษา เธอจะมาต้อนรับอย่างมีความสุขและดีใจ ทุกครั้ง เมื่อเธอมีโครงการนำนักเรียนมาเรียนรู้ที่เมืองกำแพงเพชร เธอจะเชิญผมไปเป็นวิทยากรทุกครั้งเช่นกัน
   เมื่อผมเกษียณอายุราชการ ทุกปีใหม่เธอจะมาสวัสดีปีใหม่ถึงบ้านทุกปี แม้ในปีนี้เธอป่วยหนัก เธอก็ให้ลูกศิษย์รักของเธอมาสวัสดีปีใหม่แทน ถึงนานๆ เราจะพบกันครั้งหนึ่ง แต่ก็ผูกพัน เหมือนพี่น้อง เหมือนศิษย์กับครู ผมทราบว่าเธอป่วยหนัก และติดตามความเคลื่อนไหวของเธอมาตลอด เกือบสองเดือน และในที่สุดทราบว่าเธอเสียชีวิต นับว่าเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของคนที่รู้จักเธอและรักเธอ ใจหายจริงๆ
กล้วยไม้โรยร่วงแล้ว          อาลัย แม่เฮย
ขวัญเมือง กิ่งเส็งใจ                  จากแล้ว
แม่ตุ้มของเด็กไป                           เจิดโลก แล้วนอ
กลีบร่วงอสุชลแก้ว                       โลกไร้ทรงธรรม
                        สันติ อภัยราช

   


 19 
 เมื่อ: มกราคม 16, 2019, 02:21:28 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
 ๒๒. ผู้กำกับคนใหม่ ขุนพันธ์กับเมืองกำแพงเพชร(คุณเจริญ ตันมหาพราน)
ในขณะขุนพันธ์ฯกำลังขนสัมภาระเข้าโรงแรม ทันนั้นเองมีเสียงปืนดังขึ้นที่หน้าโรงแรมเหมือนเป็นการต้อนรับผู้กำกับคนใหม่ ขุนพันธ์ฯเข้าใจว่าถูกท้าทายจึงวิ่งขึ้นบันไดไปเอาปืนลงมา
นางถี่เจ้าของโรงแรมเห็นเข้าก็เข้ากอดขุนพันธ์ฯไว้ แล้วพูดว่าไม่ใช่เรื่องของคุณ อย่าออกไป ขุนพันธ์ฯจะสะบัดอย่างไรไม่หลุด แกบอกขุนพันธ์ฯว่า มันเป็นธรรมเนียมของเมืองนี้ ใครจะเมาหรือไม่เมา เมื่ออยากยิงปืนก็ยิงกันได้ตามสบาย ดังนั้นขุนพันธ์ฯได้ไปอาบน้ำ ในคืนนั้นขุนพันธ์ฯนอนคิดหาวิธีปราบปรามผู้ร้ายเมืองกำแพงเพชรให้อยู่ในความสงบโดยรวดเร็ว
รุ่งขึ้นวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๙๐ เวลา ๐๗.๐๐ น. ขุนพันธ์ฯแต่งเครื่องแบบเรียบร้อยแล้ว สั่งให้เด็กไปเช่าจักรยานมาคันหนึ่งราคา ๒๗ สตางค์ เพื่อให้เด็กขี่พาไปที่ สภ.อ.กำแพงเพชร
ส่วนขุนพันธ์ฯขี่จักรยานของตนเอาที่เอามาด้วย วันนั้นไม่มีข้าราชการคนใดทราบข่าวการมาของผู้กำกับคนใหม่ พอเด็กพาไปถึงป่าแห่งหนึ่งก็หยุดนิ่ง พร้อมกับชี้ให้รู้ว่าที่แห่งนี้แหละ “สถานีตำรวจกำแพงเพชร”
สภาพ สภ.อ.กำแพงเพชร ที่เห็นเต็มไปด้วยต้นไม้เถาวัลย์ขึ้นปกคลุมจนมิดหลังคา บ้านผู้กำกับพังครืนไปครึ่งหนึ่ง จนนกกระจาบเข้าอาศัยทำรังอยู่เป็นฝูงๆ กระดานป้ายชื่อสถานีตำรวจถูกปลวกกัดจนตกลงมากองอยู่กับพื้นดิน ถนนเข้าสถานีตำรวจที่เคยกว้าง ๕ เมตรมีหญ้าอ้อ หญ้าแขม หญ้าคา ขึ้นปกคลุมจนเป็นซุ้มหนา มีช่องเล็กๆที่คนใช้เป็นทางเข้าออกได้
ขุนพันธ์ฯทิ้งรถจักรยานไว้ข้างนอก แล้วแหวกหญ้าเข้าไป จนน้ำค้างเปียกเสื้อกางเกงหมด พอถึงบันไดสถานีตำรวจ มองเห็นที่ล้างเท้าน้ำแห้งสนิท ข้างบนมีตำรวจนั่งกอดปืนกระดิกเท้าอยู่ สภาพการแต่งกายบ่งบอกเป็นตำรวจถูกต้อง แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่เคยซักแดงเป็นสนิท หมวกแก๊ปสวมไปทาง  กระเป๋าเสื้อขาดรุ่งหริ่ง ขุนพันธ์ฯเดินขึ้นไปตรงหน้ายาม ยามยังนั่งมองหน้าเฉย ขุนพันธ์ฯจึงถามว่าเธอเป็นยามใช่ไหม ยามตอบว่าใช่ ขุนพันธ์ฯได้ถามต่อไปว่า เธอรายงานตัวเป็นไหม และเมื่อยามแต่งตัวสวมหมวกถือปืนอย่างนี้ เมื่อผู้บังคับบัญชาขึ้นมาหรือมาพูดด้วยจะต้องทำอย่างไรก่อน
ยามตอบว่าไม่ทราบ ขุนพันธ์ฯจึงถามต่อไปว่า เธอเป็นตำรวจมากี่ปีแล้ว เคยฝึกหัดบ้างหรือเปล่า ใครเป็นนายร้อยเวร สิบเวร ต่อไปใครเป็นยาม ทำไมโรงพักรกเต็มไปหมดอย่างนี้ เก้าอี้ก็ล้มหงายบ้าง  ตะแคงบ้าง ราวปืนก็มีแต่ราว โรงพักเหมือนโรงร้างมานานปี
