จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ตุลาคม 24, 2019, 06:35:20 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ยินดีต้อนรับสมาชิก และผู้เยื่ยมชมทุกๆท่าน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
 21 
 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2018, 02:30:21 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
รายชื่อเครือข่ายสตรอง พอเพียง
อ.สันติ อภัยราช
๑.สิบเอกหญิงอรพิน   แจ้งเจน     ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนโกสัมพีวิทยา
๒.นางจันทรา    กุลนันทคุณ     นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ สำนักงานวัฒนธรรม
                                                       จว.กำแพงเพชร
๓.นางสาวสุภารัตน์  อยู่สกุณีย์   นักธุรกิจเสริมสวย กำแพงเพชร (สโมสรฝึกการพูด                       
                                                         กำแพงเพชร)
๔.นายกำจร  หัดไทย         ผู้อำนวยการกศน.อำเภอพรานกระต่าย  กำแพงเพชร
๕.นายธนวัฒน์  พรหมมา      ผู้นำเกษตรกร  ตำบลแม่ลาด อำเภอคลองขลุง 
                                                       กำแพงเพชร
๖.นางสาวสุภิตรา  มั่นเขตวิทย์         ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอบจ. จังหวัดกำแพงเพชร
๗.นายกิตติสุวัฒนา  มังกร               นักศึกษา คณะครุศาสตร์  (ภาษาไทย) ม.ราชภัฏกำแพงเพชร
๘.นางจันทนา ศรีโพธิ์      พยาบาลชำนาญการ (นายกสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร) โรงพยาบาล
                                                 กำแพงเพชร
๙.นายฏฐวุฒิ   ศรีเทียม      วิศวกรพิเศษ   (สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร)
๑๐.นายวีระ ชูศิลป์      เฏษตรกร อำเภอเมืองกำแพงเพชร (สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร)

ถ้าส่งหนังสือไม่ได้ เอามาให้ผม

 22 
 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2018, 09:22:32 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
รำลึก นิรันดร์ บุพพาจารย์  พระมหาชุมพล เขมปัญโญ

     มหาสมุทร กว้างใหญ่ เกรียงไกรเหลือ      นภาเหนือ  ปฐพี   ที่ไพศาล
รวมสมุทร นภา ปฐพีจักรวาล                           ไม่อาจปาน  พระคุณท่าน ที่ผ่านมา
      เฝ้าดูแล สนับสนุน เด็กบ้านนอก                ได้บวชเรียน โดยชอบ เสริมศึกษา
เปรียญธรรม  เก้าประโยค ยอดวิชชา                ท่านประสาท วิทยา อย่างจริงจัง
      ปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ยิ่งคำสอน                   จริยวัตร  บวร     เสริมสอนสั่ง
พระราชวชิรเมธี เป็น ปราชญ์ดัง               เจ้าอาวาส มีพลัง  เพราะอาจารย์
    พระมหา ชุมพล เขมปัญโญ                      พระอาจารย์ อาวุโส  ศิษย์ร่ำขาน
ท่านจากไป โลกมืด อนันตกาล                ท่านคือปรมาจารย์ ที่ทรงคุณ
     มีศิลศักดิ์ ในวันนี้ เพราะมีแบบ                ขอกราบแทบ  บาทา ท่านเกื้อหนุน
อธิษฐาน จิตมั่น ยันค้ำจุน               พุทธศาสน์ อดุลย์  นิรันดร


    





 23 
 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2018, 12:27:59 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
กำแพงเมืองนครชุมที่หายไป

      เมืองนครชุม หรือนครพระชุม เมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๐๐ เป็นอาณาจักรอิสระ อยู่ริมน้ำปิง ตั้งแต่กำแพงเพชร ยังมิได้รวมตัวกันเป็นบ้านเมือง ก่อนปี ๑๙๐๐ ได้รวมกับอาณาจักรสุโขทัย เป็น บ้านเมืองที่อยู่ร่วมกัน อาจอยู่ ฐานะเมิองลูกหลวง จนกระทั่ง เมื่อพระญาลิไทยขึ้นครองราชย์ จากหลักฐาน ในจารึกนครชุมซึ่งจารึกในปี ๑๙๐๐ ตอนหนึ่งว่า
        ศักราช ๑๒๗๙ ปีระกา เดือน ๘ ออก ๕ ค่ำ วันศุกร์ หนไทย กัดเล้า บูรพผลคุณี นักษัตร เมื่อยามอันสถาปนานั้นเป็น ๖ ค่ำแล พระยาลือไทยราช ผู้เป็นลูกพระยาเลอไทยเป็นหลานแก่ พระยารามราช เมื่อได้เสวยราชย์ในเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยได้ราชาภิเษก อันฝูงท้าวพระยาทั้งหลายเป็นเป็นมิตรสหาย อันมีในสี่ทิศนี้ แต่งกระยาดงวาย ของฝากหมากปากมาไหว้อันยัดยัญอภิเษกเป็นท้าวเป็นพระยาจึงขึ้นชื่อศรีสุริยพงษ์มหาธรรมราชาธิราช หากเอาพระศรีรัตนมหาธาตุอันนี้มาสถาปนา ในเมืองนครชุมนี้ปีนั้นพระมหาธาตุอันนี้ใช่ธาตุอันสามานต์ คือพระธาตุแท้จริงแล...............
       ข้อความจากจารึกทำให้เราทราบถึงความสำคัญของเมืองนครชุม ถึงขนาดที่ มหาธรรมราชาลิไทย เสด็จมาเมืองนี้เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระศรีมหาโพธิ์ อันกลายเป็นตำนานแห่งประเพณี นบพระเล่นเพลง ในปัจจุบัน
ลักษณะเมืองนครชุม
          ลักษณะตัวเมือง เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหยียดยาว รูปกำแพงเมือง สร้างคดเคี้ยวตามลำน้ำปิง กว้างประมาณ 400 เมตร ยาวประมาณด้านละ 2,900 เมตร มีคูเมือง 2 ชั้น กำแพงเมืองเป็นคันดิน 3 ชั้น ที่เรียกกันว่า ตรีบูร กำแพงเมืองทางทิศตะวันออก ปากคลองสวนหมาก ผ่านไปทางทิศใต้ของสะพานกำแพงเพชรไปสิ้นสุดที่บ้านหัวยาง กำแพงเมืองทางด้านลำน้ำปิงถูกน้ำกัดเซาะ พังทลายไปบางส่วน บางส่วนถูกประชาชนบุกรุก ไถทิ้งไปเกือบสิ้น
           แนวกำแพงเมืองที่พอเห็น บริเวณหลังสถานีขนส่ง หรือบริเวณ หน้าโรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม ยังมีแนวให้เห็นค่อนข้างชัดจนถึงร้านลาบแซบ มีป้ายคอนกรีตขนาดใหญ่ปักไว้ ทั้งหัวและท้ายแนวกำแพงเมืองที่เหลืออยู่ ป้ายเขียนว่า กำแพงเมืองนครชุม ราวปี  ๑๘๐๐  -  ๑๙๐๐  แต่กำลังถูกทำลายเกือบหมดสิ้น คูเมือง ถูกประชาชนบุกรุกปลูกที่อยู่อาศัย รุกล้ำโบราณสถาน อย่างไม่รู้ค่า หรือบางครั้งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำลายอย่างมิได้ตั้งใจ อย่างเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ในปลายเดือน พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ชาวนครชุมวิพากย์วิจารณ์ อย่างมากมาย ยังโชคดีที่กรมศิลปากร รับทราบแล้ว และอาจยื่นมือมาช่วยเหลือ บูรณะ ให้มีสภาพใกล้เคียงของเดิม เป็นความหวังลึกๆ ของชาวกำแพงเพชร
          เมืองนครชุม อาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองสูงสุด ในอดีต เคย เมืองลูกหลวงแห่งราชอาณาจักรสุโขทัย เจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ ๒๐๐ ปี กลายเป็นเมืองร้าง ถูกลดชั้น เป็นตำบลเล็กๆตำบลหนึ่งในเมืองกำแพงเพชร แต่ทว่าภาพในอดีตแห่งเมืองนครชุม ยังเปล่งประกายเจิดจ้า ท้าทายนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาเยี่ยมชมอย่างมิรู้ลืม………………ยังแอบหวังว่า แนวกำแพงเมืองที่เพิ่งไถทำลายไป จะคืนกลับมาอีกครั้ง


