จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
กันยายน 18, 2020, 06:23:03 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ยินดีต้อนรับสมาชิก และผู้เยื่ยมชมทุกๆท่าน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2020, 08:57:25 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
แด่ท่านปิยะ  เพชรพรรณ (โกเม่ง)
คือนักบุญ คือนักสร้าง นักเสกสรร          อสม´คนสำคัญ  ผู้สรรหา
คือนักสู้  เสกชิวิต  จิตศรัทธา                 คือเทวา มาอุบัติ อย่างชัดเจน
จิตสาธารณะ ช่วยหลือเอื้อเฟื้อราษฎร์    ไม่เคยขาด   อาทร ทุกคนเห็น
ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เมื่อลำเค็ญ            ใจท่านเช่น ดั่งทองคำ ที่นำทาง
เมื่อเวลามาพราก ท่านจากโลก              แสนวิโยค  โศกศัลย์ ให้หมองหมาง
ฟ้าร่ำไห้ ใจแสนโศก ไม่จืดจาง       ผุ้ถางทาง  อสม, ให้มั่นคง
ชั่วชีวิต ทำงาน เพื่อผู้อื่น                     แปดสิบสอง หยิบยื่น ตามประสงค์
ถมทำทาง ให้คนเดิน เพลินดำรง         อสม´มั่นคง เพราะท่านทำ
บริจาค  ที่ ดิน ให้ วัชระ                      วิทยา คงจะ  มั่นคงซ้ำ
คือที่เรียน สำหรับเด็ก ไม่ระกำ            โลกจดจำ โกเม่ง   เร่งวิชชา
มาจากไกล ไร้ร่าง  กลางคนโศก         วิปโยค โศกแสน  สิ้นหรรษา
ขอท่านสู่ สรวงสวรรค์  วัฒนา           ขอนิทรา ชั่วนิรันดร์  ท่านปิยะ                                                                  ก














 2 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2020, 04:13:21 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
แด่พี่อิสระ อภัยราช

เคยเข้มแข็ง แกร่งกล้า มหาศาล
เคยกล้าหาญ อดทน คนรู้จัก
เคยไปไหน มาไหน ใครใครทัก
เคยประจักษ์ ปากใจ ที่ตรงกัน

เคยเป็นครู  สอนเด็ก ทั้งชีวิต
มีลูกศิษย์  มากมาย ไม่แปรผัน
เป็นพ่อพิมพ์  ของกำแพง นิจนิรันด์
เป็นพี่น้อง  รักกัน ทุกวันมา

เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร ที่ใหญ่ยิ่ง
พี่รักจริง   ทุกคน  พี่สรรหา
สิ่งใดดี  สิ่งใดงาม ตามจรรยา
พิจารณา หาให้   ด้วยไมตรี

ไม่เคยเจ็บ  ไม่เคยป่วย ไม่หาหมอ
ออกกำลัง ไม่รีรอ เชื่อศักดิ์ศรี
มีชีวิต  เข้มแข็ง  ทุกนาที
 มีชีวี  ที่เชื่อมั่น  ไม่พรั่นใจ

สุขสบาย มั่นคง ดำรงจิต
มีชีวิต พัฒนา ที่แจ่มใส
มันรวดเร็ว เกินกว่า จะทำใจ
พี่จากไป เพียงข้ามคืน ยืนเดียวดาย

เคยสอนสั่ง  ระวังใจ ระวังจิต
ใช้ชีวิต ให้ดี ไม่เสียหาย
เคยยืนข้าง เคียงจิต สนิทกาย
พี่วางวาย  ใครเล่า เฝ้าผูกพัน

เป็นพ่อดี สามีดี ครูยิ่งใหญ่
มีหัวใจ ให้ทุกคน พี่เลือกสรร
สิ่งใดดี ให้ลูกหลาน มิตรสัมพันธ์
ทุกคืนวัน ผันผ่าน  เนื่นนานมา

เจ็บป่วยไข้ ไม่กี่วัน  มาพลันจาก
ได้รับใช้ ยังไม่มาก  ให้ห่วงหา
คิดว่าพี่ แข็งแรง ไม่จากลา
อนิจจา  จากไป   ในวันวาน

พี่สมนึก จะอยู่ได้ อย่างไรหนอ
เคยเคียงคลอ ทุกแห่งหน  มหาศาล
พี่สะใภ้  เข้มแข็ง นิรันดร์กาล
ต้องยืนหยัด ผันผ่าน ในบัดดล

ยังทำใจ มิได้  ใจห่วงหา
พี่จากลา  ไปไกล ไร้แห่งหน
สู่สวรร คาลัย ไร้ทุกข์ทน
ไร้หมองหม่น หมดทุกข์  สุขนิรันดร์

อยู่สวรรค์ ชั้นฟ้า  มีค่านัก
มีที่พัก   พิงใหม่ ในสวรรค์
เสวยสุข เสวยเสพ ทุกสิ่งพลัน
รักนิรันดร์ แด่พี่ชาย ด้วยใจรัก

   สันติ อภัยราช   ๒๘ กค. ๖๓

 3 
 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2020, 12:22:46 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
อาจารย์อิสระ. อภัยราช หรือพี่อิสระของน้องๆ เป็นหนึ่งใน 11 ขุนพลจากวัดคูยางไปร่วมกันก่อสร้างโรงเรียนวัชรวิทยา โดยการนำของ ผู้อำนวยการสมรวม พูลเขียว ในสมัยก่อนโรงเรียนวัดคูยางเป็นโรงเรียนชั้นนำในระดับประถมศึกษาของจังหวัดกำแพงเพชร มีความพร้อมในทุกๆด้าน โดยเฉพาะอยู่ในตัวเมือง. มีวัสดุอุปกรณ์ครบครัน การร่วมมือของผู้ปกครอง. ความสามารถของนักเรียนสามารถแข่งขันกับทุกโรงเรียนได้อย่างดี. ในปี 2519-2520รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียรได้มีนโยบายทีจะให้โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาทั้งหมดปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดกำแพงเพชรมี 3 โรงเรียนคือโรงเรียนขาณุวรลักษบุรี ไปรวมกับโรงเรียนขาณุวิทยา โรงเรียนเมืองกำแพงเพชร เป็นโรงเรียนวชิรปราการวิทยาคมส่วนโรงเรียนวัดคูยางให้ยกเลิกรับประถมศึกษา มารับมัธยมศึกษาเป็นปีแรก และเปิดการเรียนการสอนอยูในวัดคูยาง. อ อิสระ อภัยราช เป็นหัวแรงสำคัญในการเปิดการเรียนการสอนในระดับมัธยมโดยท่านทำหน้าที่ฝ่ายวิชาการ จัดการเรียนการสอนในอย่างดีเยี่ยม นักเรียนรุ่นแรกประสบผลสำเร็จหลายท่าน อาทิ ชัยวัฒน์ ศุภอรรถพานิช นายกเทศมนตรีเมืองกำแพงเพชร. สามภพ. วชิรบรรจง วิศวกรไฟฟ้า. การไฟฟ้าฝ่ายผลิต สุรพล หวังพิทักษ์วงศ์ นักธุรกิจอาหลั่ยรถ และอีกหลายๆท่าน. ต่อมารัฐบาลธานินทร์ หมดอำนาจลงนโบยาบายจัดการศึกษาก็เปลี่ยนแปลง ให้โรงเรียนวัดคูยางกลับมาเปิดประถมศึกษาเช่นเดิม และให้นำนักเรียนมัธยมไปฝากโรงเรียนใกล้เคียง ท่านผู้อำนวยการสมรวม ท่านยืนยันจะทำการเปิดโรงเรียนมัธยมศึกษาให้ได้ท่านจึงแจ้งความประสงค์ไปยังกรมสามัญศึกษา ทางกรมให้ทางออกโดยการแนะนำให้หาสถานที่ใหม่ และแยกตัวจากวัดคูยาง คือโรงเรียนวัชรวิทยาในปัจจุบัน. ท่านอาจารย์อิสระ เป็นขุนพลสำคัญที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ในการต่อสู้เพื่อเปิดโรงเรียนวัชรวิทยา หน้าทีสำคัญคือการเป็นผู้ประสานงานเชื่อมโยงกับครูรุ่นใหม่กับ ผู้บริหาร โดยร่วมมือกับอาจารย์สมนึก คู่ชีวิต ได้ช่วยกันสรรสร้างโรงเรียน ในภาวะการขาดแคลนงบประมาณ  ให้การสนับสนุนการทำงานของน้องๆ พร้อมทั้งชี้แนะประสบการณ์ในการครองตน ครองคน ครองงาน ท่านเป็นตัวอย่างของครอบครัวมัธยัสถ์ กินน้อยใช้พอเพียง ผมนำวิธีการครองเรือนของท่านมาใช้ก็ประสบผลสำเร็จในครอบครัวและอีกหลายคนในโรงเรียนวัชรวิทยา  นอกจากนี้ท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถไปร่วมพัฒนาโรงเรียนมัธยมอีก 2 แห่งคือ โรงเรียนคลองขลุงราษฏร์ รังสรรค์ และโรงเรียนวชิรปราการ วิทยาคม ก่อนที่เกษียณอายุราชการ
       ผมเองหลังเกษียณอายุราชการได้คิดก่อตั้งชมรมครูอาวุโสของโรงเรียนวัชรวิทยา กับท่านอาจารย์เสริมศักดิ์ อ สุพิส อ เฉลิม และได้นำข้อบังคับของชมรมไปให้ท่านตรวจแก้ไข ท่านก็ดำเนินการให้อย่างดี และร่วมยินดีเป็นที่ปรึกษาชมรมครูอาวุโสวัชรวิทยา ท่านจะคอยเป็นที่ปรึกษาให้กำลังใจกับทีมงาน มาร่วมสังสรรค์กับชมรมทุกครั้ง ให้ข้อคิดเห็น เสนอแนะติติงเมื่อดำเนินการผิดพลาด ทำให้สมาชิกมีกิจกรรมร่วมพบปะสังสรรค์ มีสายใยต่อกันชมรมมีความเป็นปึกแผ่น หลายสถาบันนำไปเป็นแบบอย่าง
    ผมพบกันท่านครั้งสุดท้ายที่งานขึ้นบ้านใหม่ อ ประภาส ธารเปี่ยม ยังคุยกันสนุกสนานกันดี ยังปรึกษากับท่านว่าเราจะจัดงานรับน้องใหม่วัยเกษียณ ในเดือนกันยายน ท่านก็ยังแนะนำว่าควรจะดำเนินการเช่นไร จากนั้นทราบข่าวว่าท่านไปผ่าตัดที่ พิษณุโลก ผ่าตัดเรียบร้อยแล้วอาการปกติ อีกไม่นานก็จะได้กลับบ้าน ผมกับอาจารย์เฉลิม ปรึกษากันว่าเมื่อท่านกลับมาพวกเราจะนัดกันไปให้กำลังใจท่าน และอาจารย์สมนึกที่บ้าน แต่ในที่สุด เช้าวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563 ทราบข่าวจาก อ รุ่งศรี. ว่าพี่อิสระได้จากพวกเราไปแล้ว ผมกำลังประชุมฌาปนกิจออมทรัพย์ครู กำแพงเพชรอยู่ เมื่อเสร็จก็รีบมาประสานงานที่วัดคูยาง เพื่อแจ้งกำหนดการรดนำ้ศพให้กับสมาชิกทราบ
      ในนามของชมรมครูอาวุโส วัชรวิทยา ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนไว้อาลัยให้กับท่านอาจารย์ อิสระ อภัยราช คุณความดีที่ท่านได้ทำไว้ขณะที่มีชีวิตอยู่ ผลบุญจะนำท่านไปสู่ไปสู่ภพภูมิที่ดี. 
                                         ด้วยความอาลัย
                                          วิริยะ. วัชรวดี
                         ประธานชมรมครูอาวุโสวัชรวิทยา
                                         27 กรกฎาคม 2563