ยามตอบว่าเป็นตำรวจมา ๒ ปีแล้ว จะปลดเดือนเมษายนปีนี้ ไม่เคยฝึกหัดเลย นายร้อยเวร สิบเวรไม่มี ใครเป็นยามคนต่อไปไม่ทราบ ถึงเวลาเขามาเปลี่ยนกันเอง โต๊ะเก้าอี้ไม่มีใครจัด โรงพักก็ไม่มีคนทำความสะอาด ปืน ดาบปลายปืน กระเป๋ากระสุนปืนของใครก็เอาไปเก็บรักษาไว้ที่บ้าน ที่โรงพักเอาไว้ไม่ได้จะถูกขโมยลักหมด
ขุนพันธ์ถามว่า ถ้าสมมุติจะฝึกแถวจะหัดที่ไหน
ยามตอบว่าต้องไปหัดตามวัดหรือตามโรงเรียน เพราะที่นั่นมีลานมีสนามเตียนดี ขุนพันธ์ฯได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกสงสาร ประกอบกับเห็นสภาพของโรงพักแล้วก็ยิ่งเศร้าสลดใจ ขุนพันธ์ฯถามเขาต่อไปว่า“เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร แต่งตัวอย่างนี้มียศชั้นไหน”
ยามตอบว่าเข้าใจว่าเป็นผู้กำกับมาใหม่ มียศเป็นนายพันตำรวจตรี
ขุนพันธ์ฯจึงได้อบรมยามต่อไปว่า ต่อไปจำไว้เมื่อยามแต่งตัวเรียบร้อยดีเช่นนี้ มีหมวกถือปืนอย่างนี้ หากผู้บังคับบัญชาตั้งแต่นายร้อยตรีขึ้นไป เมื่อมาพูดกับยามหรือไม่พูดก็ตาม หากเห็นในระยะอันสมควร ยามจะต้องทำวันทยาวุธและโดยเฉพาะสำหรับผู้บังคับบัญชาเช่นผู้กำกับนี้ ยามจะต้องรายงานด้วย แล้วขุนพันธ์ฯก็สั่งไว้กับยามว่า“ให้บอกกันทุกคนว่า ผู้กำกับใหม่เขามาถึงตั้งแต่วานนี้ จะไปตรวจที่อำเภอพรานกระต่าย ๓ วัน แล้วจะกลับมาหัดแถวในบริเวณโรงพัก หัดเฉพาะท่าคลานกับท่ามอบให้จนหญ้าเตียน”
วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๐ เวลา ๐๗.๑๕ น. พ.ต.ต.บุตร ได้วางแผนที่จะได้จัดการกับอำเภอพรานกระต่าย โดยขอร้องให้นางถี่เจ้าของโรงแรมช่วยเช่าเกวียนมาเล่มหนึ่งในราคา ๖๐ บาท เพื่อที่จะเดินทางไปคนเดียว ๓ วัน ในเกวียนมีแค่น้ำดื่ม ข้าวปลาอาหารขุนพันธ์ฯไม่กิน ขณะนั้นยาจากวัดดอนศาลายังออกฤทธิ์อยู่
ในระหว่างทางได้ไปตรวจท้องที่อำเภอพรานกระต่าย ซึ่งเป็นอำเภอเดียวที่มีการทำนามาก  ราษฎรต่างประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม จึงนับว่ามีความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์กว่าอำเภออื่น ด้วยเหตุนี้ที่อำเภอพรานกระต่ายมีโจรผู้ร้ายชุกชุมมาก ผิดกับอำเภอเมืองกำแพงเพชรมีแต่พวกอันธพาลทั่วเมือง  ส่วนที่อำเภอคลองขลุงมีโจรผู้ร้าย แต่ก็ไม่มากนัก
พอไปถึงตัวอำเภอได้เข้าหา นายอนันต์  โพธิพันธ์ นายอำเภอพรานกระต่าย(ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๐-๒๔๙๑) ร.ต.อ.สะอ้าน  ธาราศรี หัวหน้า สภ.อ.พรานกระต่าย(ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกอง สภ.อ.พรานกระต่าย พ.ศ.๒๔๘๙-๒๔๙๑)ว่า ผมมารับราชการที่นี่คนเดียว ไม่มีรองผู้กำกับมาด้วย มาขอทำความรู้จักและพึ่งบารมีพวกข้าราชการเมืองกำแพงเพชร ปัจจุบันภาพพจน์เมืองกำแพงเพชรในสายคนภายนอกเสียหายมาก จึงมาขอความช่วยเหลือในการปฏิบัติราชการ พวกเราเป็นข้าราชการคงอยู่กันไม่นาน แต่ขณะที่ยังอยู่อยากให้สร้างความดีให้ชาวกำแพงเพชรระลึกถึงยามจากไป อีกอย่างหนึ่งต้องการมาขอพบพวกมิจฉาชีพทุกประเภท ตั้งแต่โจรผู้ร้าย อันธพาล นักเลง นักพนัน พ่อค้าของเถื่อน ฯลฯ เพื่อทำความรู้จักฝากเนื้อฝากตัว โดยขอร้องให้ ร.ต.อ.สะอ้าน  ธาราศรี นัดบรรดาอันธพาลและผู้กว้างขวางทั้งหลาย ตลอดจนกำนันผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการอำเภอมากินเลี้ยงที่บ้านในคราวหน้า
วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๔๙๐ ขุนพันธ์ฯกลับจากตรวจราชการที่พรานกระต่ายมาถึง สภ.อ.กำแพงเพชร ก็รู้สึกแปลกใจที่บริเวณโรงพักเตียนสะอาดขึ้น แม้จะทำการฝึกหัดท่าคลานและหมอบก็ตาม ก็ไม่มีตอและหนามตำ
วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๐ ร.ต.อ.ประคอง  ก้องสมุทร เข้ามารายว่า ตำรวจในจังหวัดกำแพงเพชรมี นายร้อย ๕ คน จ่า ๒ คน นายสิบ ๒๔ คน นายพันมีคนเดียวคือขุนพันธ์ฯ รองไม่มีเพราะหาไม่ได้ หลังจากได้รับรายงานเสร็จเรียบร้อย ขุนพันธ์ฯได้นัดประชุมตำรวจพร้อมกันทั้งหมด พร้อมกับทำความเข้าใจกับตำรวจทุกคนว่า ขุนพันธ์ฯมารับหน้าที่ตามคำสั่งกรมตำรวจ และได้พรมา ๔ ประการ  สำหรับระเบียบวินัยตลอดจนข้อบังคับมีอยู่พร้อมแล้วในเมืองกำแพงเพชรนี้ มิใช่ว่าขุนพันธ์ฯจะมาตั้งขึ้นใหม่ ต่อไปจะต้องจัดเวรยามตามระเบียบและให้มาทำงานกันทุกคน ปืนดาบปลายปืน กระเป๋ากระสุนให้เอามาเก็บไว้ที่โรงพัก และเอามาเข้าราวไว้ให้หมด ถ้าของหลวงถูกขโมยก็ต้องช่วยกันชดใช้ตั้งแต่ผู้กำกับลงไป อีกทั้งต้องมีการฝึกอบรมเป็นประจำและจะต้องมีสมุดเซ็นชื่อลงเวลามาทำงานและกลับ เสร็จแล้วขุนพันธ์ฯให้เวลาทำความสะอาดโรงพักและปืนให้เรียบร้อยภายใน ๓ วัน นับแต่วันประชุมอบรมนี้เป็นต้นไป
ครั้นถึงกำหนด ปืนและของหลวงทุกอย่างก็เข้าที่ ตำรวจพามาทำงานกันตามระเบียบ มีการอบรมสั่งสอนกันเป็นประจำ ด้านโรงพักเป็นอันเรียบร้อยไป คราวนี้ปัญหาอยู่ที่บ้านพักผู้กำกับที่ชำรุดจนไม่สามารถใช้เป็นที่พักได้ ขุนพันธ์ฯได้พิจารณาย่านตลาด ตรงโรงยาฝิ่นที่เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกันอยู่เสมอ ทำให้เจ้าของกิจการต้องขาดทุนทุกปี แถมยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกบรรดานักเลงอันธพาลที่บังคับให้ประมูลทุกปีด้วย คนอื่นจะประมูลไม่ได้
สภาพโรงยาฝิ่นเป็นห้องแถวใหญ่โตแข็งแรง ๒ ห้อง ๒ ชั้น ใหญ่โตแข็งแรง หากผู้กำกับจะขอแบ่งเช่าอยู่สักครึ่งหนึ่งก็คงไม่เดือดร้อน ตอนแรกขุนพันธ์ฯไปเจรจากับขุนสรสิทธิ์เจ้าของห้องบอกว่าสุดแต่ผู้เช่า ขุนพันธ์ฯจึงไปพบกับเถ้าแก่ผู้เช่า เถ้าแก่โรงยาฝิ่นตกใจคิดว่า แค่ถูกนายร้อย นายสิบ และพลตำรวจไถและเบ่งสูบฟรีเป็นประจำ ทำให้ต้องเดือดร้อนแทบจะแย่อยู่แล้ว คราวนี้ขนาดชั้นนายพันแถมยังเป็นผู้กำกับด้วยคงจะหนักกว่าเก่าหลายเท่านัก เถ้าแก่จึงไม่ยอมตกลงด้วย ขุนพันธ์ฯต้องใช้วิธีพูดกันแบบสองต่อสองหลายครั้ง โดยอธิบายว่าที่ขุนพันธ์ฯต้องการมาเช่าอยู่นี้ เพื่อจะมาปราบพวกอันธพาลและคอยคุ้มกันไม่ให้ใครมาสูบฝิ่นฟรีให้ เถ้าแก่โรงยาฝิ่นค่อยเข้าใจและยอมตกลงด้วย
ขุนพันธ์ฯกลับมาทำรายงานไปยังกองบังคับการว่าจะขอเช่าบ้านพักอยู่ในโรงยาฝิ่น ผู้บังคับการไม่ยอมหาว่าผิดระเบียบทางราชการ ทำให้ต้องเดินทางไปยังกองบังคับการด้วยตนเองและเข้าเรียนให้ท่านผู้บังคับการเข้าใจและอนุญาต
หลังจากได้บ้านพักเพียง ๒-๓ วัน ขุนพันธ์ฯก็มองเห็นแสงแห่งชัยชนะอยู่เบื้องหน้า โดยพาตำรวจออกตรวจตามตลาดจนสว่างทุกคืน พร้อมกับป่าวประกาศให้บรรดาพ่อค้าแม่ขายให้เปิดร้านขายตามปกติได้ อาหารการกิน เหล้ายาบุหรี่ไม่ต้องกลัวใครจะมาเบ่งฟรี ทุกอย่างผู้กำกับขอรับผิดชอบ  ดังนั้นทุกคืนจะมีชาวบ้านและตำรวจมาสูบบุหรี่กินกาแฟกันตามร้านได้อย่างสะดวกสบายเหมือนก่อน
หลังจากตำรวจได้เก็บปืนเข้าราวหมดแล้ว เสียงปืนก็เพลาลง แต่ยังมีพวกข้าราชการและชาวบ้านบางคนยังพกปืนอยู่อีก ขุนพันธ์ฯจึงแจ้งไปยังนายสุวรรณ  รื่นยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร(พ.ศ.๒๔๙๐-๒๔๙๓)ว่า เดี๋ยวนี้ตำรวจไม่พกปืนแล้ว จึงขอให้ข้าราชการของท่านอย่าได้พกปืนเลย ส่วนชาวบ้านที่พกปืนนั้นขุนพันธ์ฯจะจัดการเอง