สันติ อภัยราช
๒ ธันวาคม ๒๕๖๑


 24 
 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2018, 10:36:18 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
คำนิยม
ครูลมัย มีขันหมาก ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนอนุบาลกำแพงเพชร
   ได้รู้จักครูละมัย มีขันหมาก มากว่า ยี่สิบห้าปี ตั้งแต่ ครูลมัย เริ่มเป็นครูใหม่ๆ ได้ยินชื่อเสียงว่า เป็นคนตั้งใจสอน ทุ่มเทกับการเรียนการสอน  และกิจกรรมต่างๆ ทั้งในและนอกโรงเรียน โดยไม่คำนึงถึงความยากลำบาก หรือเงินทองที่เสียไป ครูลมัย เป็นครูที่เสียสละประโยชน์สุขส่วนตัว เพื่อความสุข ของ ผู้เรียนและผู้ร่วมงาน ผู้ปกครอง  และผู้บริหาร เสมอมา
   มาสนิทสนม และ เข้าใจครูละมัยมากขึ้น เมื่อทำหน้าที่ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ได้จัดการแสดงทางวัฒนธรรม อาทิการแสดง แสงเสียง ในงานประเพณี นบพระเล่นเพลง  งานแข่งเรือ งานเทศกาลลอยกระทง   แม้งานเปิดกีฬาแห่งชาตินับว่าเป็นงานใหญ่  ทุกครั้ง เมื่อขอร้อง หรือขอความร่วมมือ ครูลมัยไม่เคยปฏิเสธ และให้ความร่วมมืออย่างดีที่สุดทุกครั้ง แม้เป็นครูรุ่นลูก แต่ก็ให้ความนับถือและรักครูลมัย เสมอ เพื่อนร่วมงานและอย่างลูกหลาน  ครูลมัย มีขันหมาก ทำงานได้อย่างวิเศษ และประทับใจ ในทุกครั้ง
   ครูลมัย มึขันหมาก เป็นครูที่ดีมาก มีคุณภาพสูงสุด ตั้งใจสอน ดูแลเยาวชนได้อย่างดี ทั้งในและนอกเวลาราชการ  นอกจากเวลาสอนปกติ ครูลมัยยัง นำนักเรียนไปฝึกการแสดงพื้นบ้านทุกอย่าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงลำตัด เลื่องลือ ไปทั่วประเทศ การสอนเด็กอนุบาล ให้ร้องรำได้ เป็นเรื่องยากมาก แต่ครูลมัย ทำได้สำเร็จสมบูรณ์ ทุกครั้งและทุกรุ่น อย่างดีที่สุด เท่าที่สัมผัสมา
นอกจากนั้น เมื่อเด็กจบการศึกษาไปแล้วครูลมัย ยังทำหน้าที่ครูต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ติดตาม ส่งเสริม สนับสนุนดูแล ลูกศิษย์ อย่างสม่ำเสมอ ทุกรุ่น ทุกวัย แม้ ไปทำงานแล้วครูลมัย ยังติดตาม ดูแลช่วยเหลือ ให้กำลังใจมิได้ขาด ท่านมีทักษะที่ดีในการติดตามลูกศิษย์ และลูกศิษย์ ทุกรุ่น ได้กลับมาหาครูลมัย ทุกครั้งเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม
   ครูลมัย  มีขันหมาก จึงเหมาะสม และสมควรอย่างยิ่ง ที่จะได้รับการประเมิน และรับการพิจารณา เพื่อคัดเลือก เป็นครูเจ้าฟ้ามหาจักรีฯ ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๒
                   นายสันติ อภัยราช
                                                          อาจารย์ ๓ ระดับ๙  ครูเชี่ยวชาญกรมสามัญศึกษา
   อดีตประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร ๓ สมัย รองประธานสภาวัฒนธรรมวัฒนธรรมภาคเหนือ
                                                           ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร
                     
                           


 25 
 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2018, 03:35:05 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
พระปิยมหาราช พระราชทานสิ่งใดให้กำแพงเพชร เสาร์ที่ ๒๐ ตุลาคม บ่ายโมง ในลั่นเมือง ทางอสมท.กพ.
 ๑. ภาพถ่ายเมืองกำแพงเพชร เมื่อ๑๑๒ ปี หลายร้อยภาพ
๒.เอกสารสำคัญ จดหมายเหตุประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร
๓.ปฎิรูป การปกครองเมืองกำแพงเพชร
๔.เปิดโบราณสถานเมืองกำแพงเพชร ที่คนกำแพงเพชร ไม่รู้คุณค่า
๕.พระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองกำแพงเพชร
๖.พระราชทาน ชื่อ ถนนราชดำเนิน ที่เมืองกำแพง
๗.ตั้งชื่อ โบราณสถาน ที่ยังไม่มีชื่อ หรือมีชื่อแล้วเปลี่ยนใหม่
๘. ทรงจุดประกาย ความรู้เรื่องเมืองกำแพงอย่างละเอียด
๙.เปิดบ้านปากคลอง วัดพระบรมธาตุ อย่างเป็นทางการ
๑๐.พระราชทานเหรียญเสมา แก่ผู้เข้าเฝ้าทุกคน
๑๑.พระราชทานภาพวาดพระบรมสาทิศลักษณ์ส่วนพระองค์ ๓
 ภาพ
๑๒.เปิดประวัติศาสตร์พระเครื่อง เมืองกำแพงเพชร
๑๓.เปิดประวัติสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี
๑๔.เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่วัดพระบรมธาตุนครชุม
๑๕.เปิดประวัติศาสตร์ บ้านพะโป้ บ้านปากคลอง
๑๖.ชื่นชมผู้หญิงกำแพงเพชร ว่า งามที่สุด
๑๗.เปิดตำนานการสร้างพระเครื่องกำแพงเพชร
๑๘.เสด็จ วัดเสด็จ และวัดคูยาง

