จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
มกราคม 20, 2019, 03:46:25 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ยินดีต้อนรับสมาชิก และผู้เยื่ยมชมทุกๆท่าน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: มกราคม 16, 2019, 02:21:28 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
 ๒๒. ผู้กำกับคนใหม่ ขุนพันธ์กับเมืองกำแพงเพชร(คุณเจริญ ตันมหาพราน)
ในขณะขุนพันธ์ฯกำลังขนสัมภาระเข้าโรงแรม ทันนั้นเองมีเสียงปืนดังขึ้นที่หน้าโรงแรมเหมือนเป็นการต้อนรับผู้กำกับคนใหม่ ขุนพันธ์ฯเข้าใจว่าถูกท้าทายจึงวิ่งขึ้นบันไดไปเอาปืนลงมา
นางถี่เจ้าของโรงแรมเห็นเข้าก็เข้ากอดขุนพันธ์ฯไว้ แล้วพูดว่าไม่ใช่เรื่องของคุณ อย่าออกไป ขุนพันธ์ฯจะสะบัดอย่างไรไม่หลุด แกบอกขุนพันธ์ฯว่า มันเป็นธรรมเนียมของเมืองนี้ ใครจะเมาหรือไม่เมา เมื่ออยากยิงปืนก็ยิงกันได้ตามสบาย ดังนั้นขุนพันธ์ฯได้ไปอาบน้ำ ในคืนนั้นขุนพันธ์ฯนอนคิดหาวิธีปราบปรามผู้ร้ายเมืองกำแพงเพชรให้อยู่ในความสงบโดยรวดเร็ว
รุ่งขึ้นวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๙๐ เวลา ๐๗.๐๐ น. ขุนพันธ์ฯแต่งเครื่องแบบเรียบร้อยแล้ว สั่งให้เด็กไปเช่าจักรยานมาคันหนึ่งราคา ๒๗ สตางค์ เพื่อให้เด็กขี่พาไปที่ สภ.อ.กำแพงเพชร
ส่วนขุนพันธ์ฯขี่จักรยานของตนเอาที่เอามาด้วย วันนั้นไม่มีข้าราชการคนใดทราบข่าวการมาของผู้กำกับคนใหม่ พอเด็กพาไปถึงป่าแห่งหนึ่งก็หยุดนิ่ง พร้อมกับชี้ให้รู้ว่าที่แห่งนี้แหละ “สถานีตำรวจกำแพงเพชร”
สภาพ สภ.อ.กำแพงเพชร ที่เห็นเต็มไปด้วยต้นไม้เถาวัลย์ขึ้นปกคลุมจนมิดหลังคา บ้านผู้กำกับพังครืนไปครึ่งหนึ่ง จนนกกระจาบเข้าอาศัยทำรังอยู่เป็นฝูงๆ กระดานป้ายชื่อสถานีตำรวจถูกปลวกกัดจนตกลงมากองอยู่กับพื้นดิน ถนนเข้าสถานีตำรวจที่เคยกว้าง ๕ เมตรมีหญ้าอ้อ หญ้าแขม หญ้าคา ขึ้นปกคลุมจนเป็นซุ้มหนา มีช่องเล็กๆที่คนใช้เป็นทางเข้าออกได้
ขุนพันธ์ฯทิ้งรถจักรยานไว้ข้างนอก แล้วแหวกหญ้าเข้าไป จนน้ำค้างเปียกเสื้อกางเกงหมด พอถึงบันไดสถานีตำรวจ มองเห็นที่ล้างเท้าน้ำแห้งสนิท ข้างบนมีตำรวจนั่งกอดปืนกระดิกเท้าอยู่ สภาพการแต่งกายบ่งบอกเป็นตำรวจถูกต้อง แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่เคยซักแดงเป็นสนิท หมวกแก๊ปสวมไปทาง  กระเป๋าเสื้อขาดรุ่งหริ่ง ขุนพันธ์ฯเดินขึ้นไปตรงหน้ายาม ยามยังนั่งมองหน้าเฉย ขุนพันธ์ฯจึงถามว่าเธอเป็นยามใช่ไหม ยามตอบว่าใช่ ขุนพันธ์ฯได้ถามต่อไปว่า เธอรายงานตัวเป็นไหม และเมื่อยามแต่งตัวสวมหมวกถือปืนอย่างนี้ เมื่อผู้บังคับบัญชาขึ้นมาหรือมาพูดด้วยจะต้องทำอย่างไรก่อน