นายสุวรรณ  รื่นยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เห็นชอบและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่  ดังนั้นเมื่อตำรวจและข้าราชการพลเรือนไม่พกปืนแล้ว ชาวบ้านราษฎรก็เลิกพกไปเอง ไม่ถึง ๑๐ วันเมืองกำแพงเพชรในเขตเทศบาลก็สงบเรียบร้อย
ต่อจากนั้นขุนพันธ์ฯก็ให้เรือเมล์เดินรับส่งคนโดยสารได้เป็นปกติ และให้รถยนต์วิ่งรับคนโดยสารจากนครสวรรค์ถึงกำแพงเพชรด้วย พร้อมทั้งจัดตำรวจเข้ารักษารถและเรือเป็นประจำ
การจราจรทางน้ำทางบกก็เข้าสู่เหตุการณ์ปกติ ราษฎรต่างก็ไปมากันได้โดยสะดวก ไม่ต้องหวั่นเกรงอิทธิพลและโจรผู้ร้ายกันต่อไป
ขุนพันธ์ฯปราบปรามสิ่งชั่วร้ายและเริ่มปรับปรุงสิ่งต่างๆในเขต อ.เมือง จ.กำแพงเพชรให้เข้าสู่สภาพเดิม ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๔๙๐ จนถึงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๐ ปรากฏว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอีก คงเหลืออำเภอพรานกระต่ายเท่านั้น ที่มีโจรผู้ร้ายชุกชุมขึ้นชื่อเพราะมีเสือสำคัญอยู่ ๒ คน คือ เสือไกร บ้านคุยแขวน กับเสือวัน บ้านนาถนน ต.คุยบ้านโอง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร เป็นพี่น้องกัน เสือทั้งสองนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมือง กำแหงขนาดยกพวกบุกไปปล้นถึงเขตนครสวรรค์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร ตาก นอกจากนี้โจรกลุ่มนี้ยังเคยขโมยช้างของเชื้อพระวงศ์องค์หนึ่งคราวเสด็จขึ้นไปเมืองกำแพงเพชร ตำรวจติดตามไปเอาช้างคืนมาได้ครู่เดียว พอพวกโจรตามมาทันใช้ปืนไล่ยิงตำรวจเอาช้างกลับไปอีก
ครั้งหนึ่งนายอนันต์  โพธิพันธ์ นายอำเภอพรานกระต่ายฉายภาพยนตร์เก็บเงินบำรุงอำเภอและสถานีตำรวจ พวกอันธพาลก็ใช้อาวุธปืนไล่ยิงเข้าให้เลิก แล้วจัดการเปิดบ่อนกำถั่วโปท้าทายตำรวจ ขนาดผู้บังคับกองให้ตำรวจ ๗ คนเข้าไปจับถูกพวกอันธพาลไล่กลับบอกว่า“มันไม่ใช่หน้าที่มึง ขนาดนายแกยังไม่กล้ามาจับหรือพวกมึงคิดจะมาลองเสี่ยงกับกู” ทำเอาตำรวจหน้าเสียยกพากันกลับโรงพัก
ต่อมาพวกอันธพาลยังแค้นใจบุกยิงตำรวจที่หน้า สภ.อ.พรานกระต่ายกลางวันแสกๆ แล้วกวักมือเรียกตำรวจที่เห็นเหตุการณ์เข้าไปจับ แต่ก็ไม่มีตำรวจคนใดกล้าเสี่ยงชีวิตด้วย
ขุนพันธ์ฯคิดวางแผนจับกุมสองเสือให้จงได้ เพื่อให้เมืองกำแพงมีความสงบสุขตลอดไป รวมไปถึงเมืองอื่นๆที่มีเขตติดต่อกับกำแพงเพชรด้วย
เช้าวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๔๙๐ ขุนพันธ์ฯพา ร.ต.ท.ชม  ส.ต.ต.เจริญ  พลฯณรงค์  พลฯกลั่น เดินทางไปพรานกระต่ายอย่างเร่งรีบ กว่าจะถึงอำเภอพรานกระต่ายเย็นพอดี จึงไปพักบ้าน ร.ต.อ.สะอ้าน  ธาราศรี ผู้บังคับกองและได้เริ่มดำเนินการไปตามแผนที่วางไว้ คือ นัดบรรดาอันธพาลและผู้กว้างขวางทั้งหลาย ตลอดจนกำนันผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการอำเภอมากินเลี้ยงที่บ้านในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๔๙๐ เวลา ๑๙.๐๐ น. โดยขอให้ทุกคนนำข้าวหม้อ-แกงหม้อมาด้วย ส่วน ร.ต.อ.สะอ้าน  ธาราศรี หัวหน้า สภ.อ.พรานกระต่าย เตรียมจัดทำอาหารเข้าร่วมด้วย พร้อมกับชี้แจงว่าที่นัดมากินอาหารร่วมกันนี้ เนื่องจากผู้กำกับมาใหม่อยากรู้จักพวกพรานกระต่ายจะได้เป็นที่พึ่งพาอาศัยกันต่อไป เพราะมาจากเมืองใต้ไม่รู้จักใครเลย
วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๔๙๐ เวลาบ่าย ร.ต.อ.สะอ้าน ธาราศรี ผู้บังคับกองยืนรับแขกอยู่ที่หัวบันไดบ้าน โดยเตรียมสมุดให้แขกที่มาลงชื่อและนามสกุลเป็นหลักฐาน ทั้งนี้ขุนพันธ์ฯต้องการรู้จักใครเป็นใครจะได้ไม่จับผิดตัว พอบรรดาอันธพาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเริ่มทยอยกันมา ทุกคนมีของกินติดมือมาด้วย เพื่อมาทำความรู้จักกับผู้กำกับคนใหม่
พอตกเย็นบรรดาข้าราชการก็มาร่วม ขุนพันธ์ฯสั่งให้ตำรวจเปิดเวทีรำวงที่หน้า สภ.อ.พรานกระต่าย อนุญาตให้ลูกเมียตำรวจทั้งหมดให้ไปรำวงกัน ส่วนการทำครัวและการจัดเลี้ยงเป็นหน้าที่ของตำรวจ จะไม่ใช้พวกแม่บ้านเลย ทำให้ตำรวจทุกคนทำงานทั้งที่มีปืนสะพายอยู่ที่บ่า พวกอันธพาล  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการอำเภอ ต่างมีปืนพกมากันทั่วหน้าตามตามเคยชิน
โต๊ะจัดเลี้ยงถูกจัดเป็นแถวยาวตลอดแนว พวกอันธพาลถูกจัดให้นั่งอยู่ตรงกลาง มีกรมการอำเภอและตำรวจนั่งขนาบข้างละคน ส่วนด้านนอกของโต๊ะนั้น ขุนพันธ์ฯนั่งกลางตรงหน้านายไกรและนายวันคนสำคัญ ด้านซ้ายขวาของขุนพันธ์ฯมี ร.ต.ท.ชม ผู้บังคับกองและกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั่งยาวตลอดโต๊ะ ขุนพันธ์ฯเป็นผู้เปิดพิธีด้วยการกล่าวคำปราศรัย ต่อจากนั้นเริ่มลงมือรับประทานอาหาร เพื่อสร้างบรรยายให้เป็นกันเอง ขุนพันธ์ฯขอร้องให้ทุกคนช่วยกันเล่าเรื่องสนุกๆคนละหนึ่งเรื่อง ขณะที่เสือวันกำลังเล่านิทานเพลินอยู่นั้น ขุนพันธ์ฯพยักหน้าให้อาณัติสัญญาณ ฉับพลันนั้น ส.ต.ท.เจริญ กระโดดเข้ารวบตัวเสือวันจับใส่กุญแจมือทันที ขณะเดียว ส.ต.ท.ถวิล เข้าประชิดตัวเสือไกรเอากุญแจมือสวมไว้  หลายคนที่นั้นนั่งตกตะลึงคาดไม่ถึงขุนพันธ์ฯจะทำงานแบบสายฟ้าแลบ
หลังจากนั้นขุนพันธ์ได้แจ้งข้อหาสองเสือท่ามกลางผู้มากินเลี้ยงโดยทั่วกันว่า ทั้งสองคนนี้เป็นหัวหน้าโจรปล้นทรัพย์สินของราษฎรในเมืองกำแพงเพชร อีกทั้งยังเคยไปปล้นในท้องที่พิจิตร นครสวรรค์ สุโขทัย ตาก ด้วย สองเสือถูกตำรวจพาไปบันทึกประจำวันและพาเข้าห้องขังตามระเบียบ รอจนกว่าหกโมงให้เตรียมเดินทางกลับกำแพงเพชร เพื่อควบคุมผู้ต้องหาไปสอบยังท้องที่ๆเกิดเหตุ แต่ระหว่างนี้ให้ไปรำวงกันก่อน
ครั้นใกล้เวลาเที่ยงคืน(หกทุ่ม) ขณะที่ทุกคนกำลังรำวงสนุกสนานกันอยู่นั้น สองเสือที่อยู่ในห้องขังร้องตะโกนลั่นสถานีว่า นายอำเภอครับ ท่านปลัดครับ กำนันครับ แล้วออกชื่อใครต่อใครอีกหลายคน เขาจะพาผมไปฆ่าแล้วครับ
ขุนพันธ์ฯได้ยินดังนั้นก็หัวเราะชอบใจที่สองเสือกลัวตาย จนเข้าใจผิดคิดว่าจะถูกพาไปฆ่าตอนหกทุ่ม จึงสั่งให้รำวงกันต่อไม่ต้องสนใจ ฟ้าแจ้งเมื่อใดงานค่อยเลิก
พอถึงรุ่งเช้ามีญาติพี่น้องของสองเสือขอติดตามไปส่งถึงกำแพงเพชร เพราะเกรงตำรวจจะกระทำวิสามัญฆาตกรรมกลางทาง โดยใช้เกวียนเป็นพาหนะตามหลังมาด้วย ๒ เล่ม ส่วนตำรวจได้นำผู้ต้องหาขึ้นเกวียนอีก ๑ เล่ม ผู้ต้องหาทั้งสองถูกสวมกุญแจมือติดกัน มีโซ่ยาวสองเส้นล่ามเท้าทั้งสี่ไว้ป้องกันการหลบหนี ภายใต้การควบคุมของ ร.ต.ท.ชม  ส.ต.ท.แสวง และพลฯณรงค์อย่างหนาแน่น มีขุนพันธ์ฯคอยสอดส่องดูสถานการณ์สองข้างทาง
วันนั้นตรงกับวันเสาร์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๔๙๐ ตรงกับวันแรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๒ เวลา ๓ ทุ่มเศษ ขณะที่ถึงวัดหัวยาง หมู่ ๔ ต.หนองคล้า อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร กำลังจะขึ้นสะพานหน้าดง บรรยากาศมืดมิดจนแทบมองอะไรไม่เห็น ทันใดนั้นเองแนวป่าข้างสะพานด้านขวามือแอบซุ่มอยู่ เตรียมลงมือชิงตัวผู้ต้องหา จึงยิงปืนเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน ขุนพันธ์ฯสั่งตำรวจยิงโต้ตอบกลับไป การต่อสู้ดำเนินอยู่นานราว ๓ นาที จนกระทั่งเสียงปืนทางฝ่ายตรงข้ามเงียบหายไป ปรากฏว่าผู้ต้องหาสองคนบนเกวียนถูกกระสุนตาย ส่วนเมียเสือวันถูกกระสุนที่ราวนมล้มไม่ได้สติ