๑๙.ประทับใจ เจดีย์วัดพระแก้ว และเจดีย์วัดพระนอน
๒๐.ประทับกำแพงเพชร ถึง ๑๐ วัน

 26 
 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2018, 01:05:44 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
[img]http://บันทึก การแต่งงาน
หลานชาย อัคร อภัยราช (บอส) กับมิว จิราณี แย้มพราย
เมื่อผมอายุ ย่าง เข้าปีที่ ๗๐ เริ่มรู้สึกว่าใจหายเป็นปัจฉิมวัยแล้ว กลายดั่งไม้ใกล้ฝั่ง เพื่อนรุ่นใกล้ๆกันจากไป เหมือนใบไม้ร่วงทายาทคนเดียว ของเรา ก็ชิงออกหน้าไปก่อนแล้ว เหลือหลานชายสุดที่รักเพียงคนเดียว ปีที่แล้ว ๒๕๖๐ เขาเรียนจบ วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาไฟฟ้ากำลัง จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ อย่างที่เขาอยากเรียน จะเป็นช่างไฟฟ้าเหมือนพ่อของเขา หลานโชคดีมากๆ เมื่อเรียนจบก็ได้บรรจุ เป็นวิศวกรไฟฟ้า ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์  ด้วยความอุ้มชูจากเพื่อนๆของพ่อ   ลาดยาวใกล้กับกำแพงเพชรที่สุด กลับบ้านได้ทุกวันหยุด คุณย่า (จันทินี อภัยราช) ผู้ทุ่มเทความรัก และความอาทร อย่างที่สุด ดีใจกว่าใครทั้งหมด น่าจะหมดเงินกว่าล้านบาท ในการดูแลส่งเสียให้เรียนมหาวิทยาลัย  ซึ่งเงินก้อนนี้พ่อเขาทิ้งไว้ให้ นับว่าเป็นไปตามที่ คาดหวังไว้
เมื่อเขามีความรัก ตามธรรมชาติ ของมนุษย์ ชายหญิงต้องแต่งงาน เพื่อสืบวงศ์ตระกูล ดำรง เผ่าพันธุ์ ต่อไป ก็อธิษฐาน ขอว่า
๑.ขอให้ฝ่ายหญิงมีภูมิลำเนา อยู่กำแพงเพชร ไม่ไกลเกินไป เมื่อแต่งงานแล้ว ขอให้หลานสาว มาอยู่ด้วย
๒. ฝ่ายหญิงไม่ต้องร่ำรวย ขอเพียง อดทน ขยัน ฉลาด รักครอบครัว ก็พอเพียงแล้ว
๓. ไม่ต้องเรียนสูง มากมาย แค่ เป็นคนดี กตัญญู กตเวที ก็พอ
๔. ไม่ต้องงาม สวย เด่นอะไร เพียงมีน้ำใจ ไม่เห็นแก่ตัว  ดูแลครอบครัวใหม่ได้เป็นอย่างดีก็พอเช่นกัน
คำขอได้ดังที่คิดไว้ทุกประการ ได้หลานสะใภ้ หนูมิว (จิราณี แย้มพราย) ตามที่ต้องการทั้งหมด อาจจะเป็นเพราะบุญที่ผมทำให้กับแผ่นดินกำแพงมาตลอด
   เมื่อเขาพร้อมจะแต่งงาน ปู่ย่า จะจัดดีที่สุด ไม่ให้เหมือนใคร ให้เรือนหอ คือบ้านปู่ย่า คือเรือนจันทน์ เป็นที่พำนักที่ปู่ย่า บรรจง สร้างกับมือ ปลูกสักเอง เป็นลูกสักมเหศวร  สักทรงปลูก ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ปู่ปลูกไว้ หน้าศาลากลางเก่า เพื่อสร้างเรือนจันทน์ ตั้งชื่อ ให้เป็นชื่อ ของย่า จันทินี ออกแบบ ให้เป็นเรือนไทยกำแพงเพชร  นับว่า รอคอย บ้านนานที่สุด เกือบสามสิบปีที่ต้นสักโต พอแปรรูปได้ จึงนำมาปลูก เรือนจันทน์หลังนี้ เหมือนดังใต้ร่มพระบารมี พระเจ้าอยู่หัว อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เริ่มต้นวางแผน
แต่งงาน
   บ้านเรามีเนื้อที่ ประมาณ ๖ ไร่ การจัดบ้านสวน ให้ลงตัว สำหรับการแต่งงาน หลานที่บ้านไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเริ่มขยายเนื้อที่ ปีละหนึ่งไร่ ค่อยๆจัดไปตามกำลังทรัพย์ จัดสวน ปูหญ้ามาเลย์ หญ้านวลน้อย ปลูกต้นไม้ดอกไม้ประดับดูแลรักษา ทำน้ำพุขนาดใหญ่ พร้อมระบบแสงสีกลางลานบ้าน  ปลูกต้นไม้ประดับให้เข้ากัน จนพอใจ ปรับน้ำตกขนาดใหญ่ หลังบ้าน โคนต้นตาลคู่อายุ กว่าร้อยปี ให้เป็นธรรมชาติ มากขึ้น นำศาลาขนาดใหญ่มาลง สองที่ ราคาสูงทีเดียว จัดระบบไฟทั้งหมด ในสนาม เมื่อครบสามปี หลานปรารภว่าอยากแต่งงาน ก็บอกว่าปู่ย่าจะไปสู่ขอให้ มันเหมือนบุพเพสันนิวาส หลานชายไปฝึกงานที่ บริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ พบกับหลานสะใภ้ รักกัน เราไม่ว่าอะไร ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ตามใจผู้นอน สู่ขอตกลงกับครอบครัวหลานสะใภ้ เรียบร้อย จัดการ ก่อนการแต่งงานสองเดือน ที่บ้านเทพนคร มีเวลาเตรียมการ ๒ เดือน เรากำหนดเองว่า จะแต่งงานในวันเสาร์ที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๑ เริ่มประสานติดต่อกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ได้รับความอนุเคราะห์จากทุกท่านที่ติดต่อไปอย่างดีทุกท่าน อย่างเช่น สกุลอภัยราช ฝ่ายพี่ชายใหญ่ ส่ง หลานลา เบิ้ม ขวัญ จุก แดง แขก  พัช ทุกคนมาช่วยจัดเวที สถานที่ ตกแต่งบ้าน ให้เรียบร้อย สวยงามแบบไทยย้อนยุค ให้เข้ากับเรือนจันทน์ เรือนไทยของเรา  ประสานงาน ลูกสาวขมิ้น ใช้ช่วยจัดการเรื่องอาหาร ในงบประมาณ ไม่เกิน หนึ่งแสน ห้าหมื่นบาทจัดอาหารย้อนยุค
   ในวันแต่งงาน  มีแขก มาเป็นจำนวนมาก ทุกคนแต่งชุดไทยโบราณ แบ่งเป็นภาคเช้า ทำบุญ ตักบาตร หลั่งน้ำพระพุทธมนตร์  เย็นค่ำมีงานกลางคืน ทำงานตลาดย้อนยุคในบ้าน สนุก มีความสุข แต่เหนื่อยมาก  มีคนให้ความช่วยเหลือทุกจุด รับแขกได้ไม่ทั่วถึง  เพราะคนที่มาเกือบพันคน  บันทึกไว้ไม่หมด ต้องขออภัย แต่ฝนไม่ตก ตามที่อธิษฐานไว้ ว่า เราทำความดี ช่วยเหลือบ้านเมืองมาทั้งชีวิต ให้ฝนหยุดตกสักวัน เพื่อให้งานราบรื่น ไปไปตามที่ต้องการ ฝนฟ้าไม่มากวนเลย ขอบคุณเงินช่วยเหลือ ที่ได้มาหลายแสนบาท ที่ลงทุนไปทั้งหมด ได้คืนมา ขอบคุณทุกท่านที่มีไมตรีช่วยเหลือกันทุกคน
   น้องๆจากสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร มาเป็นพิธีกร วาสนา ยุทธชุมกับสายรุ้ง  วงศ์สมบูรณ์  หลานพลอยกับหลานปิ่น มารำอวยพร
   ลิเกคลองชลุงบำรุงศิลป์  ครูเผ นำกลองยาวมานำขบวนขันหมาก และ ข้าวต้มมัด จำนวนมาก
   คุณธาดา  สังข์ทอง  หน.อุทยานระวัติศาสตร์กำแพงเพชร  เตรียมสถานที่ให้ ทั้งหมด
   เทศบาลนครชุม โดยคุณไพทูรย์  ใจผ่อง ให้ยืม ร่ม และ โต๊ะเก้าอิ้
   ร้านศ ศิลป์ สุรศักดิ์  อ.ตั้ง ให้ยืมอุปกรณ์จำเป็นหลายชิ้น
   น้องๆ หลานๆ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ งานลุล่วงไปได้ด้วยดี
   คุณเนาวรัตน์ พันธ์ยิ้ม มาออกร้านให้
   พรานกบ ภรรยา  และนกกวีบ้านนา มาอวยพรทั้งครอบครัว  จากสุโขทัย
   ครอบครัว น้าหมาย  น้องจิ๊บ  น้องเจี๊ยบ มาจากกรุงเทพ
   ครอบครัวจารุวัฒน์ ของย่าอ้อด จ่ายกระเป๋าหนักกันทุกคน
   มีอีกหลายท่านที่มิได้เอ่ยนาม ขออภัย มากท่านจริงๆ
มีเหลนแล้ว
   เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๑ เวลา ๒๒.๕๘ น. ที่โรงพยาบาลกำแพงเพชร นพ.ประสิทธิ์   ทำคลอด   เป็นผู้หญิง  ย่าทวดจันทินี ให้ชื่อเล่น ว่า ออเจ้า  ปู่ทวด ให้ชื่อจริงว่า อาคิรา  อภัยราช   อาคิรา แปลว่า ผุ้มีแสงสว่างในตัวเอง (พระอาทิตย์) พ่อชื่อ อัคร  แม่ชื่อจิราณี  นำสองชื่อมารวมกัน ว่าอาคิรา เลี้ยงไม่ยาก ย่าทวดไม่วางเลย เห่อเหลนมากๆ ขณะบันทึก วันที่ ๑๙  ตุลาคม ใกล้ครบ หนึ่งเดือน สวยงามราวเจ้าหญิง ปู่ทวดเรียกว่า เจ้าหญิงน้อย ได้เหลนสาว อย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ เป็นบุญของเราแน่เลย โตวันโตคืน ญาติฝ่ายแม่ และฝ่ายพ่อ มารับขวัญกันจำนวนมากเลย เรือนจันทน์คึกคัดด้วยออเจ่า หัวบันไดไม่แห้ง

 เมื่อเหลนออเจ้าเกิด ได้มอบความยั่งยืนให้ เธอเจ้าหญิงน้อย ดังนี้
          ๑.ปลูกมะพร้าว ที่บ้านอิงจันทน์ สักงาม จำนวน ๒๕๐ ต้น  ไม่นาน ก็จะติดลูก  
          ๒. ปลูกมะพร้าว น้ำหอม ที่เรือนจันทน์  จำนวน ๒๐๒ ต้น  ออเจ้าเข้าโรงเรียน  ได้ขายแน่นอน เพียงเก็บวันละ ๑๐๐ผลๆละ ๑๐ บาท ก็ได้ ๑๐๐๐บาทต่อวัน สามารถอยู่ได้ โดยไม่ต้องไปทำงานนอกบ้าน ได้
          ๓.ปลูกต้นสัก ที่เรือนจันทน์ ให้สัปดาห์ละ ๕๐ ต้น ให้ครบ ๕๐๐ ต้น เป็นลูกสักทรงปลูก ของพระเจ้าอยู่่หัวรัชกาลที่ ๙
เมื่อออเจ้า อายุครบ ๒๐ ปี ทวดจะอยู่หรือไม่ก็ตาม ออเจ้า จะมีต้นสักขนาดใหญ่ กว่า ๕๐๐ ต้น สำหรับปลูกบ้าน หรือตัดขาย ต้นละ ๕๐๐๐ บาท มีเงินสดทรัพย์สินเป็นต้นสักมูลค่ากว่า ๒ล้านบาท
เป็นการลงทุนที่น้อย แต่ได้ผลที่แน่นอน




