ยามตอบว่าไม่ทราบ ขุนพันธ์ฯจึงถามต่อไปว่า เธอเป็นตำรวจมากี่ปีแล้ว เคยฝึกหัดบ้างหรือเปล่า ใครเป็นนายร้อยเวร สิบเวร ต่อไปใครเป็นยาม ทำไมโรงพักรกเต็มไปหมดอย่างนี้ เก้าอี้ก็ล้มหงายบ้าง  ตะแคงบ้าง ราวปืนก็มีแต่ราว โรงพักเหมือนโรงร้างมานานปี
ยามตอบว่าเป็นตำรวจมา ๒ ปีแล้ว จะปลดเดือนเมษายนปีนี้ ไม่เคยฝึกหัดเลย นายร้อยเวร สิบเวรไม่มี ใครเป็นยามคนต่อไปไม่ทราบ ถึงเวลาเขามาเปลี่ยนกันเอง โต๊ะเก้าอี้ไม่มีใครจัด โรงพักก็ไม่มีคนทำความสะอาด ปืน ดาบปลายปืน กระเป๋ากระสุนปืนของใครก็เอาไปเก็บรักษาไว้ที่บ้าน ที่โรงพักเอาไว้ไม่ได้จะถูกขโมยลักหมด
ขุนพันธ์ถามว่า ถ้าสมมุติจะฝึกแถวจะหัดที่ไหน
ยามตอบว่าต้องไปหัดตามวัดหรือตามโรงเรียน เพราะที่นั่นมีลานมีสนามเตียนดี ขุนพันธ์ฯได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกสงสาร ประกอบกับเห็นสภาพของโรงพักแล้วก็ยิ่งเศร้าสลดใจ ขุนพันธ์ฯถามเขาต่อไปว่า“เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร แต่งตัวอย่างนี้มียศชั้นไหน”
ยามตอบว่าเข้าใจว่าเป็นผู้กำกับมาใหม่ มียศเป็นนายพันตำรวจตรี
ขุนพันธ์ฯจึงได้อบรมยามต่อไปว่า ต่อไปจำไว้เมื่อยามแต่งตัวเรียบร้อยดีเช่นนี้ มีหมวกถือปืนอย่างนี้ หากผู้บังคับบัญชาตั้งแต่นายร้อยตรีขึ้นไป เมื่อมาพูดกับยามหรือไม่พูดก็ตาม หากเห็นในระยะอันสมควร ยามจะต้องทำวันทยาวุธและโดยเฉพาะสำหรับผู้บังคับบัญชาเช่นผู้กำกับนี้ ยามจะต้องรายงานด้วย แล้วขุนพันธ์ฯก็สั่งไว้กับยามว่า“ให้บอกกันทุกคนว่า ผู้กำกับใหม่เขามาถึงตั้งแต่วานนี้ จะไปตรวจที่อำเภอพรานกระต่าย ๓ วัน แล้วจะกลับมาหัดแถวในบริเวณโรงพัก หัดเฉพาะท่าคลานกับท่ามอบให้จนหญ้าเตียน”
วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๐ เวลา ๐๗.๑๕ น. พ.ต.ต.บุตร ได้วางแผนที่จะได้จัดการกับอำเภอพรานกระต่าย โดยขอร้องให้นางถี่เจ้าของโรงแรมช่วยเช่าเกวียนมาเล่มหนึ่งในราคา ๖๐ บาท เพื่อที่จะเดินทางไปคนเดียว ๓ วัน ในเกวียนมีแค่น้ำดื่ม ข้าวปลาอาหารขุนพันธ์ฯไม่กิน ขณะนั้นยาจากวัดดอนศาลายังออกฤทธิ์อยู่
ในระหว่างทางได้ไปตรวจท้องที่อำเภอพรานกระต่าย ซึ่งเป็นอำเภอเดียวที่มีการทำนามาก  ราษฎรต่างประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม จึงนับว่ามีความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์กว่าอำเภออื่น ด้วยเหตุนี้ที่อำเภอพรานกระต่ายมีโจรผู้ร้ายชุกชุมมาก ผิดกับอำเภอเมืองกำแพงเพชรมีแต่พวกอันธพาลทั่วเมือง  ส่วนที่อำเภอคลองขลุงมีโจรผู้ร้าย แต่ก็ไม่มากนัก