 4 
 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2020, 06:08:11 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
การแสดงแสงเสียงประกอบจินตนาการ
เรื่อง ตามรอยเสด็จประพาสต้น พระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองไตรตรึงษ์
วันเสาร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๓ ณ วัดวังพระธาตุ เวลา ๒๐.๐๐ น.
รวม ๕๐นาที

.................................................
ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ทุกท่าน องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลนครไตรตรึงษ์ โรงเรียนนครไตรตรึงษ์ โรงเรียนบ้านไตรตรึไตรตรึงษ์ และประชาชนชาวนครไตรตรึงษ์ยินดีต้อนรับทุกท่าน เข้าสู่การแสดงแสงเสียงประกอบจินตนาการ  เรื่องตามรอยเสด็จประพาสต้น พระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองไตรตรึงษ์      ในเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๙      พระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราช เสด็จประพาสต้น เมืองกำแพงเพชร ๑๐ วัน คือตั้งแต่วันที่ ๑๘ สิงหาคม ถึงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ทรงโปรดปรานเมืองกำแพงเพชรมากที่สุด และ ในวันนัในอดีตคือวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๔๔๙ ทรงเสด็จมาประพาสต้น วัดวังพระธาตุ และเมืองนครไตรตรึงษ์แห่งนี้ ทรงบันทึกเรื่องราวของเมืองประวัติศาสตร์ ไว้อย่างละอียด ทำให้เราเห็นภาพของเมืองนี้ในอดีตได้อย่างชัดเจน เพื่อการแสดงได้อรรถรส โปรดปิดไฟในงานทุกจุด ปิดเครื่องมือสื่อสาร และงดการแสดงออกอื่นๆ และเพื่อแสดงความจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทุกท่าน โปรดยืนขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์  (เปิดเพลงสรรเสริญบารมี)
เชิญทุกท่าน ได้เข้าสู่การแสดง แสงเสียง  เรื่อง ตามรอยเสด็จประพาสต้น พระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองไตรตรึงษ์ ณ บัดนี้..................................................................................
องค์ที่ ๑  เตรียมการรับเสด็จ (ที่บ้านกำนันสอน) (๕นาที)
(ที่บ้าน นายบ้านวังพระธาตุ  แม่บ้าน และนายบ้าน นั่งอยู่ด้วยกัน)
แม่บ้าน *  นี่พ่อกำนัน พ่อได้ข่าว พระเจ้าอยู่หัวเสด็จ  ถึงเกาะขี้เหล็ก เมื่อคืนทรงพักแรมที่เกาะขี้เหล็ก แขวงใกล้บ้านเรา หรือเปล่าพ่อ
พ่อกำนัน * ข้าได้ข่าว ตั้งแต่เสด็จเข้ากำแพงเพชร ตั้งแต่วันที่ ๑๘ สิงหาแล้ว เห็นกระบวนเรือของพระยาวิเชียรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชรของเรา ไปรับเสด็จที่ปากน้ำโพ และเห็นกระบวนหรือของพระยาสุจริตรักษาเจ้าเมืองตาก ตามไปรับเสด็จอีกขบวน แต่ข้าไม่ได้รับคำสั่งใดๆ จากท่านเจ้าเมืองเลย จึงไม่ได้ตัดสินใจ ว่าเราจะทำอย่างไรกัน แล้วก็ทำอะไรไม่ถูกแล้วด้วย ตื่นเต้น ตัวสั่นไปทั้งตัว ได้ข่าวว่าพระองค์จะเสด็จขึ้นวังพระธาตุบ้านเราด้วยนา แม่บุญนาค เราจะทำปรการใดดี
แม่บ้าน * ฉันทราบข่าวจาก คนที่กลับจากปากน้ำโพว่า การเสด็จประพาสต้นครั้งนี้ พระองค์เสด็จเป้นการส่วนพระองค์ ไม่ต้องการให้ใครไปต้อนรับ ทรงปลอมพระองค์มาเป็นสามัญชน กินอยู่อย่างเรียบง่าย ต้องการมาเยี่ยมพสกนิกรของพระองค์เท่านั้น ไม่ประสงค์ให้ใครเดือดร้อนแล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดีพ่อกำนัน
พ่อกำนัน *  เราจะเรียกประชุมชาวบ้านวังพระธาตุกันดีไหม หารือกันว่า เราจะทำฉันใดกันดี พระองค์เสด็จมาถึงบ้านเรา เราไม่รับเสด็จได้อย่างไร นับว่าเป็นมหากรุณาธิคุณสูงสุด แก่พวกเราชาววังพระธาตุ ตามธรรมเนียมไทย ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ นี่เป็นถึงช้างเหยียบนา   พระยาเหยียบเมืองเชียวนาแม่บุญนาค
แม่บ้าน * ฉันเห็นด้วยจ้า พระองค์ทรงโปรดราษฎร์ของพระองค์เช่นนี้ พวกเราต้องทำอะไรสักอย่างที่ตอบแทนพระคุณของพระองค์ ท่านพ่อกำนันคิดถูกต้องแล้ว
พ่อกำนัน  *( ตีเกราะเคาะไม้ เสียงดังสนั่นไปทั้งคุ้งน้ำ บ้านวังพระธาตุ ในตอนค่ำ ของวันที่ ๒๑ สิงหาคม ประชาชนทะยอยกันมาอยู่ลานบ้านกำนัน ราวทุ่มเศษ มากันครบทุกบ้าน (หน้าลานบ้านท่านกำนัน)
กำนัน * (ยืนขึ้น ชาวบ้านนั่งยองๆ รอบๆ กำนันด้านหน้า แม่บ้าน ยืนอยู่ข้างกำนัน)
กำนัน*  พวกเราชาววังพระธาตุ คงรู้กันทั่วไปแล้วว่า พระเจ้าอยู่หัวพระปิยมหาราข เสด็จ บ้านเราในวันพรุ่งนี้ ตอนสายๆ เราจะทำอย่างไรกันดี ข้าเชิญทุกท่านมาเพื่อปรึกษา การสำคัญอันนี้
ทิดแดง * ท่านกำนัน เราควรมาต้อนรับพระองค์ท่านที่ท่าน้ำหน้าวัดวังพระธาตุ ของเราให้เต็มท่าน้ำ เต็มลานวัด เตรียมการต้อนรับพระองค์อย่างสมพระเกียรติ ที่พระองค์ทรงเมตตาชาวป่าชาวดงอย่างพวกเรา เหลือเกิน ข้าขอจะเตรียมกระบวนกลองยาวไว้รับสด็จ ให้ดีที่สุดที่พวกเราเคยเล่นมามา
กำนัน* ดีมากเลยทิดแดง พระองค์คงเกษมสำราญมากๆ ที่เห็นประชาชนสามัคคีกัน และจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์
อำแดงเอี่ยม*  ข้าจะถวายพระเครื่อง ที่วัดวังพระธาตุ แด่พระองค์ ได้ไหมกำนัน
อำแดงอิ่ม*  ข้าจะถวาย น้ำและหมากพลูแก่พระองค์ท่าน
แม่บ้าน* ดีมากเลยที่พวกเราช่ายกันและสามัคคีกัน ฉันได้ซ้อมระบำไว้หนึ่งชุด แนจะรำถวายพระองค์ หลังจากพระองค์ ประทับแล้ว
กำนัน * ยอดเยี่ยม เลยพี่น้อง ชาววังพระธาตุ พรุ่งนี้เราจะเห็นความสามัคคี ของพวกเราที่มีต่อ พระพุทธเจ้าหลวงของเรา ข้าขอบใจทุกคนมาก พรุ่งนี้ ย่ำรุ่ง เราไปพร้อมกันที่ท่าน้ำวัดวังพระธาตุ อย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อเตรียมการรับเสด็จมิให้บกพร่อง เอาละวันนี้เราแยกย้ายกันไปก่อน
ตัวละคร
 ๑ กำนันสอน
๒ ภรรยา แม่บุญนาค
๓ทิดแดง
๔อำแดงเอี่ยม
๕อำแดงอิ่ม
๖ ประชาชน ร่วมประชุม ราว ๓๐ คน