 27 
 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2018, 11:34:30 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อเมืองกำแพงเพชร
                                                                                                                                 สันติ อภัยราช
เมื่อข้าพเจ้าไปเมืองกำแพงเพชรครั้งแรก คือแวะเมื่อล่องกลับจากเชียงใหม่ ร.ศ. ๑๒๔ นั้น ได้พักอยู่ ๓ คืน ๒ วัน ได้เที่ยวดูในเมืองเก่าและตามวัดที่นอกเมืองบ้าง แต่ในเวลานั้นต้องนับว่ายังอ่อนอยู่มากในทางโบราณคดี คือยังไม่ใคร่ได้มีโอกาสตรวจค้นมาก ทั้งเวลาที่อยู่ก็น้อย และเป็นคนแรกที่ได้ไปดู จะอาศัยฟังความคิดความเห็นผู้ใดๆก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความเห็นในเวลานั้นจึงยังไม่กล้าแสดงให้แพร่หลายมากนัก เป็นแต่ได้ทำรายงานกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามที่ได้สังเกตเห็นด้วยตา และแสดงความเห็นส่วนตัวบ้างเล็กน้อย ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปประพาสเมืองกำแพงเพชร ทอดพระเนตรสถานต่างๆแล้ว พระราชทานพระบรมราโชวาทเป็นอันมาก ครั้นเมื่อได้ทราบกระแสพระราชดำริแล้ว เมื่อปลาย ร.ศ. ๑๒๖ ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปตรวจดูสถานที่ในเมืองกำแพงเพชรซ้ำอีก จึงเห็นทางแจ่มแจ้งดีกว่าครั้งแรกเป็นอันมาก
 
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ข้อความข้างต้นเป็นข้อความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง ของพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยในการศึกษาค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีอย่างยิ่ง ได้เสด็จประพาสเมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร พิชัยและพิษณุโลกเพื่อทอดพระเนตรโบราณสถาน โบราณวัตถุระหว่างวันที่ ๔ มกราคม - ๖ มีนาคม รศ. ๑๒๖ (พ.ศ.๒๔๕๐) และโปรดฯ ให้จัดพิมพ์พระราชนิพนธ์เรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” ซึ่งทรงบันทึกเรื่องราวระยะทางเสด็จประพาสในคราวนั้นพร้อมพระราชวิจารณ์ในแง่ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ก่อให้เกิดกระแสตื่นตัวในการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทยในเวลานั้นอย่างมาก
ในส่วนของเมืองกำแพงเพชร   พระองค์ ทรงเสด็จมากำแพงเพชร สองครั้ง หลักฐานจากจารึกวงเวียนต้นโพ หลักที่ ๒๓๙    สร้างจาก หินปูนสีเทา กว้าง ๗๘ เซนติเมตร สูง ๑๒๖ เซนติเมตร หนา ๘ เซนติเมตร เป็นรูปใบเสมา   จารึกด้านเดียว มี ๑๙ บรรทัด นายประสาร บุญประคอง ได้อ่านจารึกหลักนี้

 
ภาพจารึกในวงเวียน ต้นโพ หน้าเมืองกำแพงเพชร เป็นจารึกของรัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งเป็นมกุฎราชกุมาร

ความว่า

๑. ศุภมัสดุพระพุทธศาสนายุกาลได้ ๒๔๔๘ พรรษา
๒. จุลศักราช ๑๒๖๗ ศกมะเส็ง รัตนโกสินทรศก ๑๒๔
๓. เป็นปีที่ ๓๘ ในรัชกาลแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
๔. เจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ
๕. มกุฎราชกุมารได้เสด็จพระราชดำเนินจากมณฑลพายัพ
๖. มาถึงเมืองกำแพงเพชรนี้ วันอังคารเดือนยี่ แรม ๗ ค่ำ
๗. สุริยคติกาลกำหนด วันที่ ๑๖ เดือนมกราคม เสด็จประพาส
๘. ทอดพระเนตรโบราณสถานหลายแห่งเป็นครั้งแรก
๙. ประทับแรมอยู่ ๒ ราตรีตั้งพลับพลานอกกำแพง
๑๐. เมืองกำแพงเพชร ที่วัดชีนางเกา   ริมลำน้ำปิงฝั่งเหนือฯ
๑๑. ครั้นลุพระศาสนายุกาลได้ ๒๔๕๐ พรรษา
๑๒. จุลศักราช ๑๒๖๙ ศกมะแม รัตนโกสินทรศก ๑๒๖
๑๓. เป็นปีที่ ๔๐ ในรัชกาลแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
๑๔. เจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์นั้น
๑๕. ได้เสด็จพระราชดำเนินมาถึงเมืองกำแพงเพชรนี้
๑๖. วันพุธเดือนยี่ขึ้น ๑๓ ค่ำ สุริยคติกาลกำหนด
๑๗. วันที่ ๑๕ มกราคม ได้เสด็จประพาสทอดพระเนตร
๑๘. โบราณสถานซ้ำอีกเป็นครั้งที่ ๒ ประทับแรมอยู่
๑๙. ๓ ราตรีที่พลับพลาเดิมฯ
 
                    นำจารึกในใบเสมาของรัชกาลที่ ๖ มาประดิษฐาน แก้เคล็ด ลักษณะฮวงจุ้ย

มีใจความสำคัญ สรุปได้ว่า 
พ.ศ. ๒๔๔๘ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินจากมณฑลพายัพมาถึงเมืองกำแพงเพชร ทอดพระเนตรโบราณสถานหลายแห่ง โดยประทับแรมที่พลับพลาบริเวณวัดชีนางเการิมลำน้ำปิงฝั่งเหนือ นอกเมืองกำแพงเพชร เป็นเวลา ๒ คืน ต่อมาในพ.ศ. ๒๔๕๐ เสด็จมาทอดพระเนตรโบราณสถานอีกครั้งหนึ่ง และทรงตั้งพลับพลาประทับแรม ๓ คืน ในที่เดิม
ในโอกาสที่ เสด็จเมืองกำแพงเพชรครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๐ ขณะนั้น ที่ว่าการเมืองกำแพงเพชร หลังแรก สร้างเสร็จพอดี (บริเวณที่ทำการเหล่ากาชาดกำแพงเพชร ในปัจจุบัน) พระองค์ทรงปลูกต้นสักไว้ที่หน้าที่ว่าการเมืองกำแพงเพชร เป็นที่ระลึก ปัจจุบันต้นสักทรงปลูก ยังสูงใหญ่และงดงามมาก
 
พลับพลาที่ประทับ ที่ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มกุฎราชกุมาร บริเวณวัดชีนางเกานั้น เป็นทั้งที่ประทับแรมของพระพุทธเจ้าหลวงเมื่อคราประพาสต้น เมืองกำแพงเพชร ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ด้วย
ต่อมาจังหวัดกำแพงเพชร ได้ตั้งโรงเรียนสตรีขึ้น และได้ใช้พลับพลารับเสด็จและประทับแรม เป็นที่ทำการของโรงเรียน มีนามเป็นสิริมงคลว่า โรงเรียนสตรีพลับพลา ต่อมาได้ กลายเป็นโรงเรียนสตรีกำแพงเพชร “นารีวิทยา” ในที่สุด ได้รวมกันกับโรงเรียนชาย กำแพงเพชร “วัชรราษฎร์วิทบาลัย” เปลี่ยนนามเป็นโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ในปัจจุบัน 
        โรงเรียนสตรีพลับพลา สร้างอาคารเรียนใหม่ เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนสตรีกำแพงเพชร “นารีวิทยา”
ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ จังหวัดกำแพงเพชร ได้สร้างที่ทำการเมืองหลังใหม่เสร็จเรียบร้อย ภายในกำแพงเมืองกำแพงเพชร และสร้างสะพานคอนกรีตข้ามลำน้ำปิง ตรงมายังที่ว่าการเมืองเลยทีเดียว ซึ่งผู้รู้ทั้งหลายทักกันว่า ผิดหลักฮวงจุ้ย จะไม่เป็นมงคลกับเมืองกำแพงเพชร ไม่สามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลง ทั้งที่ว่าการเมือง(ศาลากลาง)และสะพานกำแพงเพชรได้ ที่ประชุมกรรมการเมืองกำแพงเพชร และท่านผู้รู้ในเมืองกำแพงเพชร ได้แก้เคล็ด ฮวงจุ้ย ดังกล่าว โดยอัญเชิญ ใบเสมาศิลาจารึก ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มกุฎราชกุมาร ที่ประดิษฐานบริเวณต้นโพ ขึ้นมาประดิษฐานกลางวงเวียน ขวางกันไว้ มิให้สิ่งที่ไม่เป็นมงคลเข้าสู่เมืองกำแพงเพชร ที่ตั้งใบเสมาจารึกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มกุฎราชกุมาร จึงตั้งตระหง่าน เป็นจุดศูนย์กลางของเมืองกำแพงเพชรมาจนถึงปัจจุบัน แม้ได้เปลี่ยน ฐานรองรับมาหลายรูปแบบ จนมาถึงปัจจุบัน
 