พอไปถึงตัวอำเภอได้เข้าหา นายอนันต์  โพธิพันธ์ นายอำเภอพรานกระต่าย(ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๐-๒๔๙๑) ร.ต.อ.สะอ้าน  ธาราศรี หัวหน้า สภ.อ.พรานกระต่าย(ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกอง สภ.อ.พรานกระต่าย พ.ศ.๒๔๘๙-๒๔๙๑)ว่า ผมมารับราชการที่นี่คนเดียว ไม่มีรองผู้กำกับมาด้วย มาขอทำความรู้จักและพึ่งบารมีพวกข้าราชการเมืองกำแพงเพชร ปัจจุบันภาพพจน์เมืองกำแพงเพชรในสายคนภายนอกเสียหายมาก จึงมาขอความช่วยเหลือในการปฏิบัติราชการ พวกเราเป็นข้าราชการคงอยู่กันไม่นาน แต่ขณะที่ยังอยู่อยากให้สร้างความดีให้ชาวกำแพงเพชรระลึกถึงยามจากไป อีกอย่างหนึ่งต้องการมาขอพบพวกมิจฉาชีพทุกประเภท ตั้งแต่โจรผู้ร้าย อันธพาล นักเลง นักพนัน พ่อค้าของเถื่อน ฯลฯ เพื่อทำความรู้จักฝากเนื้อฝากตัว โดยขอร้องให้ ร.ต.อ.สะอ้าน  ธาราศรี นัดบรรดาอันธพาลและผู้กว้างขวางทั้งหลาย ตลอดจนกำนันผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการอำเภอมากินเลี้ยงที่บ้านในคราวหน้า
วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๔๙๐ ขุนพันธ์ฯกลับจากตรวจราชการที่พรานกระต่ายมาถึง สภ.อ.กำแพงเพชร ก็รู้สึกแปลกใจที่บริเวณโรงพักเตียนสะอาดขึ้น แม้จะทำการฝึกหัดท่าคลานและหมอบก็ตาม ก็ไม่มีตอและหนามตำ
วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๐ ร.ต.อ.ประคอง  ก้องสมุทร เข้ามารายว่า ตำรวจในจังหวัดกำแพงเพชรมี นายร้อย ๕ คน จ่า ๒ คน นายสิบ ๒๔ คน นายพันมีคนเดียวคือขุนพันธ์ฯ รองไม่มีเพราะหาไม่ได้ หลังจากได้รับรายงานเสร็จเรียบร้อย ขุนพันธ์ฯได้นัดประชุมตำรวจพร้อมกันทั้งหมด พร้อมกับทำความเข้าใจกับตำรวจทุกคนว่า ขุนพันธ์ฯมารับหน้าที่ตามคำสั่งกรมตำรวจ และได้พรมา ๔ ประการ  สำหรับระเบียบวินัยตลอดจนข้อบังคับมีอยู่พร้อมแล้วในเมืองกำแพงเพชรนี้ มิใช่ว่าขุนพันธ์ฯจะมาตั้งขึ้นใหม่ ต่อไปจะต้องจัดเวรยามตามระเบียบและให้มาทำงานกันทุกคน ปืนดาบปลายปืน กระเป๋ากระสุนให้เอามาเก็บไว้ที่โรงพัก และเอามาเข้าราวไว้ให้หมด ถ้าของหลวงถูกขโมยก็ต้องช่วยกันชดใช้ตั้งแต่ผู้กำกับลงไป อีกทั้งต้องมีการฝึกอบรมเป็นประจำและจะต้องมีสมุดเซ็นชื่อลงเวลามาทำงานและกลับ เสร็จแล้วขุนพันธ์ฯให้เวลาทำความสะอาดโรงพักและปืนให้เรียบร้อยภายใน ๓ วัน นับแต่วันประชุมอบรมนี้เป็นต้นไป