องค์ที่ ๒ ขบวนเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง   (๑๕นาที)
(คำบรรยาย) วันที่ ๒๒-สิงหา  เมื่อคืนฝนตกพร่ำเพรื่อ ไปยังรุ่ง แรกนอนไม่รู้สึกว่าจะเย็น ต่อหลับไปตื่นขึ้นจึงรู้สึกเย็นไปทั้งตัวท้องก็แข็งขลุกขลักอยู่เป็นนาน เอาสักหลาดขึงอุดหมด จึงนอนหลับ ตื่น สองโมงเช้าครึ่ง ออกเรือจวนสามโมง  มาจากท่าขี้เหล็ก เลี้ยวเดียวก็ถึงวังพระธาตุ อยู่ฝั่งตะวันตก มีบ้านเรือนราย ตลอดขึ้นมาแต่อยู่ฟากตะวันตก ฟากตะวันออกเป็นปาตั้งแต่พ้นคลองขลุงขึ้นมา มีต้นสักชุม แต่เป็นไม้เล็กๆ ซึ่งเป็นเวลาหวงห้าม เดินเรือวันนี้ว่าไปในป่ากลางสูง ได้ยินเสียงนกร้องต่างๆ อย่างชมดงเพรียกมาตลอดทาง
“ที่วังพระธาตุ เป็นชื่อชาวเรือตั้ง วังไม่ได้แปลว่าบ้าน แปลว่าห้วงน้ำ พระธาตุนั้นคือพระธาตุที่ตั้งตรงวังนั้นจอดเรือที่พักเหนือวังพระธาตุนิดหนึ่ง แล้วเสด็จขึ้นที่ท่าน้ำวังพระธาตุ”
( คำบรรยาย ไฟจับไปที่เรือพระที่นั่งหางแมงป่อง ในเรือพระที่นั่ง มี ผู้ตามเสด็จ ในเรือหลายคน) 
พระภิกษุ ยืน หน้ากำนันผู้ใหญ่บ้าน  ประชาชน นั่งเรียงราย ถวายของ ถวายการต้อนรับตามแนวรายทาง พระองค์ทรงเกษมสำราญ ทักทาย อาณาประชาราษฎร์ ทันใดวงกลองยาว ออกมาจากป่าริมทาง ขบวนใหญ่ ร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน เจ้าคนังเงาะป่าตามเสด็จ วิ่งออกจากขบวนเสด็จ เข้ารำกับประชาชนอย่างสนุกสนาน (ประมาณ ๕นาที)
เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงทรงประทับ ณพลับพลาที่ชาวบ้านเตรียมถวาย การแสดงรำชุดหนึ่ง (ประมาณ ๕ นาที)
ตัวละคร
๑.   พระพุทธเจ้าหลวง อาจใช้ภาพ หรือคนแสดงที่เหมาะสม แต่งกายแบบสามัญชน
๒.   กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๓.   พระยาวิเชียรปราการ
๔.   พระยาสุจริตรักษา
๕.   นายคนัง เงาะป่า
๖.   ชาวบ้าน
๗.   ขบวนกองยาว
๘.   ชุดรำถวายหน้าพระที่นั่ง