                           สะพานกำแพงเพชร ที่ตัดตรงไปยังศาลากลางจังหวัดกำแพงเพชร

นับว่าการเสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชร สองครา คือพุทธศักราช ๒๔๔๘ และ ๒๔๕๐ ทรงพระราชทานสิ่งที่เป็นมงคลให้ชาวกำแพงเพชร มาจนถึงปัจจุบัน คือ
๑.ต้นสัก ทรงปลูก เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๐
๒.จารึกวงเวียนต้นโพ กลางเมืองกำแพงเพชร
๓.หนังสือพระราชนิพนธ์เที่ยวเมืองพระร่วง
๔.พลับพลารับเสด็จวัดชีนางเกา กลายเป็นโรงเรียนสตรีพลับพลา  โรงเรียนสตรีกำแพงเพชร “นารีวิทยา” และ เป็นกำแพงเพชรพิทยาคม เมื่อรวมกับ กำแพงเพชร “วัชรราษฎร์วิทยาลัย”
นับ เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อเมืองกำแพงเพชร ที่ชาวกำแพงเพชร ประทับใจอยู่มิรู้คลาย

‘’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’






 28 
 เมื่อ: กันยายน 03, 2018, 01:04:35 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
ประวัติคุณพ่อนิคม ใจอินทร์
คุณพ่อนิคม ใจอินทร์ เป็นชาวนครสวรรค์โดยกำเนิด  เกิดที่อำเภอเก้าเลี้ยว  จังหวัดนครสวรรค์  เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๔ บิดา มารดาชื่อนายริ้ว  และนางปลั่งใจอินทร์  ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วทั้งสองท่าน
คุณพ่อนิคม ใจอินทร์ เริ่มศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษาที่โรงเรียน ในอำเภอเก้าเลี้ยว คุณพ่อเรียนหนังสือเก่ง จึงสอบได้ไปเรียนต่อ  โรงเรียนการไปรษณีย์ ที่กรุงเทพมหานคร จนจบการศึกษา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ อายุเพียง ๒๐ ปี และคุณพ่อเข้าทำงานที่ ที่ทำการไปรษณีย์ จังหวัดกำแพงเพชร เป็นแห่งแรก ในตำแหน่งเจ้าพนักงานไปรษณีย์
คุณพ่อนิคม ใจอินทร์ เป็นคนอัธยาศัยใจคอดี  คุยสนุกมีเสน่ห์ เป็นที่หมายปองของสาวๆกำแพงเพชรหลายคน และในปีนี้เองได้พบรักกับคุณแม่ศิวดี  อภัยราช  ลูกสาวของ ปลัดเสรี อภัยราช และคุณแม่เสงี่ยม อภัยราช คหบดีชาวกำแพงเพชร ซึ่งทำงานการประปากำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร
คุณพ่อนิคม และคุณแม่ศิวดี  ใจอินทร์ มีบุตรธิดาด้วยกัน  ๓ คน  คือ
๑.นางนิลาภรณ์  ดาวมณี   
๒. นายนิสิต   ใจอินทร์
๓. นางสาวมณฑกานต์  ใจอินทร์
คุณพ่อนิคม ทำหน้าที่ ด้วยความอุตสาหะซื่อสัตย์ อดทน และขยันขันแข็ง จนกระทั่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายไปรษณีย์ หลายจังหวัด  และตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ คุณพ่อนิคม  ใจอินทร์  ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการการสื่อสารแห่งประเทศไทย เขต๖ จังหวัดนครสวรรค์   และเกษียณอายุราชการ ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๕
คุณพ่อนิคม ใจอินทร์เมื่อเกษียณแล้ว  มีสุขภาพแข็งแรง  จิตใจร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ พูดคุยสนุก มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม เป็นที่รักของ ผู้พบเห็นทุกคนเสมอมา
แต่แล้วสิ่งที่ลูกๆระวังอย่างที่สุด ก็เกิดขึ้น เมื่อวันพุธที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๑ คุณพ่อล้มลง  แพทย์ลงความเห็นว่า เส้นโลหิตในสมองแตก ญาติได้นำส่งโรงพยาบาลได้รับการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดี  ในที่สุด คุณพ่อนิคม ใจอินทร์ ท่านเสียชีวิต ในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๑ เวลา ๒๑ นาฬิกา รวมสิริอายุได้ ๗๗ ปี ท่ามกลางความอาลัยรักของบุตรธิดา ภรรยา ญาติมิตร และทุกคนที่รู้จักท่านทุกคน
ราวตะวันดับ ลับลง ตรงใกล้ค่ำ     มืดมิดซ้ำ กลางนภา  มหาศาล
เมื่อพ่อดับ ลับโลก นิรันดร์กาล   อันตรธาน จากโลก เศร้าโศกตรม
   ต่อนี้ไป ใครเล่า เฝ้าปกป้อง   ใครเฝ้ามอง  ความสำเร็จ ลูกสุขสม
ไม่มีพ่อ ไม่มีตะวัน สิ้นสังคม              ลูกตรอมตรม ราวชีวิต ต้องปลิดปลง.....


 29 
 เมื่อ: กันยายน 03, 2018, 12:36:35 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
บ้านสามัคคีธรรม
ชนเผ่างาม วัฒนธรรมล้ำค่า   งานทอผ้าป้าแสง  แหล่งเรียนรู้ความพอเพียง
  กึกก้องเสียงน้ำตกไหล อ่างเก็บน้ำใหญ่ตรึงตา ชาวประชา สามัคคี
ความหลากหลาย ของอำเภคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ประกอบด้วยชนชาติ ชนเผ่า และประชาชน จากทุกสารทิศ อพยพมาอยู่ที่อำเภอคลองลาน เพราะความอุดมสมบูรณ์ ใกล้แหล่งน้ำ ป่าใหญ่ธรรมชาติงดงาม จึงกำหนดไม่ได้เลยว่า อพยพมาจากจังหวัดใดบ้าง น่าจะทั่วไทยเลยทีเดียว
ที่บ้านสามัคคีธรรม ตำบลคลองลานพัฒนา เดิมขึ้นอยู่กับ บ้านแม่สอด ต่อมาแยกตัวเป็นหมู่บ้านอิสระตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านสามัคคีธรรม เหตุที่เรียกว่าบ้านแม่สอดเพราะว่า แรกทีเดียวกว่าหกสิบปีที่ผ่านมา มีชาวแม่สอด จังหวัดตาก อพยพมาอยู่ในบริเวณนี้ก่อนใครๆ จึงเรียก ว่าบ้านแม่สอด
ต่อมาชาวล้านนา ลำปาง แพร่ น่าน เชียงใหม่ เชียงราย  ได้ทยอยกันอพยพลงมา อาศัยในบริเวณบ้านแม่สอด แม้จะหลากหลายเพียงใด ก็ยังเรียกว่าบ้านแม่สอดอยู่ ชาวกะเหรียง บนน้ำตกคลองน้ำไหล อีกจำนวนหนึ่ง ทางราชการได้ จัดสรรที่ดินให้อยู่อาศัย บนพื้นราบ ใกล้กับน้ำตกคลองน้ำไหล ชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้ ยังรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไว้อย่างเหนียวแน่น ดังเดิม
เมื่อประชากรมีมากเข้า จึงแยกหมู่บ้านมาเป็นหมู่บ้านสามัคคีธรรมดังปัจจุบัน แต่ก็หลากหลายด้วย วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิธีคิด แต่ประชาชนก็รักใคร่อยู่ด้วยกันสมชื่อที่ว่า บ้านสามัคคีธรรม
คำขวัญ ประจำบ้านสามัคคีธรรม ที่ประชาชนร่วมกันคิด และนำอัตตลักษณ์ มานำเสนอไว้ มีข้อความว่า
  ชนเผ่างาม วัฒนธรรมล้ำค่า   งานทอผ้าป้าแสง  แหล่งเรียนรู้ความพอเพียง
  กึกก้องเสียงน้ำตกไหล อ่างเก็บน้ำใหญ่ตรึงตา ชาวประชา สามัคคี
ซึ่งฉายภาพ บ้านสามัคคีธรรมได้อย่างชัดเจน และเหมาะสมที่สุด