ครั้นถึงกำหนด ปืนและของหลวงทุกอย่างก็เข้าที่ ตำรวจพามาทำงานกันตามระเบียบ มีการอบรมสั่งสอนกันเป็นประจำ ด้านโรงพักเป็นอันเรียบร้อยไป คราวนี้ปัญหาอยู่ที่บ้านพักผู้กำกับที่ชำรุดจนไม่สามารถใช้เป็นที่พักได้ ขุนพันธ์ฯได้พิจารณาย่านตลาด ตรงโรงยาฝิ่นที่เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกันอยู่เสมอ ทำให้เจ้าของกิจการต้องขาดทุนทุกปี แถมยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกบรรดานักเลงอันธพาลที่บังคับให้ประมูลทุกปีด้วย คนอื่นจะประมูลไม่ได้
สภาพโรงยาฝิ่นเป็นห้องแถวใหญ่โตแข็งแรง ๒ ห้อง ๒ ชั้น ใหญ่โตแข็งแรง หากผู้กำกับจะขอแบ่งเช่าอยู่สักครึ่งหนึ่งก็คงไม่เดือดร้อน ตอนแรกขุนพันธ์ฯไปเจรจากับขุนสรสิทธิ์เจ้าของห้องบอกว่าสุดแต่ผู้เช่า ขุนพันธ์ฯจึงไปพบกับเถ้าแก่ผู้เช่า เถ้าแก่โรงยาฝิ่นตกใจคิดว่า แค่ถูกนายร้อย นายสิบ และพลตำรวจไถและเบ่งสูบฟรีเป็นประจำ ทำให้ต้องเดือดร้อนแทบจะแย่อยู่แล้ว คราวนี้ขนาดชั้นนายพันแถมยังเป็นผู้กำกับด้วยคงจะหนักกว่าเก่าหลายเท่านัก เถ้าแก่จึงไม่ยอมตกลงด้วย ขุนพันธ์ฯต้องใช้วิธีพูดกันแบบสองต่อสองหลายครั้ง โดยอธิบายว่าที่ขุนพันธ์ฯต้องการมาเช่าอยู่นี้ เพื่อจะมาปราบพวกอันธพาลและคอยคุ้มกันไม่ให้ใครมาสูบฝิ่นฟรีให้ เถ้าแก่โรงยาฝิ่นค่อยเข้าใจและยอมตกลงด้วย
ขุนพันธ์ฯกลับมาทำรายงานไปยังกองบังคับการว่าจะขอเช่าบ้านพักอยู่ในโรงยาฝิ่น ผู้บังคับการไม่ยอมหาว่าผิดระเบียบทางราชการ ทำให้ต้องเดินทางไปยังกองบังคับการด้วยตนเองและเข้าเรียนให้ท่านผู้บังคับการเข้าใจและอนุญาต
หลังจากได้บ้านพักเพียง ๒-๓ วัน ขุนพันธ์ฯก็มองเห็นแสงแห่งชัยชนะอยู่เบื้องหน้า โดยพาตำรวจออกตรวจตามตลาดจนสว่างทุกคืน พร้อมกับป่าวประกาศให้บรรดาพ่อค้าแม่ขายให้เปิดร้านขายตามปกติได้ อาหารการกิน เหล้ายาบุหรี่ไม่ต้องกลัวใครจะมาเบ่งฟรี ทุกอย่างผู้กำกับขอรับผิดชอบ  ดังนั้นทุกคืนจะมีชาวบ้านและตำรวจมาสูบบุหรี่กินกาแฟกันตามร้านได้อย่างสะดวกสบายเหมือนก่อน
หลังจากตำรวจได้เก็บปืนเข้าราวหมดแล้ว เสียงปืนก็เพลาลง แต่ยังมีพวกข้าราชการและชาวบ้านบางคนยังพกปืนอยู่อีก ขุนพันธ์ฯจึงแจ้งไปยังนายสุวรรณ  รื่นยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร(พ.ศ.๒๔๙๐-๒๔๙๓)ว่า เดี๋ยวนี้ตำรวจไม่พกปืนแล้ว จึงขอให้ข้าราชการของท่านอย่าได้พกปืนเลย ส่วนชาวบ้านที่พกปืนนั้นขุนพันธ์ฯจะจัดการเอง