องก์ที่ ๓ เสด็จทอดพระเนตรวัดวังพระธาตุ  (๕ นาที)
           (คำบรรยาย ทรงเสด็จทอดพระเนตร ไฟจับตามคำบรรยาย)
          พระธาตุนั้มีฐานแท่นซ้อนสามชั้น  แล้วถึงชั้นคูหาบนเป็นรูปกลม ซึ่งกรมหลวงนริศ เรียกว่าทะนาน ถัดขึ้นไปถึงถึงบัลลังก์ ปล้อง”ฉน ๗ปล้องปลีแล้วปักฉัตร  องค์พระเจดีย์พังมาเสียซีกหนึ่ง มีรากระเบียงรอบวิหาร สี่ทิศ วิหารใหญ่ที่บูชาอยู่ทิศใต้  พระอุโบสถที่มีสีมาเป็นสำคัญ อยู่ที่ทิศตะวันออก เยื้องไม่ตรงกลาง เขาปลูกโรงหลังคามุงกระเบื้องในที่ใกล้พระเจดีย์ด้านตะวันออก มีพระพุทธรูปทั้งนั่งและยืนหลายองค์  พระพุทธรูปหน้าตาดีแปลกกว่าที่เคยเห็น เป็นช่างได้ทำและถ่ายรูปที่เหล่านี้ไว้ เวลานี้มีพระที่มาจากเมืองนนท์ เป็นรู้จักมาแต่ก่อน ขึ้นมาจำพรรษาที่นี่ คิดจะปฎิสังขรณ์ ปลูกกุฎิอยู่เยื้องหน้าพระธาตุห่างจากศาลาบุงกระเบื้อง เดิมซึ่งอยู่ข้างลำน้ำใต้ลงไป  ล้วนน่าชื่นชม
ตัวละคร
๑.   พระพุทธเจ้าหลวง อาจใช้ภาพ หรือคนแสดงที่เหมาะสม แต่งกายแบบสามัญชน
๒.   กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๓.   พระยาวิเชียรปราการ
๔.   พระยาสุจริตรักษา
๕.   นายคนัง เงาะป่า
๖.   กำนันสอน
๗.    ภรรยา แม่บ้านแม่บุญนาค
๘.   ทิดแดง
๙.   อำแดงเอี่ยม
๑๐ อำแดงอิ่ม
๑๐ ประชาชน ร่วมตามเสด็จ ราว ๓๐ คน
     ๑๑.พระภิกษุ เจ้าอาวาสวัดวังพระธาตุ
องก์ที่ ๔ นำเสด็จสู่เมืองโบราณ นครไตรตรึงษ์ ( ๒๐นาที)
บรรยาย เข้าไปยังเมืองไตรตรึงษ์  คูนั้นใหญ่ กว้างราว ๑๕ วา ลึกลงเสมอพื้นหาดแต่น้ำแห้ง ยื่นไปถึงเชิงเทิน เห็นเป็นเมืองใหญ่โตอยู่  พื้นแผ่นดินเป็นแลงทั่วทั้งนั้น พบเจดีย์เจ็ดยอด เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ เหมือนวัดวังพระธาตุ เล่ากันว่า พระเจ้าแผ่นดินลงมาจากเชียงราย มาตั้งเมืองไตรตรึงษ์แห่งนี้.......ความว่า.....(เป็นการแสดง)
 ราวพุทธศักราช ๑๕๔๐ พระเจ้าชัยศิริ โอรสพระเจ้าพรหม ได้ราขาภิเษก เสวยราชย์ในเมืองไชยปราการ แขวงเมืองเชียงราย ต่อจากราชบิดา  ครองได้เจ็ดพรรษาถูกกองทัพพม่าจากเมืองสุธรรมวดีเข้ามายึดเมืองไชยปราการ พระเจ้าชัยศิริทรงรักสงบ เกรงไพร่พลล้มตายจึงคิดมาสร้างเมืองใหม่
ปีพุทธศักราช ๑๕๔๗ ปีมะเส็ง วันพฤหัสบดี เดือนแปดแรมหนึ่งค่ำ พระเจ้าชัยศิริ ทรงพาประชาชนของพระองค์อพยพออกจากเมืองไชยปราการ มาทางดอยด้วน แล้วตัดไปทางทิศตะวันออก ข้ามแม่น้ำยมในท้องที่อำเภอปงจังหวัดพะเยาล่องลงใต้เข้าเขตจังหวัดแพร่ ผ่านอำเภอสอง อำเภอร้องกวาง อำเภอสูงเม่นตัดไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ได้ผ่านดอยผาหมื่น และผาแสนเข้าเขตสุโขทัย และเดินทางเข้ามาทางลำน้ำปิง สถาปนาเมืองไตรตรึงษ์ขึ้น ณ แผ่นดินแห่งนี้
พระเจ้าชัยศิริ * (ท่ามกลางท้องพระโรง มีผู้เข้าเฝ้าหลายคน) เมื่อเราถูกบุกรุก เรามีกำลังน้อยไม่สามารถต้านทานได้ ข้าเห็นว่า เราจะอพยพผู้คนลงใต้ ไปตั้งเมืองแถบลุ่มน้ำปิง บริเวณที่พระราชบิดาเสด็จไปปราบขอมเมื่อกาลก่อน ใครเห็นเป็นประการใด
มเหสี*  หม่อมฉันเห็นด้วย ที่เราจะอพยพผู้คนจาก เมืองไชยปราการไปทางลุ่มน้ำปิง เพราะที่นั้น เสด็จพ่อพระเจ้าพรหม เคยเล่าให้ฟังว่า ดินแดนลุ่มน้ำปิงอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการสร้างบ้านแปงเมืองยิ่งนัก ท่านอำมาตย์ผู้ใหญ่ และท่านแม่ทัพ ท่านมีความเห็นเช่นใด
อำมาตย์* เห็นสมควรตามที่ พระเจ้าอยู่หัวและพระมเหสี ทรงคิดกาลไกล แม้หนทางจะลำบาก ถ้าเราไปสร้างเมืองใหม่ ก็จะเป็นประโยชน์ ต่อผู้คนของเรา
แม่ทัพ  *ข้าพระพุทธเจ้า มีความเห็นเช่นเดียวกับท่านอำมาตย์ พระพุทธเจ้าข้า
พระเจ้าชัยศิริ* ท่านอำมาตย์และท่านแม่ทัพ ท่านได้ไปป่าวประกาศให้กับประชาขนว่า วันพรุ่ง เราจะทิ้งเมืองไชยปราการ เดินทางไปทางทิศใต้ ตามรอยพระจ้าพรหมพระราชบิดาแห่งเรา บริเวณท้ายน้ำแม่ระมิง ใครจะไปให้ตามมา ใครประสงค์จะไปอยู่เมืองอื่น ก็สามารถไปได้ เราจะไปตายเอาดาบหน้า
 วันรุ่งขึ้น พระเจ้าชัยศิริและไพร่พล เดินทางรอนแรม มาหนึ่งเดือนเศษ ก็มาถึงบริเวณแห่งนี้ และประกาศตั้งเมืองไตรตรึงษ์ขึ้น ณที่นี้
พระเจ้าชัยศิริ* แผ่นดินนี้อุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก มีแม่น้ำปิงไหลผ่านและเป็นปราการสำคัญ  ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์  แผ่นดินน่าอยู่ งดงามยิ่งนัก ราวเมืองสวรรค์ ของอินทรา เราขอขนานนามเมืองใหม่นี้ว่า เมืองไตรตรึงษ์
(ชมระบำไตรตรึงษ์ ๕นาที)
ตัวละคร
๑.   พระเจ้าชัยศิริ
๒.   มเหสี
๓.   อำมาตย์
๔.   แม่ทำ
๕.   ประชาชนชุดเดิม
องก์ที่ ๕  ส่งเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง สู่เมืองกำแพงเพชร (๕นาที) เปิดเพลง ปิยราชาบารมี ประกอบเบาๆ ปะกอบคำบรรยาย
พระพุทธเจ้าหลวง มีดำรัส แก่ประชาชนชาวไตรตรึงษ์ ท่ามกลางประชาชนที่มาส่งเสด็จ  ว่า
“เมืองไตรตรึงษ์ เป็นเมืองใหญ่มาแต่อดีต สร้างได้อย่างทันสมัย ประชาชนมีจำนวนมาก ประชาชนฉลาดหลักแหลม มีน้ำใจ มีความจงรักภักดี ขอให้ดูแลบ้านเมืองของท่านไว้ให้ดี รักษาวัฒนธรรมประเพณี ไว้ให้มั่นคง สืบชั่วลูกหลาน วันที่ ๒๒ สิงหาคม ของทุกปีจะกลายเป็นวันประวัติศาสตร์ของชาวนครไตรตรึงษ์ตลอดไป  ขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญ เราจะออกเดินทางเข้าเมืองกำแพงเพชร ในค่ำวันนี้ มีโอกาสเราจะมาเยี่ยมชาววังพระธาตุ นครไตรตรึงษ์อีกครั้ง เราประทับใจในการต้อนรับของทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง (ทรงโบกพระหัตถ์“  ประชาชนก้มกราบ)
เรือพระที่นั่งหางแมงป่อง ค่อยๆเคลื่อนไปจากท่าน้ำวัดวังพระธาตุ สายพระเนตรของพระพุทธเจ้าหลวง มองราษฎร์ของพระองค์ด้วยความเมตตา
ประชาชนทุกคนน้ำตาคลอเบ้า ไม่คิดเลยว่า วันหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดิน ที่รักยิ่งของประชาชนพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช พระพุทธเจ้าหลวงของปวงชน ทรงไม่หวาดกลัวไข้ป่าและโรคระบาด ที่ชุมมากในเมืองไตรตรึงษ์ พระบารมีนี้จะปกเกล้า เหล่าชาวนครไตรตรึงษ์ ไปตลอดกาลสมัย ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ...........
(ตัวละครทุกตัว เข้าอยูในฉากนี้)
(เปิดเพลง ปิยราชาบารมี ในแกฟินาเร)


 5 
 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2020, 04:48:37 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
แด่แม่เสนอ  สิทธิ มารดาแห่งเพลงพื้นบ้านนครไตรตรึงษ์
แสงเจิดจ้า จับฟ้า  มหาศาล       แสงตระการ ส่องสว่าง ในกลางหน
แสงแห่งรัก แสงปราณี ให้ทุกคน     คือแสงแห่ง ปวงชน  คนไตรตรึงษ์
คือไทรใหญ่ นกกา   ได้อาศัย      คือดวงใจ  ของพวกเรา ที่เข้าถึง
คือแม่เสนอ สิทธิ ที่คนึง        แม่พระซึ่ง จากไป    ใจอาดูร
ใจงดงาม ตามใจ ใครมาหา      ใจเจิดจ้า กับทุกคน มาหายสูญ
ใจแสนงาม ตามใจ ทวีคูณ       ใจเกื้อกูล ต่อทุกคน จนวันตาย
ตุณแม่ครับ คุณยายขา คุณป้าจ๊ะ      คุณแม่จะ ให้คำตอบ  ไม่ห่างหาย
ท่านรู้จริง  ท่านรู้รัก ไม่พักกาย       คือคุณยาย    เสนอ  ยังเพ้อครวญ
พ่อคนนั้น แม่คนนี้ วจีเพราะ         แสนเสนาะ จับใจ  อาลัยหวน
เพลงระบำ ก.ไก่ ใจรัญจวน         เพลงยังครวญ ก้องดัง กลางดวงใจ
เพลงคล้องช้าง รำโทน ที่โอนอ่อน       เพลงแห่นาค บวร   เสียงสดใส
เพลงเห่กล่อม ลูกน้อย แม่กลอยฤทัย     ทุกเพลงเพราะจับใจเมื่อ่ได้ฟัง
เพลงเรียกขวัญ เพลงกลางบ้าน สราญจิต     คือชีวิต แม่เสนอ  ท่านสอนสั่ง
เล่าสนุก ท้าวแสนปม นิยมดัง           นิทานยัง   กึกก้อง  กลางหัวใจ
ไม่มีแล้ว แม่เสนอ ที่เพ้อหา           ไม่มีแล้วศรัทธา อันยิ่งใหญ่
ไม่มีแล้ว สายตา ละลายใจ             ไม่มีแล้ว ใครใคร ที่อาทร
แสงสว่าง แห่งกำแพง แสงแห่งรัก          เคยประจักษ์ ดับลง อนุสรณ์
ลูกจะรัก จะหลงใหล ในกาพย์กลอน        แม่สั่งสอน จากใจ  ให้ความดี
จะสืบทอด  เพลงพื้นบ้าน ที่แม่สอน           รักสุนทร อ่อนหวาน ทุกวิถี
ลูกสัญญา จะตามแม่ ในชีวี               เป็นคนดี เหมือนกับแม่ ไม่แชเชือน
ขอแม่สู่ สรวงสวรรค์ ในชั้นเทพ            มีสุขเสพ ภูมิปัญญา ไตรตรึงษ์เหมือน
มีนิทาน ท้าวแสนปม เป็นบ้านเรือน          แม่เสนอ ยังติดเตือน ในกลางใจ