ชนเผ่างาม 
ที่บ้านสามัคคีธรรมมีชนเผ่ากะเหรี่ยง หรือ ชาว ปกากะญอ จำนวนมากตั้งบ้านเรือน อยู่บนเชิงผา ลดหลั่นงดงาม ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ยังรักสงบ ขี้อาย ไม่ชอบสัมผัสกับคนภายนอกมากนัก ภาษาพูด ภาษาเขียน ประเพณีวัฒนธรรมบ้านเรือนยังเดิมๆอยู่ บ้านส่วนใหญ่ยังปูด้วยฟาก ฐานะยังไม่สู้ดี แต่ไมตรี ต่อคนมาเยือน ก็ใช้ได้ ผู้ใหญ่บ้านเล่าว่า เด็กหนุ่มสาวที่นี่แต่งงานเร็วมาก อายุ แค่ สิบสองสิบสาม ก็ไปมีครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ แต่มีใบหน้ายังยิ้มแย้มแจ่มใส ซื่อบริสุทธ์ เหมือนชาวเขาที่อื่นๆ
วัฒนธรรมล้ำค่า
   ที่บ้านสามัคคีธรรม นำประเพณี ตานก๋วยสลาก จากล้านนามาได้อย่างครบถ้วน นำภาษาพูด นำเพลงพื้นบ้าน และดนตรีพื้นบ้าน มารักษาไว้ได้อย่างมั่นคง แต่น่าเป็นห่วงว่า ถ้าหมดคนรุ่นนี้แล้ว  วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามอาจจะหายไป หรือแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ถ้ามีโอกาสถ่ายทอดวิทยายุทธ์ ให้คนอีกรุ่น จะเป็นเรื่องที่ดีมากที่สุด
งานทอผ้าป้าแสง
   ป้าแสง เป็นชาวลานนา ที่มาเกิดใน ดินแดนแห่งนื้ อายุกว่าหกสิบปี เป็นหญิงร่างเล็ก แต่จิตใจงดงามมาก ร้องเพลงเพราะ ดูจากลักษณะแล้วสมัยสาวๆคงเป็นผู้หญิงที่งามมากๆ ในหมู่บ้าน ป้าแสงทอผ้าจากใยกล้วย อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของการทอผ้า ผมตระเวณดูการทอผ้ามาทั่วประเทศ ไม่มีที่ใดทำเช่นนี้  ป้าแสง ตั้งใจมากๆ ในการสืบสานการทอผ้าด้วยใยกล้วย ชื่นชมท่านจริงๆ
แหล่งความรู้ความพอเพียง
   ที่บ้านสามัคคีธรรมเกือบทั้งหมู่บ้าน รู้จักใช้ความพอเพียง ปลูกพืชพรรณไว้กินไว้แจก น่านับถือ ใจคอกว้างขวาง ไปเยี่ยมบ้านใด ก็แจกไม่อั้น ใจนักเลง มีแหล่งเรียนรู้ครบวงจร มีการเลี้ยงหมู การเลี้ยงวัว การปลูกผักแบบโรงเรือน การปลูกไม้ผลทุกชนิด นับว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดที่เคยเห็นมา อีกแหล่งหนึ่ง มีการผลิตแก๊ส จากมูลสุกร มีการ ทำสินค้า โอทอป ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างมีคุณภาพ

กึกก้องเสียงน้ำตกไหล
   ที่บ้านสามัคคีธรรม เป็นที่ตั้งของน้ำตกปางควาย หรือเรียกกันในปัจจุบันว่า น้ำตกคลองน้ำไหล  มีถึงเก้าชั้น น้ำตกสวยงาม สถานที่เหมาะต่อการพักผ่อน มีห้วยมีลำธาร ไหลไปตามเกาะแก่ง สถานที่อำนวยความสะดวกมีทุกสิ่งที่น้ำตกแห่งนี้ เราได้ยินเสียงน้ำตกกึกก้องมาแต่ไกล  แสดงว่า เข้าใกล้น้ำตกคลองน้ำไหลแล้ว เส้นทางสะดวก ลาดยาง จนถึงน้ำตก ที่จอดรถกว้างขวาง สาธารณูปโภคครบครัน ถ้ามาเยี่ยมชมแล้วจะมีความสุขกลับไป อย่างแน่นอน
อ่างเก็บน้ำใหญ่ตรึงตา
   อ่างเก็บน้ำบ้านสามัคคี หรืออ่างเก็บน้ำคลองน้ำไหล เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีทิวทัศน์งดงาม เทือกเขาสลับซับซ้อน มีผู้คนได้ใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำจำนวนมหาศาล ประชาชน มาพักผ่อนตกปลาหาปลากันจำนวนมาก เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าอีกแหล่งหนึ่งของบ้านสามัคคีธรรม ถ้ามีเรือท่องเที่ยว มีแพ นำเที่ยว จำทำให้น่าสนใจมากผ้ใหญ่บ้าน นามสวิก บอกว่าผมจะทำแน่นอน
   ชาวประชาสามัคคี
      ประชาชนที่บ้านประชาสามัคคี รักใคร่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี สมชื่อหมู่บ้าน ถ้าปรับปรุง แหล่งท่องเที่ยวให้มีสภาพน่าเที่ยว ทุอย่างจะลงตัว แม้ที่นี่จะมีประชากรหลากหลายเพียงใด แต่ความสามัคคี ธรรม จะเกิดขึ้นอย่างมั่นคงและถาวรสมชี่อ ชาวบ้านสามัคคีธรรม
   มาอยู่ที่บ้านสามัคคีธรรมแห่งนี้ สองวัน ตามคำเชิญของหัวหน้าโสภา และน้องหนุ่ม พัฒนากรอำเภอคลองลาน ให้มาช่วยทำ เรื่องเล่า หรือนักเล่าเรื่องและจัดประสบการณ์ให้ ประชาชน ห้าหมู่บ้าน คือ วุ้งกระสัง  แปลงสี่ คลองเตย ท่าช้าง และสามัคคีธรรมแห่งนี้ สิบวันที่คลองลาน ทำให้ได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย และได้มีโอกาสสร้างบันทึกการท่องเที่ยวอย่างไว้ให้ทุกหมู่บ้าน อันจะทำให้ชาวประชาได้ดำเนินการต่อ ด้วยความรักในหมู่บ้านที่ตนเองอาศัย ขอบคุณอีกครั้ง กับทุกคุณค่าที่ได้รับ ผมจะกลับมาเยือนอีก ด้วยความรักในทุกคน ทุกวิถีที่อยู่หมู่บ้านอย่างมั่นคง
               อ.สันติ อภัยราช  ๒๔ สค.๖๑