ราว ๓๐ นาทีต่อมาพวกในเมืองจุดตะเกียงเจ้าพายุมายังที่เกิดเหตุ รวมทั้งข้าราชการพ่อค้า ๕ คนได้ช่วยกันนำเมียเสือวันส่งโรงพยาบาล แพทย์มาทำการชันสูตรพลิกศพในวันรุ่งขึ้น
ตั้งแต่เสือไกร เสือวันถูกยิงตาย บรรดาโจรผู้ร้ายพากันหลบหนีกระจัดกระจายไม่กล้ากำแหงอีก  แต่ส่วนมากหนีขึ้นไปจังหวัดตาก จน พ.ต.ต.อวบ  บุญชลิโต ผู้กำกับตากถึงกับต่อว่ามาทางขุนพันธ์ฯแกล้งขับไล่โจรไปสร้างความเดือดร้อนแก่เมืองตาก
พ.ต.ต.บุตร ใช้เวลาจัดการกับเมืองกำแพงเพชรทั้งหมด ๑ เดือน ๒๕ วัน บ้านเมืองสงบเรียบร้อยทุกอย่างตามที่ได้ให้คำสัญญากับอธิบดีกรมตำรวจ
ขุนพันธ์ฯต้องการประกาศให้เมืองข้างเคียงรู้ว่า บัดนี้กำแพงเพชรเป็นเมืองที่น่าอยู่ จึงแจ้งไปยังเถ้าแก่เฮาะจิวที่ปากน้ำโพ(นครสวรรค์)ให้ขึ้นมาประมูลโรงต้มกลั่นสุราที่กำแพงเพชร พอประมูลได้ก็จัดงานฉลองเปิดโรงต้มกลั่นเป็นปฐมฤกษ์ขึ้น โดยให้เชิญผู้ว่าราชการ ข้าราชการผู้ใหญ่ พ่อค้าที่มีชื่อเสียงจากจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย ตาก นครสวรรค์และกรุงเทพฯให้มาร่วมสังสรรค์ ในงานมีโต๊ะจีนจากภัตตาคารชื่อดังในกรุงเทพฯมาบริการ พร้อมกันนี้มีการแสดงของนักเรียนให้ชมด้วย ในที่สุดทุกอย่างได้จบลงด้วยดี แขกที่มากินเลี้ยงต่างกลับไปเล่าลือ จนข่าวนี้แพร่กระจายเข้าไปถึงกรมตำรวจ โดยมิต้องประกาศตามหน้าหนังสือพิมพ์
ในระหว่างนั้นที่จังหวัดพัทลุงเกิดมีโจรผู้ร้ายชุกชุมอีกครั้งหนึ่ง ทำให้หลายคนนึกถึงผลงานที่ขุนพันธ์ฯเคยฝากไว้ให้ ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีการขับเคี่ยวกันระหว่าง นายถัด  รัตนพันธ์ กับนายถัด  พรหมมานพ ชาวพัทลุงบอกว่าไม่ต้องออกหาเสียงให้เหนื่อยเปล่า ใครที่สามารถเอาตัวขุนพันธ์ฯมาอยู่ที่พัทลุงได้ ก็จะเลือกบุคคลนั้นให้เป็นผู้แทนของพัทลุง จึงมีการไปขอความกรุณาต่อกรมตำรวจให้ส่งขุนพันธ์ฯไปให้ชาวพัทลุง
ต่อมาทางกรมตำรวจได้มีหนังสือคำสั่งไปถึงขุนพันธ์ฯที่กำแพงเพชร ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับที่พัทลุง แต่ขุนพันธ์ฯยังไม่ยอมเซ็นรับทราบ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปอย่างเข้มแข็ง เช่น  การออกตรวจท้องที่มิได้หยุดหย่อน จนสามารถรู้จักท้องที่ของเมืองกำแพงเพชรทุกตำบล โดยเฉพาะวัดโบราณที่เต็มไปด้วยเจดีย์ที่สลักปรักพัง เช่น วัดพระบรมธาตุ วัดซุ้มกอ วัดพิกุล ที่อุดมไปด้วยพระเครื่องสุดยอดในวงการ มีความขลังเป็นเลิศ อย่างพระกำแพงทุ่งเศรษฐีที่เป็นหนึ่งในอันดับพระเบญจภาคีของไทย ใต้เมืองกำแพงเพชรลงไปก็มีเมืองไตรตรึงซึ่งเป็นเมืองร้างอยู่ในดงดิบริมแม่น้ำปิง มีเจดีย์ธาตุ เขาเรียกกันว่า“เจดีย์วังพระธาตุ เวลานั้นขุนพันธ์ฯแสวงหาแต่โจรผู้ร้าย ไม่ได้แสวงหาพระเครื่องและพระบูชา พระทุ่งเศรษฐี ซึ่งมีแหล่งอยู่ตรงหน้าเมือง พระกำแพงนั้นมีอยู่ทั่วไป แต่ขุนพันธ์ฯไม่มีพระกำแพงชนิดพระบูชา

 20 
 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2018, 04:51:15 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
ประวัติคุณแม่เครือมาส จารุวัฒน์
ราวเดือนดับ ลับโลก วิโยคแสน   มืดทั่วแดน เย็นเยียบ เงียบจิตหวน