นายสุวรรณ  รื่นยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เห็นชอบและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่  ดังนั้นเมื่อตำรวจและข้าราชการพลเรือนไม่พกปืนแล้ว ชาวบ้านราษฎรก็เลิกพกไปเอง ไม่ถึง ๑๐ วันเมืองกำแพงเพชรในเขตเทศบาลก็สงบเรียบร้อย
ต่อจากนั้นขุนพันธ์ฯก็ให้เรือเมล์เดินรับส่งคนโดยสารได้เป็นปกติ และให้รถยนต์วิ่งรับคนโดยสารจากนครสวรรค์ถึงกำแพงเพชรด้วย พร้อมทั้งจัดตำรวจเข้ารักษารถและเรือเป็นประจำ
การจราจรทางน้ำทางบกก็เข้าสู่เหตุการณ์ปกติ ราษฎรต่างก็ไปมากันได้โดยสะดวก ไม่ต้องหวั่นเกรงอิทธิพลและโจรผู้ร้ายกันต่อไป
ขุนพันธ์ฯปราบปรามสิ่งชั่วร้ายและเริ่มปรับปรุงสิ่งต่างๆในเขต อ.เมือง จ.กำแพงเพชรให้เข้าสู่สภาพเดิม ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๔๙๐ จนถึงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๐ ปรากฏว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอีก คงเหลืออำเภอพรานกระต่ายเท่านั้น ที่มีโจรผู้ร้ายชุกชุมขึ้นชื่อเพราะมีเสือสำคัญอยู่ ๒ คน คือ เสือไกร บ้านคุยแขวน กับเสือวัน บ้านนาถนน ต.คุยบ้านโอง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร เป็นพี่น้องกัน เสือทั้งสองนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมือง กำแหงขนาดยกพวกบุกไปปล้นถึงเขตนครสวรรค์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร ตาก นอกจากนี้โจรกลุ่มนี้ยังเคยขโมยช้างของเชื้อพระวงศ์องค์หนึ่งคราวเสด็จขึ้นไปเมืองกำแพงเพชร ตำรวจติดตามไปเอาช้างคืนมาได้ครู่เดียว พอพวกโจรตามมาทันใช้ปืนไล่ยิงตำรวจเอาช้างกลับไปอีก
ครั้งหนึ่งนายอนันต์  โพธิพันธ์ นายอำเภอพรานกระต่ายฉายภาพยนตร์เก็บเงินบำรุงอำเภอและสถานีตำรวจ พวกอันธพาลก็ใช้อาวุธปืนไล่ยิงเข้าให้เลิก แล้วจัดการเปิดบ่อนกำถั่วโปท้าทายตำรวจ ขนาดผู้บังคับกองให้ตำรวจ ๗ คนเข้าไปจับถูกพวกอันธพาลไล่กลับบอกว่า“มันไม่ใช่หน้าที่มึง ขนาดนายแกยังไม่กล้ามาจับหรือพวกมึงคิดจะมาลองเสี่ยงกับกู” ทำเอาตำรวจหน้าเสียยกพากันกลับโรงพัก
ต่อมาพวกอันธพาลยังแค้นใจบุกยิงตำรวจที่หน้า สภ.อ.พรานกระต่ายกลางวันแสกๆ แล้วกวักมือเรียกตำรวจที่เห็นเหตุการณ์เข้าไปจับ แต่ก็ไม่มีตำรวจคนใดกล้าเสี่ยงชีวิตด้วย
ขุนพันธ์ฯคิดวางแผนจับกุมสองเสือให้จงได้ เพื่อให้เมืองกำแพงมีความสงบสุขตลอดไป รวมไปถึงเมืองอื่นๆที่มีเขตติดต่อกับกำแพงเพชรด้วย