 30 
 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2018, 06:36:14 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
บ้านท่าช้าง  ดินแดนไทดำ  อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร
   วัฒนธรรมไทดำล้ำค่า   เอกลักษณ์ภาษาถิ่น    ดินแดนข้าวปลา  เสื้อผ้างดงาม ลือนามคลองลาน ถิ่นฐานท่าช้าง
   คำขวัญประจำ บ้านท่าช้าง  ตำบลคลองลานพัฒนา  อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ได้บอกเรื่องราวของ ไทยทรงดำ ที่บ้านท่าช้างจังหวัดกำแพงเพชรกำแพงเพชร อย่างชัดเจน และเหมาะสมอย่างที่สุด ที่กำแพงเพชรมีชาวไททรงดำ อยู่จำนวนมาก กระจายไปเกือบทั้งจังหวัด และที่หมู่บ้านท่าช้างแห่งนี้ มีชาวไทดำที่ยังรักษาวัฒนธรรมและประเพณีไว้ได้อย่างมั่นคงและแน่นอน โดยมีคนหลานรุ่นช่วยกัน ดำรงความเป็นไทดำที่ท่าช้างมาอย่างสง่างดงาม ควรแก่การศึกษาอย่างที่สุด ได้มีโอกาสไปสัมผัสกับกลุ่มไทดำท่าช้างอยู่สองวัน สนิทสนมราวสองปีทีเดียว ทุกคนมีน้ำใจที่งดงาม พาไปเที่ยวทุกมุมในหมู่บ้าน อย่างละเอียดสุดไม่ลืม ไม่ลืมแน่นอน
ผู้ไทดำ หรือไทยทรงดำ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทยที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทหรือเมืองแถนหรือเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม ในปัจจุบัน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในแถบแม่น้ำดำและแม่น้ำแดง ปัจจุบันอยู่ในเขตเวียดนามเหนือตอนเชื่อมต่อกับลาวและจีนตอนใต้ ผู้ไทดำหรือไทยทรงดำมีชื่อเดิมเรียกกันว่า ไทดำ หรือ ผู่ไต๋ดำ เพราะนิยมใส่เสื้อดำล้วน ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มคนไทที่อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น “ไทขาว”หรือ นิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาวและไทแดง หรือชอบใช้สีแดงขลิบและตกแต่งชายเสื้อสีดำเป็นต้น ไทดำกลุ่มนี้ได้ถูกกวาดต้อนเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น คนไทยภาคกลางเรียกกันว่า “ลาวทรงดำ” เพราะเข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกับลาวและอพยพมาพร้อมกับลาวกลุ่มอื่น ๆต่อมาชื่อเดิมได้หดหายลง คำว่า”ดำ” หายไปนิยมเรียกกันในปัจจุบันว่า”ลาวทรง”หรือ “ลาวโซ่ง” ซึ่งไม่ใช่คำเรียกที่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือเรียก ชนกลุ่มนี้ว่า ผู้ไท ดำนั่นเอง คำว่า โซ่ง สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “ซ่วง” ซึ่งแปลว่า กางเกง เพราะเพราะชาวไทดำนิยมนุ่งกางเกงทั้งชายและหญิง คนไทยและลาวพวนจึงเรียกว่า ลาวซ่วง ซึ่งหมายถึงลาวนุ่งกางเกง ต่อมาเพี้ยนเป็น โซ่ง เหตุที่เรียกไทดำว่า ลาวโซ่ง เพราะคำว่า “ลาว” เป็นคำที่คนไทยทั่วไปใช้เรียกคนที่อพยพมาจากถิ่นอื่น แต่ชาวไทดำหรือไทยทรงดำถือตนเองว่าเป็นชนชาติไท จึงนิยมเรียกตนเองว่า ไทดำ หรือผู้ไต๋ดำผลพวงสงครามสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี
สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  มาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทำให้ไทดำ หรือไทยทรงดำ ถูกกวาดต้อนครัวมาอยู่เพชรบุรี
ระยะแรกไทดำตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย (สมัยพระเจ้าตากสิน และรัชกาลที่ 1) ระยะที่สอง (สมัยรัชกาลที่ 3) โปรดฯ ให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลมไทดำหรือไทยทรงดำ จึงมาตั้งถิ่นฐานที่ท่าแร้ง เมื่อปี พ.ศ. 2378 - 2381 สงครามครั้งนั้น พวกลาวพวน พวกลาวเวียง ซึ่งเป็นชนชาติไทยด้วยสาขาหนึ่ง ได้ถูกกวาดครัวมาด้วยกัน เมืองเพชรจึงประกอบด้วยชนกลุ่มน้อยที่เรียกว่า “สามลาว” อันได้แก่ ไทดำ ลาวพวน และ ลาวเวียง
ธรรมชาติของผู้ไทดำ หรือไทยทรงดำ ชอบอยู่ที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง ชอบภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา เสมือนถิ่นดั้งเดิมของตน ครัวโซ่งกลุ่มนี้ มิชอบภูมิประเทศที่ท่าแร้ง เพราะโล่งเกินไป จึงได้อพยพย้ายถิ่นฐานบ้านเรือนไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่เคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่สะพานยี่หน ทุ่งเฟื้อ วังตะโก บ้านสามเรือน เวียงคอย เขาย้อย ตามลำดับ บางส่วนย้ายมาสู่กำแพงเพชร หลายกลุ่ม หลายพื้นที่ ที่มีชัยภูมิที่เหมาะสม ในที่สุดอพยพมาอยู่ที่บ้านท่าช้างกำแพงเพชร เกือบร้อยปีมาแล้ว ตั้งถิ่นฐานมีครอบครัวหลากหลาย รักษาความเป็นไทดำไว้ได้เป็นอย่างดี น่าชื่นชมอย่างยิ่ง
ไทดำ ปลูกบ้านที่มีลักษณะของตนเองแบบหลังคาไม่มีจั่ว หลังคายกอกไก่สูง มุงด้วยตับต้นกกมิใช่ตับจาก รูปหลังคาลาดคุ่มเป็นรูปคล้ายกระโจม คลุมลงมาต่ำเตี้ยจรดฝา ดูไกลๆ จะดูเหมือนไม่มีฝาบ้าน เพราะหลังคาคลุมมิดจนมองไม่เห็น บ้านผู้ไทดำ จะไม่มีหน้าต่าง เนื่องจากไทดำ มาจากเวียดนามและลาว อยู่ตามเทือกเขา อากาศหนาวเย็น ไม่ชอบมีหน้าต่างให้ลมโกรก พื้นปูด้วยฟากไม้ไผ่ รองพื้นด้วยหนังสัตว์ มีใต้ถุนบ้านสูงโดยใต้ถุนบ้านใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ด้วยที่บ้านท่าช้างมิมีบ้านลักษณะนี้ให้เห็นอีกแล้ว นับว่าน่าเสียดาย
เดิมบ้านท่าช้าง เป็นที่อาศัยของช้างป่าโขลงใหญ่ มักจะมาเล่นน้ำและข้ามไปข้ามมาที่บริเวณท่าช้าง ทุกวัน ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า ท่าช้าง ปัจจุบันท่าช้าง ยังมีสภาพที่มองเห็นได้ว่า เป็นดังเรื่องเล่าขานกันมาจริง มีท่ามีช้าง มีจินตภาพที่ชัดเจนมาก
จุดเด่นของบ้านท่าช้างอยู่ที่ประชาชน ชาวท่าช้าง มีนำใจไมตรี ใสซื่อบริสุทธิ์ เสียสละตั้งใจทำงาน เมื่อเข้าใกล้อยู่ใกล้จะรู้สึกเป็นสุขมากเลยทีเดียว
สตรีชาวไทดำที่บ้านท่าช้าง มักมีหน้าตาสวยรูปร่างดี ผิวพรรณงดงาม มีมิตรไมตรี เป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี น่ายกย่อง น่าหลงใหล ถ้าจะชมสาวงามไม่ต้องไปที่ใด มาที่ท่าช้าง ท่านจะประทับใจที่สุด
การแต่งกายที่เอกลักษณ์สำคัญ
ผู้ชายชาวไทยทรงดำจะใส่เสื้อสีดำ  แขนยาว  ทรงกระบอกแคบ  ผ่าหน้าตลอด  ติดกระดุมเงินมียอดแหลมประมาณ  10 – 15 เม็ด  ตัวเสื้อตัดเย็บแบบเข้ารูปคอตั้งแบบชาวจีน  ด้านข้างผ่าปลายทั้ง 2 ข้าง  ส่วนเสื้อด้านล่างแหวกออกให้ห่างกัน  เสื้อแบบนี้เรียกว่า  “เสื้อไท้  หรือ  เสื้อซอน”  ใช้ใส่ในการเดินทางและทำงานทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวัน
          ส่วนกางเกงที่สวมใส่จะเป็นกางเกงขาสั้นสีดำหรือสีครามแก่  ปลายขาแคบเรียวยาวแค่เข่าแบบกางเกงขาก๊วยของจีน  เอวกว้าง  มีตะเข็บด้านข้าง  เรียกว่า   “ส้วงขาเต้น”       หรือ “ส้วงก้อม”  กางเกงอีกแบบหนึ่งเรียกว่า  “ส้วงฮี”  เหมือนส้วงก้อมแต่ขายาวถึงตาตุ่ม    กางเกงทั้งสองแบบนี้นิยมใส่กับเสื้อไท้ในชีวิตประจำวัน         
การแต่งกายของผู้ชายในการไปงานพิธีการต่าง ๆ จะแต่งกายด้วย “เสื้อฮี” ซึ่งตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายสีดำใส่ได้ทั้งสองด้านประดับตกแต่งด้วยเศษผ้าไหมชิ้นเล็ก ๆ  สีขาว    สีเขียว  สีแดง  สีส้ม  ตรงสาบชายเสื้อ  ปลายแขนและใต้รักแร้  และเหนือรอยผ่าด้านข้างทั้ง 2 ข้าง    เสื้อฮีของผู้ชายจะตัดเข้ารูปยาวถึงเข่าคอกลมป้ายไปทางซ้าย ผ่าหน้ายาวตลอด มีกระดุมไว้คล้อง  1 เม็ด กุ้นรอบคอด้วยผ้าไหมสีแดงแล้วเดินไหมสีอื่นทับเพื่อความสวยงาม มีกระดุมติดที่หน้าอกและเอว  แขนเสื้อเป็นแขนกระบอกตะเข็บเสื้อด้านข้างมีการตกแต่งด้วยเศษผ้าต่าง ๆ  ชายเสื้อด้านในประดับด้วยไหมและกระจกเป็นลวดลายสีต่าง ๆ โดยถ้าเป็นงานมงคลต่าง ๆ เช่น    งานแต่งงาน  งานพิธีเสนเรือน  จะใส่เอาด้านที่มีลายสวยงามอยู่ด้านใน  แต่ถ้าเป็นงานที่ไม่เป็นมงคลก็จะกลับเอาด้านที่มีลวดลายสวยงามออกมาด้านนอกแทน เช่น ใช้คลุมศพ เป็นต้น เสื้อฮีนี้เมื่อใช้แล้วจะไม่มีการซักแต่จะเพียงผึ่งแดดเท่านั้นมิให้สีตก และก่อนจะใส่เสื้อฮีจะสวมเสื้อเชิ้ตเข้าไว้ด้านใน  เสื้อฮีจึงเป็นเสมือนเสื้อนอกที่ใช้ในงานที่สำคัญต่าง ๆ
               เครื่องแต่งกายอีกอย่างหนึ่งของชาวไทยทรงดำ  คือ  กระเป๋าคาดเอวทำด้วยผ้าสีดำสลับด้วยผ้าสีแดง และเหลืองปลายสายเย็บกลึงให้กลมเรียวเล็ก ตอนปลายมีพู่ทำด้วยไหม สีต่างๆทั้งสองปลาย ตรงกลางเย็บผ้าติดทำเป็นกระเป๋าไว้ใส่ของคล้ายกระเป๋ามีฝาปิดใช้คาดทับเสื้อนอกตรงเอวไว้สำหรับใส่ข้าวของในชีวิตประจำวัน
ผู้หญิงชาวไทยทรงดำใส่เสื้อที่เรียกว่า “เสื้อก้อม”  เป็นเสื้อทอด้วยผ้าฝ้ายสีดำ หรือสีครามแก่แขนยาวทรงกระบอก     คอตั้งแบบชาวจีน คอผ่าหน้าตลอดติดกระดุมเงินประมาณ  10 – 15 เม็ด  ตัดเย็บเข้ารูปเอวสั้น
                    ผู้หญิงชาวไทยทรงดำ นุ่งผ้าซิ่นสีดำหรือสีครามแก่  พื้นมีลายเป็นเส้นตรงสีขาวเล็ก ๆ ยาวตามแนวตั้งทอด้วยเส้นด้ายสีดำสลับสีขาวหรือฟ้าอ่อนเป็นลาย  เรียกว่า  “ผ้าลายแตงโม”  ที่เชิงซิ่นติดตีนซิ่นลายขวางกว้างประมาณ 2 นิ้ว ส่วนตอนบนของผ้าซิ่นใช้ผ้าดำไม่มีลาย    กว้างประมาณ 2 นิ้วเย็บติดกับตัวผ้าซิ่นลายแตงโมบนผ้าซิ่นนี้สื่อความหมายถึง   การเป็นพี่เป็นน้องกันระหว่างชาวไทยกับชาวลาวโดยใช้ลายใหญ่2 เส้น  ขนานกัน      ส่วนลายเส้นเล็กและเส้นใหญ่เดี่ยว ๆ  หมายถึง  การแยกย้ายพลัดพรากจากกัน วิธีการนุ่งผ้าซิ่นของชาวไทยทรงดำมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกับชาติอื่น ๆ คือ  จะจับปลายซิ่นส่วนบน 2 ข้างพับเข้าหากันมาทับกันไว้ตรงกลางเอว  แล้วคาดเข็มขัดรัดไว้ไม่ให้ผ้าหลุด  ดึงซิ่นให้ด้านหน้าสูงกว่าด้านหลังเพื่อความสะดวกในการเดิน  แล้วพับชายผ้าลงมาตรงหน้าท้องปิดเข็มขัด  น่าศึกษาและติดตาม