 ด้วยหัวใจศรัทธา ในแม่เสนอ สิทธิ   ศิลปินเอกแห่งบ้านวังพระธาตุ นครไตรตึงษ์
อ.สันติ อภัยราช  ลูกศิษย์ผู้ที่แม่ให้ความเมตตาทุกครั้งตลอดมา ขอผู้เดินตามรอยเท้าแม่เสนอ  สิทธิ  ทุกย่างก้าวตลอดไป


 6 
 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2020, 05:04:49 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
แด่พ่ออุดม สาพาที
ร่มโพธิ์ใหญ่ ให้ร่มเงา เราพิงพัก     ร่มไทรใหญ ได้ประจักษ์  ทุกแห่งหน
ร่มแห่งรัก ร่มเย็น เพื่อทุกคน           ร่มหักพ้นพรากไป ใจอาดูร
พ่อเป็นหลัก ปักจิต ชีวิตลูก        พ่อฝังปลูก ดีงาม ไม่เสื่อมสูญ
พ่ออุดม  คือหลักชัย ทวีคูณ         พ่อคือศูนย์รวมรัก รวมภักดี
เคยใกล้ชิด สนิทรัก จักโหยหา         เคยเป็นตา เป็นใจ เป็นวิถี
เคยอยู่ใกล้ ดูแล ทุกชีวี              เคยพาที พูดจา  มาจากไป
พ่อรักลูก รักทุกคน รักเพื่อนพ้อง          พ่อจับจ้อง ดูแล อย่างผ่องใส
พ่อไม่มี ลูกจะอยู่ กันอย่างไร           พ่อจากไป ใจดับลับโลกแล้ว
ต่อแต่ใครเล่า เฝ้าห่วงหา           ต่อแต่นี้ ชีวา ไม่ผ่องแผ้ว
ต่อแต่นี้  ตาบอด ไม่คลาดแคล้ว        ต่อแต่นี้ พ่อจากแล้ว ลูกอับจน
คำสอนพ่อ  ยังต่อติด ชีวิตลูก           วิถีถูก ทางผิดไม่สับสน
จะเดินตามคำสอน พ่อทุกคน           ลูกจะยล วงศ์เรา อย่างเข้าใจ
ขอพ่อหลับ ให้สนิท อย่าคิดห่วง          ลูกเศร้าทรวง แต่จะหัก ให้สดใส
ขอพ่อสู่ สรวงสวรรค์  ในชั้นไกล         สูงสุดใน วิถีชน คนสามัญ
ลูกยืนหยัด อยู่ได้ ไม่ต้องห่วง             เรื่องทั้งปวง  จะแก้ไข ไม่อาสัญ
แม้เกิดใหม่ เป็นลูกพ่อ นิจนิรันดร์         สู่สวรรค์  สบายจิต สนิทเทอญ
สันติ  อภัยราช





 7 
 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2020, 03:02:55 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
นายประสิทธิ์ วัฒนศิริ อาจเรียกท่านว่า กำนันนักบุญตำบลคณฑี ท่านดำรงตำแหน่งกำนันที่ตำบลคณฑีมาเกือบ ๒๐ปี กำนันตำบลคณฑี อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร (๒๔๗๐ ถึง ๒๔๘๙)
นายประสิทธิ์ วัฒนศิริ เกิดเมื่อวันที่ ๒๑กรกฎาคม ๒๔๔๗ ในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ปากคลองลุน (บ้านโคนใต้) ซึ่งปัจจุบัน อยู่ในเขตหมู่ที่ ๑ ตำบลคณฑี อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร บิดาชื่อนายพวง แซ่ลิ้ม มารดาชื่อ นางปุย ได้เรียนหนังสือจนอ่านออก เขียนได้ ทั้งภาษาไทยและภาษาขอม จากสำนักเรียนวัดปราสาท บ้านโคนใต้ จากนั้นในปี ๒๔๖๑ ได้เรียนจบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จากโรงเรียนประชาบาล อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชรหลังจากนั้นท่านได้ย้ายตามบิดาไปอยู่ตำบลหูกวาง อ.บรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ในทางธรรมท่านสอบได้นักะรรมตรี หลังจากนั้นท่านได้อพยพกลับมาที่ตำบลคณฑีอีกคร้งมาบุกเบิบ้านโคนจนสำเร็จดังใจหมาย
นายประสิทธิ์ วัฒนศิริ สมรสกับกลำภัก โพธิ์แย้ม ในปี ๒๔๗๑ มีธิดา 1 คน คือ น.ส.ทองรวม และบุตร 1 คน คือ ด.ช.บุญเลิศ ซึ่งต่อมาทั้งสองได้ถึงแก่กรรม จากนั้นได้สมรสอีกครั้งหนึ่งกับนางสุมาลี เฉยไว ในปี 2489 โดยได้รับความเห็นชอบจากนางกลำภัก นายประสิทธิ์ มีบุตรกับนางสุมาลีทั้งสิ้น ๕ คน ได้แก่
๑ นายแพทย์ดำรงศิริ วัฒนศิร ๒. นายเลิศศิริ วัฒนศิริ ๓. นายสุวัฒน์ วัฒนศิริ ๔. นายชำนาญ วัฒนศิริ ๕. นายพิชัย วัฒนศิริ
นายประสิทธิ์ วัฒนศิริ เป็นคนเก่ง อ่านออก เขียนได้ มีความขยัน มีความเป็นผู้นำ จนได้รับคัดเลือกให้เป็นกำนันตำบลคณฑี (ตั้งแต่ปี ๒๔๗๐ ถึง ๒๔๘๙รวม ๑๙ ปี) และได้รับคัดเลือกให้เป็นกำนันดีเด่นของจังหวัดกำแพงเพชร ท่านได้มุ่งมั่นพัฒนาชุมชนให้เจริญก้าวหน้าอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลคนขยันของจังหวัดกำแพงเพชรในปี ๒๔๗๙ และพ่อตัวอย่างของจังหวัดกำแพงเพชร ในปี ๒๕๒๕
กำนันประสิทธิ์ วัฒนศิริ ได้มุ่งมั่นพัฒนาการศึกษา ควบคู่ไปกับการพัฒนา ได้บริจาคที่ดินให้สร้างโรงเรียนประถมศึกษาแห่งแรกในชุมชน ปัจจุบันคือโรงเรียนชุมชนบ้านคณฑี (ประสิทธิ์ อุปภัมภ์) และในปี ได้มอบที่ดินเพื่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก "ศูนย์พัฒนาเด็กวันมหาราช" ซึ่งปัจจุบันคือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลคณฑี และ ได้บริจาคที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียนคณฑีพิทยาคม ซึ่งเปิดสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ปัจจุบันเปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น-ปลาย) จึงกล่าวได้ว่า กำนันประสิทธิ์ วัฒนศิริ บริจาคที่ดินให้กับชุมชนเพื่อให้การศึกษาแก่เยาวชนตั้งแต่เด็กเล็ก จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นอกจากนี้ ท่านและบิดาได้ถวายที่ดินแก่สงฆ์ เพื่อสร้างวัด ดังมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้
๑. พ.ศ. ๒๔๘๐ มอบที่ดินตั้งโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนชุมชนบ้านคณฑี(ประสิทธิ์ อุปถัมภ์) เนื้อที่ ๓ ไร่ ๓ งาน ๖๐ ตารางวา
๒. พ.ศ.๒๔๘๓ จัดหาที่ดินเพื่อสร้างวัดคณฑีศรีวชิราราม เนื้อที่ ๕ไร่เศษ
๓. พ.ศ.๒๔๘๘ มอบที่นาส่วนตัว เป็นสมบัติของวัด เนื้อที่ ๑๐๐ ไร่เศษ
๔. พ.ศ. ๒๔๙๓ มอบที่ดินเพื่อจัดตั้งสถานีอนามัย เนื้อที่ ๔ไร่๒ งาน
๕. พ.ศ. ๒๕๑๕ มอบที่ดินเพิ่มให้โรงเรียนชุมชนบ้านคณฑี(ประสิทธิ์ อุปถัมภ์) เนื้อที่ ๙ ไร ๒ งาน ๕๐ ตารางวา
๖. พ.ศ.๒๕๑๘ มอบที่ดินสร้างสูนย์เด็กวันมหาราช เนื้อที่ ๓งาน
๗. พ.ศ.๒๕๒๑ มอบที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียนมัธยม คณฑีพิทยาคม เนื้อที่ ๓ตไร่ ๒งาน
๘. พ.ศ. ๒๕๒๗ มอบเงินเพื่อจัดตั้งมูลนิธิประสิทธิ์ วัฒนศิริ จำนวน ๑๑๒,๐๐๐ บาท
๙. พ.ศ. ๒๕๓๔ มอบที่ดินให้โรงเรียนประถมศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านคณฑี(ประสิทธิ์ อุปถัมภ์) เพิ้มอีก ๑”ร่ ๓ งาน
กำนันประสิทธิ์ วัฒนศิริ ประพฤติคุณธรรมมาตลอดชีวิต ที่บ้านโคน ไม่มีใครเลยที่ไม่รักและเคารพท่าน ในที่สุดเมื่อชราภาพ ท่านจากไป เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ รวมอายุได้ ๘๖ ปี ท่านผ่านชีวิต นักสู้ นักบุกเบิก นักปกครอง เป็นพ่อที่วิเศษของลูกๆ สมควรที่ได้รับการบันทึกไว้ให้เป็นแบบอย่าง ในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบ้านโคน คณฑี กำแพงเพชร ด้วยความคารวะ
สันติ อภัยราช ผู้บันทึก (๒๓ มิย. ๖๓)
ในภาพอาจจะมี 4 คน, ผู้คนกำลังนั่ง
17คุณ, Viviana Supphadit, เลอพงศ์ กัณหา และคนอื่นๆ อีก 14 คน
แชร์ 1 ครั้ง
ถูกใจ
แสดงความคิดเห็น
แชร์
ความคิดเห็น
สันติ อภัยราช
เขียนความคิดเห็น...