เช้าวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๔๙๐ ขุนพันธ์ฯพา ร.ต.ท.ชม  ส.ต.ต.เจริญ  พลฯณรงค์  พลฯกลั่น เดินทางไปพรานกระต่ายอย่างเร่งรีบ กว่าจะถึงอำเภอพรานกระต่ายเย็นพอดี จึงไปพักบ้าน ร.ต.อ.สะอ้าน  ธาราศรี ผู้บังคับกองและได้เริ่มดำเนินการไปตามแผนที่วางไว้ คือ นัดบรรดาอันธพาลและผู้กว้างขวางทั้งหลาย ตลอดจนกำนันผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการอำเภอมากินเลี้ยงที่บ้านในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๔๙๐ เวลา ๑๙.๐๐ น. โดยขอให้ทุกคนนำข้าวหม้อ-แกงหม้อมาด้วย ส่วน ร.ต.อ.สะอ้าน  ธาราศรี หัวหน้า สภ.อ.พรานกระต่าย เตรียมจัดทำอาหารเข้าร่วมด้วย พร้อมกับชี้แจงว่าที่นัดมากินอาหารร่วมกันนี้ เนื่องจากผู้กำกับมาใหม่อยากรู้จักพวกพรานกระต่ายจะได้เป็นที่พึ่งพาอาศัยกันต่อไป เพราะมาจากเมืองใต้ไม่รู้จักใครเลย
วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๔๙๐ เวลาบ่าย ร.ต.อ.สะอ้าน ธาราศรี ผู้บังคับกองยืนรับแขกอยู่ที่หัวบันไดบ้าน โดยเตรียมสมุดให้แขกที่มาลงชื่อและนามสกุลเป็นหลักฐาน ทั้งนี้ขุนพันธ์ฯต้องการรู้จักใครเป็นใครจะได้ไม่จับผิดตัว พอบรรดาอันธพาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเริ่มทยอยกันมา ทุกคนมีของกินติดมือมาด้วย เพื่อมาทำความรู้จักกับผู้กำกับคนใหม่
พอตกเย็นบรรดาข้าราชการก็มาร่วม ขุนพันธ์ฯสั่งให้ตำรวจเปิดเวทีรำวงที่หน้า สภ.อ.พรานกระต่าย อนุญาตให้ลูกเมียตำรวจทั้งหมดให้ไปรำวงกัน ส่วนการทำครัวและการจัดเลี้ยงเป็นหน้าที่ของตำรวจ จะไม่ใช้พวกแม่บ้านเลย ทำให้ตำรวจทุกคนทำงานทั้งที่มีปืนสะพายอยู่ที่บ่า พวกอันธพาล  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการอำเภอ ต่างมีปืนพกมากันทั่วหน้าตามตามเคยชิน
โต๊ะจัดเลี้ยงถูกจัดเป็นแถวยาวตลอดแนว พวกอันธพาลถูกจัดให้นั่งอยู่ตรงกลาง มีกรมการอำเภอและตำรวจนั่งขนาบข้างละคน ส่วนด้านนอกของโต๊ะนั้น ขุนพันธ์ฯนั่งกลางตรงหน้านายไกรและนายวันคนสำคัญ ด้านซ้ายขวาของขุนพันธ์ฯมี ร.ต.ท.ชม ผู้บังคับกองและกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั่งยาวตลอดโต๊ะ ขุนพันธ์ฯเป็นผู้เปิดพิธีด้วยการกล่าวคำปราศรัย ต่อจากนั้นเริ่มลงมือรับประทานอาหาร เพื่อสร้างบรรยายให้เป็นกันเอง ขุนพันธ์ฯขอร้องให้ทุกคนช่วยกันเล่าเรื่องสนุกๆคนละหนึ่งเรื่อง ขณะที่เสือวันกำลังเล่านิทานเพลินอยู่นั้น ขุนพันธ์ฯพยักหน้าให้อาณัติสัญญาณ ฉับพลันนั้น ส.ต.ท.เจริญ กระโดดเข้ารวบตัวเสือวันจับใส่กุญแจมือทันที ขณะเดียว ส.ต.ท.ถวิล เข้าประชิดตัวเสือไกรเอากุญแจมือสวมไว้  หลายคนที่นั้นนั่งตกตะลึงคาดไม่ถึงขุนพันธ์ฯจะทำงานแบบสายฟ้าแลบ