     สะอื้นร่ำ รำพัน พรั่นคร่ำครวญ         ดวงจิตป่วน รวนร่ำ พร่ำพรรณนา
      แม่เครือมาส นิราศแล้ว ดวงแก้วลับ     ดาวระยับ ดับพร้อมเดือน เลือนเวหา
  ใบหน้าเปื้อน เลือนเลอะ เปรอะน้ำตา       ดั่งชีวา  ลาลับ ดับพร้อมเดือน

   คุณแม่เครือมาส จารุวัฒน์  มีนามแต่เดิมว่า คุณแม่ถุงเงิน  ศุภดิษฐ์  เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๖๗  ที่บ้านขุนทวีจีนบำรุง  จังหวัดกำแพงเพชร เป็นธิดาของนายแขก  ศุภดิษฐ์ และนางลิ้นจี่ นามสกุลเดิมสุรเดช  มีพี่น้องทั้งหมด ๑๑ คน พี่น้องของแม่ ยังมีชีวิตอยู่ ๓ ท่านคือ   นายชนัย ศุภดิษฐ์ นางพริ้มเพรา พันธุสังวรณ์ และนางระพีพรรณ จิตบรรเทา
      คุณแม่เครือมาส จารุวัฒน์ เข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนสตรีกำแพงเพชร    
นารีวิทยา จนกระทั่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ได้ไปศึกษาต่อฝึกหัดครู ที่โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จังหวัดพิษณุโลก เดินทางทวนลำน้ำปิงไปจังหวัดตากด้วยเรือหางแมงป่อง ใช้เวลาเดินทางถึง ๓ วัน ๓คืน ขึ้นรถไปสวรรคโลก ต่อรถไปจังหวัดพิษณุโลก เรียนฝึกหัดครูโดยอยู่หอพัก ที่โรงเรียน ๒ ปี ได้วุฒิครู ว. (ครูประกาศนียบัตรจังหวัด)
   เมื่อจบการศึกษา เดินทางกลับจากจังหวัดพิษณุโลกโดยทางรถไฟ ไปลงที่จังหวัดนครสวรรค์ ต่อรถกลับมาที่จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อมีอายุ เพียง ๑๗ ปี จึงยังไม่สามารถรับราชการได้ เมื่ออายุครบ ๑๘ ปี ได้รับราชการครูครั้งแรกที่โรงเรียนวัดราชพฤกษ์ศรัทธาราม ตำบลหนองปลิง ต่อมาย้ายมารับราชการโรงเรียนเทศบาล๑ วัดบาง และย้ายมาเป็นครูประชาบาลที่โรงเรียนวัดคูยาง และเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง ครูใหญ่ที่โรงเรียนเทศบาล ๒ (ทุ่งสวน)  โดยความภาคภูมิใจ ในอาชีพครู คุณแม่เป็นที่รักและเคารพของผู้ที่รู้จักคุณแม่
ทุกๆคน
   คุณแม่เครือมาส ศุภดิษฐ์ พบรักและสมรสกับคุณพ่อ เจริญ จารุวัฒน์ (นายโกศินท์ จารุวัฒน์ ปัจจุบัน ถึงแก่กรรมแล้ว)     ในปี พุทธศักราช ๒๔๘๗ ขณะที่คุณพ่อเป็นครูที่โรงเรียน กำแพงเพชร “วัชรราษฎร์วิทยาลัย”
   มีบุตรธิดาร่วมกัน ๗ คนคือ
       ๑.นายชัยวัฒน์  จารุวัฒน์  อดีต  หัวหน้าฝ่ายการเงินและบัญชีสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร  สมรสกับนางสาวจรุงศรี  อินทรเกษม ข้าราชการบำนาญปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดกำแพงเพชร มีบุตร ๒ คนคือ
      ๑.๑ นายภูชิชญ์ จารุวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ภาค ๓
      ๑.๒ นายจักรพันธ์ จารุวัฒน์ นายช่างชลประทานอาวุโส สำนักงานชลประทานจังหวัดตาก
         ๒. นางจันทินี อภัยราช อดีต อาจารย์ ๓ ระดับ ๘ โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม สมรสกับนายสันติ อภัยราช อดีตอาจารย์ ๓ ระดับ ๙ โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม มีบุตร ๑ คน คือ นายอรรถ อภัยราช พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดกำแพงเพชร(ถึงแก่กรรม)
       
๓.นางจุไรลักษณ์ อัตภานันท์ อดีต อาจารย์ ๒ ระดับ๗ โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม สมรสกับนายสุพล อัตภานันท์ อดีตอาจารย์ ระดับ ๗ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร มีธิดา ๑ คน คือ นางพอใจ เฉลิมสุข ปัจจุบันศึกษาต่อระดับ ปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ ณ Utah University ประเทศสหรัฐอเมริกา และปฎิบัติงานผู้ช่วยนักวิจัย ณ The  United Nation University World Institute for Development Economics Research ณ  ประเทศฟินแลนด์