 8 
 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2020, 01:16:14 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
บ้านโคนเหนือ
จากตำนาน “ ชินกาลมาลีปกรณ์ บันทึกไว้ว่า
ได้ยินว่า ที่ตำบลบ้านโค ยังมีชายคนหนึ่งรูปงาม มีกำลังมากท่องเที่ยวอยู่ในป่า มีนางเทพธิดาองค์หนึ่ง เห็นชายคนนั้นแล้วใคร่จะร่วมสังวาสด้วย จึงแสดงมายาหญิง ชายคนนั้นก็ร่วมสังวาสกับนางเทพธิดาองค์นั้น เนื่องจากการร่วมสังวาสของเขาทั้งสองนั้นจึงเกิดบุตรชายคนหนึ่งและบุตรชายคนนั้นมีกำลังมาก รูปงาม เพราะฉะนั้นชาวบ้านทั้งปวงจึงพร้อมใจกันทำราชาภิเษกบุตรชายคนนั้น บุตรชายซึ่งครองราชสมบัติในเมืองสุโขทัยนั้น ปรากฎพระนามในครั้งนั้นว่า โรจราชภายหลังปรากฏพระนามว่า พระเจ้าล่วง...”
ศาสตราจารย์ ร.ต.ท. แสงมนวิฑูร ผู้แปลหนังสือ ชินกาลมาลีปกรณ์เรื่องนี้ให้คำอธิบายว่าพระเจ้าโรจราชสมัย พ.ศ. ๑๘๐๐ นั้น คือ พ่อขุนบางกลางหาว ปฐมกษัตริย์ราชวงพระร่วง ในศิลาจารึกเรียกว่า ศรีอินทราทิตย์ บ้านโค นั้นอาจเป็นบ้านโคน หรือเมืองบางคนทีในเขตจังหวัดกำแพงเพชร พระเจ้าล่วงก็คือ พระร่วง
จากจารึกหลักที่๑ พ่อขุนรามคำแหง กล่าวถึงเมืองคณฑี บ้านโคน ว่า
เบื้อ(อ)งหัว นอน รอดคณฑี พระบาง แพรก สุพรรณภู-มิ ราชบุรี เพชรบุรี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเล สมุทรเป็นที่แล้ว เบื้องตะวันตก รอดเมือ-งฉอด เมือง…น หงสาวดี สมุทรหาเป็-นแดน o เบื้องตีนนอน รอดเมืองแพร่ เมื-องม่าน เมืองน…เมืองพลัว พ้นฝั่งของ เมืองชวา เป็นที่แล้ว o ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองนั้น ชอบด้วยธรรมทุกคน”(ด้านที่๔ บรรทัดที่ ๑๖-๒๗)
แสดงว่าบ้านโคน คณฑี เป็นเมืองเก่าแก่ มาก่อนสมัยสุโขทัย เป็นเมืองใหญ่ ทำให้ปรากฎนามเมืองในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ซึ่งจารึกในปี พศ. ๑๘๓๕ เป็นหลักฐานสำคัญที่กล่าวถึงเมืองคณฑีครั้งแรก
ในสมัยพระญาลิไทยกษัตริย์องค์ที่ ๖ แห่งราชวงค์พระร่วงขึ้นครองรางชย์ ก่อนปี ๑๙๐๐ เมืองคณฑี ได้ประกาศอิสรภาพจากสุโขทัย และจากหลักฐาน จารึกหลักที่ ๓ จารึกนครชุมที่บันทึกไว้ว่า เมืองคณฑี หาเป็นขุนหนึ่ง (หมายความว่า เมืองคณฑี ไม่ขั้นกับเมืองสุโขทัยเหมือนแต่ก่อน) แสดงถึงความเข้มแข็งของเมืองคณฑีที่ประกาศอิสรภาพต่สุโขทัย
เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสต้นกำแพงเพชรเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๔๔๙ ทรงเสด็จผ่านบ้านโคน เมืองคณฑี มิได้ขึ้น เพียงแต่ผ่าน บันทึกเรื่องเสาหงส์วัดปราสาทไว้เท่านั้น ความว่า

เมื่อรัชกาลที่ ๕ประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ เสด็จผ่านวัดปราสาททรงบันทึกว่า "วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๔๔๙ ออกเวลา ๒โมงเช้า ๔โมงขึ้นเรือเหลืองจนถึงบ้านโคน ซึ่งเดากันว่าเป็นเมืองเทพนคร แต่ไม่มีหลักฐานอันใด บ้านเรือนดี มีวัดใหญ่ เสาหงส์มากเกินปกติ…"
…………
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรม โอรสาธิราช มหาวชิราวุธ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จมาเมืองกำแพงเพชรครั้งที่ 2 เมื่อปี 2450 ทรงกล่าวถึงชุมชนบ้านโคนว่า
ี " คงเป็นเมืองมาแต่โบราณ แต่หาคูหรือเชิงเทินและกำแพงไม่ได้ วัดเก่าที่อยู่ในบริเวณนี้คือวัดกาทึ้ง มีสิ่งก่อสร้างสำคัญ อุโบสถก่อด้วยอิฐแผ่นใหญ่ ถัดจากอุโบสถไปทางทิศตะวันออก เป็น วิหารที่มีขนาดใหญ่กว่า ก่อด้วยอิฐแผ่นใหญ่เช่นเดียวกันพระประธานภายในวิหารมีพระพุทธรูปเป็นพระพุทธรูปหมวดเมืองกำแพงเพชร ตามโคกเนิน พบเศษภาชนะดินเผา แบบธรรมดาและแบบเผาไม่แกร่ง ไม่เคลือบ และเครื่องเคลือบแบบสุโขทัย ชุมชนโบราณบ้านโคนนี้ เชื่อกันว่าน่าจะเป็นเมืองคณฑี ตามที่กล่าวไว้ในจารึกหลักที่ 1 ว่าเมืองหัวนอน รอดคณฑี พระบางนอกจากนี้ยังมีตำนานเกี่ยวกับบรรพบุรุษของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์อีกด้วย "

จากการสำรวจครั้งสุดท้าย ปี 2549 ของอ.สันติ อภัยราช ประธานสภาวัมนะรรมจังหวัด สมัยนั้น บันทึกไว้ว่า "เมืองคณฑี ที่มีที่ตั้งบริเวณวัดกาทึ้ง น่าใช้ลำคลองกาทึ้งเป็นคูเมืองป้องกัน อาจใช้ไม้เป็นระเนียด แทนแนวกำแพงเมือง หรือมีแนวกำแพงเมืองแต่ร้างไปนาน จึงทำให้ กำแพงเมืองซึ่งเป็นกำแพงดิน สลายตัวไปตามสภาพ สภาพวัดกาทึ้งอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ ถูกบุกรุกที่ ไม่เห็นความสำคัญ ที่เป็นโบราณสถานที่มีอายุนานนับพันปี น่าเสียดายยิ่ง…
ี นอกจากวัดกาทึ้ง แล้ว ยังมีวัดปราสาท ที่เก่าแก่ใกล้เคียงกัน น่าจะมีอายุราวสมัยทวารวดี จากการวิเคราะห์ สภาพโบราณสถาน โบราณวัตถุ พบซากโบราณสถานโบราณวัตถุจำนวนมาก ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตั้งแต่พ.ศ. 2450 มีเจดีย์ทรงปราสาทที่เรียก กันว่าวัดปราสาท ทำให้วัดนี้น่าสนใจยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พิพิธภัณฑ์วัดปราสาท ที่งดงาม ละมีโบราณวัตถุที่ยิ่งใหญ่มากโดยเฉพาะพระปางลีลา ที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา"

ผู้บุกเบิกบ้านโคนในยุคปัจจุบัน
บ้านโคนร้างมานานกว่า ห้าร้อยปี เมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ู้บุกเบิกรุ่นแรกๆ คือ นายพวง และนางปุย ได้เมาบุกเบิกบริเวณป่าบ้านโคน จนให้
กำเนิดผู้นำคนสำคัญของบ้านคณฑี ตือ กำนันประสิทธิ์ วัฒนศิริ