ประเพณีเสนบ้านหรือเสนเรือน
ประเพณีเสนเฮือน หรือประเพณีเซ่นผีเรือนของลาวโซ่งจัดขึ้นเพื่อเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษซึ่งเชื่อว่า บรรพบุรุษของตนที่ตายไปจะได้ไม่อดอยากเป็นอยู่สุขสบาย มีผลให้ลูกหลานมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายด้วย ลาวโซ่งทุกคนจึงต้องทำพิธีเสนผีเฮือนเป็นประจำปีละครั้ง หรือ ๒-๓ ครั้ง เพราะเชื่อว่าถ้าผีบรรพบุรุษอดอยากจะก่อกวนสมาชิกในครัวเรือน รวมทั้งสัตว์เลี้ยงจะเดือดร้อน ไม่มีความสุข เจ็บไข้ได้ป่วย เกิดอัปมงคลแก่ครอบครัว ที่สำคัญจะถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนอกตัญญูไม่รู้จักบรรพบุรุษที่เคยเลี้ยงดูมา ลาวโซ่งจะไม่ทำพิธีเสนผีเฮือนในเดือน ๙ เดือน ๑๐ เพราะเชื่อว่าเดือนเก้าเดือนสิบผีเฮือนต้องไปเฝ้าแถน การเสนผีจะไม่ปรากฏผลใด ๆ จึงนิยม เสนเฮือนเดือน ๔ ๖ และ ๑๒ เพราะเป็นเดือนที่ว่าง ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์
การฟ้อนรำของไทดำ
โดยมีลักษณะเด่นของการเคลื่อนไหวร่างกาย 6 ส่วนคือ 1.การใช้เท้ามี 2 ลักษณะคือ การย่ำเท้าและการก้าวเท้า การก้าวเท้ามี 5 วิธี ได้แก่ ก้าวย่าง ก้าวไขว้ ก้าวลากเท้า ก้าวเขยิบเท้า และก้าวยั้งเท้า 2. การใช้ขามี 2 ลักษณะ คือการงอขาและการนั่งยองๆ 3.การใช้ลำดับมี 3 ลักษณะ คือลำตัวตั้งตรง ลำตัวเอนไปด้านหลัง และลำดับเอนไปด้านข้าง 4. การใช้มือมี 7 ลักษณะ ได้แก่ ม้วนมือ ช้อนมือ ไขว้มือ ควงมือ โฉบมือ ตักมือ และมือปัดป้อง 5. การใช้แขนมี 2 ลักษณะ ได้แก่ ตั้งวงสูง ตั้งวงต่ำ 6. การใช้สะโพก โดยมีลักษณะเด่น คือ การทรงตัวโดยยืนย่อเข่าโย้ตัวฟ้อน การนั่งยองๆ ฟ้อนในลักษณะจ้ำติดดิน สำหรับการฟ้อนจะขึ้นอยู่กับทำนองเพลง 4 เพลง ตามลำดับคือ 1. แคนช้า หรือแคนเดิน 2. แคนเร็ว หรือแคนแล่น 3. แคนแกร หรือแคนกะแล่ 4. แคนเวียงหรือแคนเยิบ แคนเดินเปรียบเสมือนหนุ่มสาวสร้างความคุ้นเคยซึ่งกันและกัน แคนแล่นเปรียบเสมือนหนุ่มเล้าโลมและสาวหลบหลีก แคนกะแล่เปรียบเสมือนหนุ่มสาวสมัครสมานในรสรัก แคนเยิบเปรียบเสมือนชายหญิงที่แสดงถึงความสุขสมหวังในความรัก ส่วนการฟ้อนแบบปัจจุบันอาศัยรูปแบบการฟ้อนดั้งเดิมอยู่บ้าง แต่จะประยุกต์ขึ้นใหม่ตามสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในแต่ละท้องถิ่นของกลุ่มชนไทยทรงดำ  ถ้าท่านได้ชมจะสนุกสนานมากๆ ต้องลุกไปร่วมรำเลยทีเดียว โดยเฉพาะตอนรำยั่วกัน สนุกและมีลีลาที่น่าสนใจกระเซ้าเหย้าแหย่กัน สนุกและเพลิดเพลินอย่างที่สุด


สองวันเต็ม เช้าจรดค่ำ ทำให้ผม รักและหลงใหลในวัฒนธรรมของ ไทดำบ้านท่าช้าง ไม่อยากที่จะจากมาเลยทีเดียอยากจะเชิญชวนทุกท่านว่า ถ้ามีเวลาหรือผ่านไปคลองลานจากกำแพงถึงสี่แยกคลองน้ำไหล เลี้ยวซ้าย เข้าไปนิดเดียว หน้าโรงเรียนบ้านท่าช้าง มีศูนย์วัฒนธรรมชาวไทดำ แล้วท่านจะรู้สึกเช่นเดียวกับผม หรือมากกว่าผม ไม่น้อยกว่าผม อย่างแน่นอน
อ.สันติ อภัยราช   ๒๒ สิงหา ๖๑





หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!