         ๔. นางจิราภา  จารุวัฒน์ อดีตอาจารย์ระดับ ๗ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
มีบุตร ๑ คนคือ นายวัจน์  คำพวงวิจิตร ตำแหน่งวิศวกร บริษัท Robert bosch automotive technologies Thailand
            ๕.นายสุพจน์  จารุวัฒน์ อดีต ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนกำแพงเพชร   พิทยาคม แต่งงาน กับนางสาวลออศรี สุบิน อดีต นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร มีบุตร ๒ คน คือ
      ๕.๑ นายฐิติพงศ์  จารุวัฒน์  ตำแหน่งวิศวกร  บริษัท กัลฟ์ เจพี ยูที จำกัด
จังหวัดอยุธยา
      ๕.๒  นายศรัณย์  จารุวัฒน์  ตำแหน่งวิศวกร  บริษัท นิฟโก้ ประเทศไทย จำกัด
จังหวัดชลบุรี
      ๖.นางสุพรรณี  มาตเมฆ ทำธุรกิจส่วนตัว สมรสกับนายวรรณชัย มาตเมฆ อดีตพนักงานช่างระดับ ๗ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดกำแพงเพชรมีบุตรธิดา ๒ คนคือ
   ๖.๑นายไชยศักดิ์ มาตเมฆธนบูรณ์  พนักงานการไฟฟ้าระดับ๔  การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร
   ๖,๒ นางสาววรรธนพร มาตเมฆ นักศึกษาปีที่ ๔ ภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศ่าสตร์ กรุงเทพมหานคร
   ๗. นางสุรีย์มาศ ดิษสละ อดีตอาจารย์ ๒ ระดับ ๗ โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม สมรสกับ นายทองคำ ดิษสละ อดีต อาจารย์ ๒ ระดับ ๗ โรงเรียนวัชรวิทยา มีธิดา ๑ คน คือ นางสาวสัณหทัย ดิษสละ อดีต นักศึกษาทันตแพทย์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัย นเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ( ถึงแก่กรรม)
คุณแม่เครือมาส จารุวัฒน์ ได้ดูแลลูกหลาน และญาติมิตรของท่าน ได้อย่างวิเศษสุด
และสมบูรณ์แบบถือเป็นแบบอย่างกับคนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี
ในบั้นของปลายชีวิต
คุณแม่เครือมาส  จารุวัฒน์  เป็นผู้มีร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวท่านจึงมีชีวิตที่       สุขสงบ และสันโดษ ท่ามกลางการดูแลอย่างดีจากบรรดาลูกหลาน คุณแม่ทำกิจกรรมที่คุณแม่
ชื่นชอบได้อย่างวิเศษ แม้ท่านมีอายุ กว่า๙๐ปี      คุณแม่เริ่มป่วยติดเตียงเมื่ออายุย่างเข้า ๙๕ ปี ทุกวันลูก ๆของท่าน ทุกคนผลัดกัน บริบาลรักษาดูแลคุณแม่อย่างดียิ่ง คุณแม่ได้เข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช  ๒๕๖๑ ได้รับการดูแลช่วยเหลือจาก แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลกำแพงเพชรเป็นอย่างดีตลอดมา   จนถึงเวลาที่คุณแม่จากไปอย่างสงบ เมื่อย่างเข้าวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เพียง ๕ นาที รวมสิริอายุได้เก้าสิบห้าปี นับว่าคุณแม่เครือมาส จารุวัฒน์ เป็นผู้มีคุณูปกรต่อลูกหลาน ญาติพี่น้อง ตลอดอายุไขที่สมบูรณ์แบบของท่าน ขอให้ท่านสถิตยังสรวงสรรค์ ที่ท่านปรารถนาเทอญ
เดือนดับลับล่วงแล้ว               หลงทาง
                                    ตะวันลับดับจิตวาง                           ว่างว้าง
                                    ทะเลคลื่นครวญคราง                        เทวษโศก นาแม่
                                     แม่เครือมาสนิราศร้าง                      โลกนี้มืดมน








       

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!