กำนันประสิทธิ วัฒนศิริ
ในระยะแรก ท่านได้พาญาติพี่น้องอพยพไปตั้งบ้านเรือนบริเวณไร่นาของบิดา ( บ้านโคนเหนือ ) ในตอนแรกที่อพยพไปมีครอบครัวตั้งอยู่ก่อนแล้วประมาณ 5 ครอบครัว พอกำนันประสิทธิ์ วัฒนศิริ และญาติพี่น้องพร้อมกับคนงานเข้าไปสมทบก็ประมาณราวๆ 20 ครัวเรือน กำนันประสิทธิ์ วัฒนศิริ เป็นคนที่มีที่ดินมากหลายร้อยไร่ ก็ชวนชาวบ้านในแถบอื่นๆ เข้ามาตั้งบ้านเรือนสมทบ โดยได้แบ่งที่ดินขายให้ราคาถูกเพื่อจะได้มีเพื่อนบ้านเพราะในสมัยนั้นมีโจรผู้ร้ายชุกชุม มีการปล้นสะดมบ่อยครั้ง จะได้มีเพื่อนบ้านไว้คอยต่อสู้กับพวกผู้ร้าย ต่อมาในบริเวณที่กำนันประสิทธิ์ วัฒนศิริ ไปตั้งถิ่นฐานชาวบ้านเรียกว่า “ บ้านโคนเหนือ กำนันประสิทธิ์ท่านได้เป็นกำนันคนแรกและคนสำคัญสำคัญของบ้านโคนมาเกือบ ๒๐ ปี ท่านมีส่วนสำคัญในการทำให้บ้านโคนเจริญรุ่งเรือง ขึ้นอย่างรวดเร็ว
ต่อมาเมื่อความเจริญมากขึ้นประชากรมากขึ้น บ้านโคน จึงเมีการปลี่ยนแปลงโดยแยกบ้านโคนเป็น ๒ หมู่บ้าน คือบ้านโคนใต้และบ้านโคนเหนือ
บ้านโคนใต้ คือหมู่ที่ ๒ ตำบลคณฑี อำเภอเมือง จังหงหวัดกำแพงเพชรมีอาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับบ้านโพธิ์อำนวย
ทิศใต้ ติดต่อกับบ้านท่าเสลี่ยง
ทิศตะวันออก ติดกับบ้านโพธิ์พัฒนา
ทิศตะวันตก ติดกับลำน้ำปิง
สภาพทั่วไปของหมู่บ้าน ห่างจากตัวเมืองกำแพงเพชร ไปทางทิศใต้ตามเส้นทางกำแพงเพชรท่ามะเขือ ประมาณ ๒๒ กิโลเมตรมีทั้งบ้านเรือนที่ตั้งริมน้ำและอยู่ในแนวถนน ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม
บ้านโคนเหนือ คือหมูที่ ๙ตำบลเทพนครอำเภอเมืองจังหวัดกำแพงเพชรแยกตัวมาจากบ้านโคนใต้ แต่กลับมาขึ้นกับตำบลเทพนครโดยมีอาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร
ทิศใต้ ติดต่อกับแม่น้ำปิง
ทิศตะวันออก ติดกับบ้านเกาะสง่า
ทิศตะวันตก ติดกับบ้านท่าตะคร้อ
ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเหมือนบ้านโตนใต้ มีการพัฒนามาตลอดนอกจากการทำไร่ ทำนาแล้ว ที่บ้านโคนมีป่าไม้มากมากมาย อาชีพค้าไม้ จึงเป็นอาชีพสำคัญ ในอดีต

 9 
 เมื่อ: เมษายน 28, 2020, 11:07:18 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach


               เดิมเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๖๐ เป็นท้องที่ตำบลระหานขึ้นการปกครองกับ  อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร ประกอบด้วย ๕ หมู่บ้านคือบ้านโพธิ์เอน บ้านระหาน บ้านหนองบัว  บ้านคอปล้อง และบ้านสามขา ราษฎรประกอบอาชีพทำนาและหาของป่า เช่นทำน้ำมันยาง ต่อมาประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๐ มีราษฎรจากอำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ประมาณ ๓๐ ครอบครัวได้อพยพมาอาศัยอยู่บ้านชายเคือง และปี พ.ศ.๒๔๗๕ มีราษฎรจากจังหวัดนครปฐม อพยพมาอยู่ที่บ้านทุ่งสนุ่นอีกกลุ่มหนึ่งปีพ.ศ.๒๔๗๕ได้มีการแยกการปกครองจากอำเภอคลองขลุงยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอแสนตอ(อำเภอขาณุวรลักษบุรีในปัจจุบันทำให้ตำบลระหานเปลี่ยนมาขึ้นการปกครอง กับอำเภอขาณุวรลักษบุรี ประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๕ มีราษฎรจากอำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์อพยพ มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านโนนพลวงอีกกลุ่มหนึ่ง ราษฎรเหล่านี้ได้บุกเบิกถางพงเข้าจับจองที่ดินประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ ต้องต่อสู้กับสัตว์ร้าย โรคภัยไข้เจ็บ และโจรผู้ร้าย ด้วยความทรหดอดทน แม้จะต้องประสบกับภยันตรายต่างๆ แต่ราษฎรดังกล่าวต่างก็ร่วมกันพัฒนาบ้านเมืองให้มีความเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ ด้วยเหตุที่พื้นที่มีบริเวณกว้างขวางอาศัยการเข้าจับจองบุกร้างถางพง ทำให้ราษฎรจาก ภาคอีสานเช่น จังหวัดร้อยเอ็ด มหาสารคาม สุรินทร์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น และ ภาคกลาง เช่น สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครปฐม และจังหวัดข้างเคียง เช่น พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี เข้ามาจับจองที่ดินและจัดตั้งขึ้นเป็นหมู่บ้าน ทำให้ตำบลระหานมีหมู่บ้านถึง ๒๑ หมู่บ้าน จึงได้แยกการปกครองออกเป็นอีกตำบลหนึ่งคือตำบลวังชะโอน เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๕ ต่อมาได้มีการแยกตำบลวังชะโอน ซึ่งขณะนั้นมี ๑๙ หมู่บ้าน เป็นตำบลบึงสามัคคี เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๘ ด้วยความสามัคคีของราษฎร ผสมผสาน ความสามารถและภูมิปัญญาของผู้นำและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจึงได้รวมตำบลระหานวังชะโอน และบึงสามัคคี ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอบึงสามัคคี ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๗ โดยใช้ชื่อว่า "กิ่งอำเภอบึงสามัคคี" เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยแยกการปกครองจากอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร แล้วต่อมาแยกตำบลระหานออกเป็นตำบลเทพนิมิตและต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะขึ้นเป็น อำเภอบึงสามัคคี  ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐ โดยมีผลบังคับในวันที่ ๘ กันยายน ปีเดียวกัน ดังนั้น อำเภอบึงสามัคคีจึงมี ๔ ตำบลคือ ตำบลวังชะโอน ตำบลระหาน ตำบลบึงสามัคคี และตำบลเทพนิมิต

ที่ตั้งและอาณาเขต
               อำเภอบึงสามัคคี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังนี้
                              ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอทรายทองวัฒนา และ อำเภอไทรงาม
                              ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอสามง่าม อำเภอโพธิ์ประทับช้าง และอำเภอบึงนาราง (จังหวัดพิจิตร)
                              ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอบรรพตพิสัย (จังหวัดนครสวรรค์) และ อำเภอขาณุวรลักษบุรี
                              ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอคลองขลุง และ อำเภอทรายทองวัฒนา

ดินดำ น้ำดี
               อำเภอบึงสามัคคี มีแหล่งน้ำ และดินที่อุดมสมบูรณ์มาก จะปลูกพืชพันธุ์ชนิดใดก็ได้ผลอย่างดีเยี่ยมมีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่อาศัยทำการเกษตรจำนวนมาก ก่อนออกเดินทางไปสำรวจบันทึกสารคดีโทรทัศน์ ได้พบ นางสาวรัศมี ศรีภิบาล ผอ.กศน.อำเภอบึงสามัคคี และนายสมควร พันผา ครูอาสา กศน.อำเภอบึงสามัคคี ท่านนำไปสวนเกษตรที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพเกษตร ที่ สวนเพียงรดา ที่ยืนยันว่า อำเภอบึงสามัคคี ดินดำ น้ำดี อย่างแท้จริง ได้พบกับเจ้าของสวน นางสมปอง ตันเจริญ และบุตรชาย คือ นายภานุลักษณ์ ตันเจริญ และเด็กหญิงเพียงรดา ตันเจริญ ธิดาของนายภานุลักษณ์ ตันเจริญ ใช้ชื่อลูกสาวเป็นชื่อสวน สวนเพียงรดา อยู่ที่หมู่ที่ ๑ บ้านดงเย็น ตำบลระหาน ได้จัดสรรที่ดิน ปลูกส้ม มะม่วง มะละกอ นับร้อยไร่ โดยขุดคลองส่งน้ำถึงที่ทุกแปลง ทำเป็นร่องน้ำ นำเรือเข้าไปรดน้ำ ฉีดยา ฉีดปุ๋ย ได้อย่างลงตัว มีผลผลิต จำนวนมาก ทั้งขายผลผลิต และขายกิ่งตอน มีรายได้ปีละนับล้านบาท จึงยืนยันยันได้ว่า ดินดำ น้ำดี อย่างไม่ต้องสงสัย

สามัคคี ทั่วเขต
               อำเภอบึงสามัคคี จัดงาน บุญผะเหวด ได้ยิ่งใหญ่ มีประชาชนเข้าร่วมงานหลาย หมื่นคน โดยจัดที่ วัดทุ่งสนุ่นรัตนาราม นับตั้งแต่ พระมหาอภิชาติ กิตฺติวรญฺญู เป็นเจ้าอาวาส เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นมา ท่านได้พัฒนาวัดและพัฒนาคนไปพร้อมๆกัน ถึงพื้นที่แห่งนี้มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ และทัศนคติที่อาจจะเห็นต่างกันบ้าง แต่ท่านก็ได้ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านมาเป็นตัวสื่อกลางเชื่อมความหลากหลายทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ให้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยจะเห็นได้จากเวลาที่วัดทุ่งสนุ่นรัตนารามจัดงานประเพณีบุญต่างๆไม่ว่าจะเป็นประเพณีไทยหรือประเพณีอีสาน ต่างก็ได้รับความสนใจจากประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเพณีบุญผะเหวด ซึ่งทางวัดได้จัดเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ นั้น มีประชาชนเข้าร่วมงานหลายหมื่นคน จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นงานบุญผะเหวดแห่งเดียวของภาคเหนือตอนล่างที่มีประชาชนเข้าร่วมงานมากที่สุด และจัดยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้เลยทีเดียว ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีของชาวลุ่มแม่น้ำโขง (ลาวครั่ง ลาวเวียง ลาวอีสาน) ที่อพยพมาอยู่ที่นี่ให้คงอยู่ไม่สูญหายไปตามกาลเวลาและระยะห่างจากรากเหง้าบรรพบุรุษของตน จึงยืนยันได้ตามคำขวัญที่ กล่าวว่า สามัคคี ทั่วเขต

การเกษตร ก้าวหน้า
               ที่สวนเกษตรพอเพียงของ นายเฉลิม พีรี เดิมประกอบอาชีพทำไร่อ้อย และ ปลูกข้าวโพดฝักอ่อน เพื่อส่งโรงงานแต่ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนระบบการผลิต โดยแบ่งพื้นที่ทำการเกษตรของตนเอง มาปลูกส้มโอ ท่าน ได้ทำกิจกรรมพืชเชิงเดี่ยวพบว่า มีภาระหนี้สินอยู่ตลอดเวลา เพราะต้อง จัดซื้อปัจจัยการผลิต ได้แก่ ปุ๋ยเคมี และ ยาเคมีมาใช้ในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของตนเอง อีกทั้งไม่สามารถที่จะควบคุมการใช้จ่ายของครอบครัวได้ ท่านได้ทราบถึงแนวทางการปรับปรุงบำรุงดินในสภาพป่าที่เสื่อมโทรม พร้อมมีการอนุรักษ์ดินและน้ำ จึงเกิดจุดเปลี่ยนที่เกิดแรงจูงใจให้อยากปรับปรุงกิจกรรมของตนเอง ให้มาอนุรักษ์ดินและน้ำ ในขณะเดียวกัน ก็ได้น้อมนำเอา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๙ มาปรับวิธีคิด
นายเฉลิม พีรี ทำเองซึ่งต่อยอดจากการเข้าอบรมกับ กศน. รวมทั้งเลี้ยงไก่ เป็ด เลี้ยงหมูหลุม จากนั้นก็มีการผลิตน้ำส้มควันไม้และการผลิตน้ำหมักจากพืชสมุนไพรที่หาได้ในท้องถิ่น มาใช้ทดแทนการใช้สารเคมี นอกจากนั้นยังได้ปรับสวนส้ม เป็นการปลูกไม้ยืนต้นแบบผสมผสาน ร่มเย็น ให้เป็นธรรมชาติ
               นายเฉลิม เป็นบุคคลที่มีความรู้ ด้านการเกษตรอย่างแท้จริง พร้อมเป็นคนที่ปฏิบัติจริงเป็นคนที่เรียนรู้ อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังได้ปรับปรุงพื้นที่รอบๆที่อยู่อาศัย และปรับปรุงสวนส้มโอให้เป็นฐานการเรียนรู้หลายฐาน ปัจจุบันได้เปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นแบบอย่างในชุมชน และมีผู้สนใจมาขอศึกษา และ มาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่องในปีหนึ่งไม่น้อยกว่าพันคน
               นอกจากนั้นยังมีหน่วยงาน องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้มาประสานงานแห่งความร่วมมือ เพื่อพัฒนากิจกรรมของลุงเฉลิม เป็นศูนย์การเรียนรู้ตามแนว คือ การขยายพันธุ์พืชแบบควบแน่น ที่เปรียบเหมือนงานวิจัยที่น่าทึ่งคือใช้ยอดของต้นไม้ เพราะไม่จำเป็นต้องเป็นกิ่งแก่ แบบที่ใช้ปักชำกันทั่วไป ตัดด้วยกรรไกรหรือ มีดคมๆ ให้รอยตัดเป็นแนวเฉียงนำมาปักชำในดินที่เตรียมไว้ คือดินที่ขุดลึกลงไปจากหน้าดิน ไม่ใช้หน้าดินหรือดินผสมปุ๋ยใดๆนำดินที่ได้มาพรมน้ำให้พอชุ่ม นำดินมาใส่ภาชนะที่เราจะใช้ชำยอดไม้ ให้สามารถมองเห็นได้ว่ารากจากยอดต้นไม้ อากาศที่ปิดและไอน้ำจะทำให้กิ่งชำมีน้ำตลอด และไอน้ำจะเร่งตาให้ออกใบใหม่ขึ้นมา เร่งให้ใบเปิด เพื่อรับแสง จะส่งผลให้เกิดการสังเคราะห์เป็นอาหาร เร่งให้กิ่งเกิดราก ทิ้งไว้ประมาณ ๑๕ วัน จะเกิดรากงอกออกมาให้เห็น ตามแบบนักวิจัยชาวบ้านหรือปราชญ์ชาวบ้าน พืชที่ใช้วิธีนี้มีหลายอย่างด้วยกันที่ลุงเฉลิมได้ทดลองทำแล้ว ได้แก่ มะนาว มะกรูด ชมพู่ สะเดา มะเดื่อ หม่อนบราชิล ทับทิม แคนา แคป่า มะกอก มะไฟ ตะขบป่า แมงลักผักแพ้ว ผักขม เป็นต้น สามารถขยายพันธุ์ได้ครั้งละมากๆตามที่ต้องการ พืชไม่กลายพันธุ์ และมีความแข็งแรงกว่าการตอนกิ่งหรือปักชำแบบธรรมดา คือสิ่งที่ลุงเฉลิม ที่เริ่มต้นจากพื้นที่ที่มีอยู่เล็กผืนหนึ่งกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ศูนย์การเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ทำให้การเกษตรก้าวหน้า อย่างแท้จริง

ชาวประชาร่วมใจ
               ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศภก.)อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร
โดยมีผู้นำ ในการนำเดินการโดย นายอำพร ป้อมทอง ผู้ใหญ่บ้าน และนางสุนีย์ ป้อมทอง ภรรยา เป็นผู้นำ พลิกจากนา ๘๐ไร่ มาสร้างศูนย์เรียนรู้ ในเนื้อที่ ๖ไร่ และขยายขึ้นเรื่อยๆ แบ่งฐานการเรียนรู้ออกเป็น แปดสถานี คือ
               สถานีที่ ๑ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว
               สถานีที่ ๒ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยโรงงาน
               สถานีที่ ๓ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกล้วยน้ำว้า
               สถานีที่ ๔ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
               สถานีที่ ๕ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผัก
               สถานีที่ ๖ การจัดการดิน ปุ๋ย และการใช้น้ำอย่ารู้คุณค่า
               สถานีที่ ๗ การผลิตขยายศัตรูธรรมชาติ (เชื้อจุลินทรีย์)
               สถานีที่ ๘ เกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ/ไร่นาสวนผสม
               ประชาชนให้ความร่วมมือ ร่วมใจมาเรียนรู้และสาธิต ตามฐานทั้งแปด สมกับคำขวัญที่ว่า  ชาวประชาร่ามใจ อย่างแท้จริง

คำสำคัญ : บึงสามัคคี

ที่มา : สันติ อภัยราช. (2559). สารคดีโทรทัศน์ วัฒนธรรม จังหวัดกำแพงเพชร : ตอน อำเภอบึงสามัคคี. กำแพงเพชร: ม.ป.พ.


 10 
 เมื่อ: มีนาคม 01, 2020, 08:23:17 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
แด่ พี่ชัชวาลย์  อินทรภาษิต ผู้จากไป

คือ  นักกลอนธรรมศาสตร์ ฉกาจกล้า
คือ   นักเจรจาที่ กล้าหาญ
คือ   นักรัก ยิ่งใหญ่ ใครจะปาน
คือ   นักบุญ บันดาล ช่วยทุกคน
คือ   ทนายใหญ่ ว่าความ นามกระเดื่อง
คือ   คนจริง เยี่ยมทุกเรื่อง  เฟื่องทุกหน
คิอ  ร่มโพธิ์ ร่มใทร  ให้ชั้นชน
คือ  พี่ชัช ของทุกคน  ที่จากไป

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!