หลังจากนั้นขุนพันธ์ได้แจ้งข้อหาสองเสือท่ามกลางผู้มากินเลี้ยงโดยทั่วกันว่า ทั้งสองคนนี้เป็นหัวหน้าโจรปล้นทรัพย์สินของราษฎรในเมืองกำแพงเพชร อีกทั้งยังเคยไปปล้นในท้องที่พิจิตร นครสวรรค์ สุโขทัย ตาก ด้วย สองเสือถูกตำรวจพาไปบันทึกประจำวันและพาเข้าห้องขังตามระเบียบ รอจนกว่าหกโมงให้เตรียมเดินทางกลับกำแพงเพชร เพื่อควบคุมผู้ต้องหาไปสอบยังท้องที่ๆเกิดเหตุ แต่ระหว่างนี้ให้ไปรำวงกันก่อน
ครั้นใกล้เวลาเที่ยงคืน(หกทุ่ม) ขณะที่ทุกคนกำลังรำวงสนุกสนานกันอยู่นั้น สองเสือที่อยู่ในห้องขังร้องตะโกนลั่นสถานีว่า นายอำเภอครับ ท่านปลัดครับ กำนันครับ แล้วออกชื่อใครต่อใครอีกหลายคน เขาจะพาผมไปฆ่าแล้วครับ
ขุนพันธ์ฯได้ยินดังนั้นก็หัวเราะชอบใจที่สองเสือกลัวตาย จนเข้าใจผิดคิดว่าจะถูกพาไปฆ่าตอนหกทุ่ม จึงสั่งให้รำวงกันต่อไม่ต้องสนใจ ฟ้าแจ้งเมื่อใดงานค่อยเลิก
พอถึงรุ่งเช้ามีญาติพี่น้องของสองเสือขอติดตามไปส่งถึงกำแพงเพชร เพราะเกรงตำรวจจะกระทำวิสามัญฆาตกรรมกลางทาง โดยใช้เกวียนเป็นพาหนะตามหลังมาด้วย ๒ เล่ม ส่วนตำรวจได้นำผู้ต้องหาขึ้นเกวียนอีก ๑ เล่ม ผู้ต้องหาทั้งสองถูกสวมกุญแจมือติดกัน มีโซ่ยาวสองเส้นล่ามเท้าทั้งสี่ไว้ป้องกันการหลบหนี ภายใต้การควบคุมของ ร.ต.ท.ชม  ส.ต.ท.แสวง และพลฯณรงค์อย่างหนาแน่น มีขุนพันธ์ฯคอยสอดส่องดูสถานการณ์สองข้างทาง
วันนั้นตรงกับวันเสาร์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๔๙๐ ตรงกับวันแรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๒ เวลา ๓ ทุ่มเศษ ขณะที่ถึงวัดหัวยาง หมู่ ๔ ต.หนองคล้า อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร กำลังจะขึ้นสะพานหน้าดง บรรยากาศมืดมิดจนแทบมองอะไรไม่เห็น ทันใดนั้นเองแนวป่าข้างสะพานด้านขวามือแอบซุ่มอยู่ เตรียมลงมือชิงตัวผู้ต้องหา จึงยิงปืนเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน ขุนพันธ์ฯสั่งตำรวจยิงโต้ตอบกลับไป การต่อสู้ดำเนินอยู่นานราว ๓ นาที จนกระทั่งเสียงปืนทางฝ่ายตรงข้ามเงียบหายไป ปรากฏว่าผู้ต้องหาสองคนบนเกวียนถูกกระสุนตาย ส่วนเมียเสือวันถูกกระสุนที่ราวนมล้มไม่ได้สติ
ราว ๓๐ นาทีต่อมาพวกในเมืองจุดตะเกียงเจ้าพายุมายังที่เกิดเหตุ รวมทั้งข้าราชการพ่อค้า ๕ คนได้ช่วยกันนำเมียเสือวันส่งโรงพยาบาล แพทย์มาทำการชันสูตรพลิกศพในวันรุ่งขึ้น
ตั้งแต่เสือไกร เสือวันถูกยิงตาย บรรดาโจรผู้ร้ายพากันหลบหนีกระจัดกระจายไม่กล้ากำแหงอีก  แต่ส่วนมากหนีขึ้นไปจังหวัดตาก จน พ.ต.ต.อวบ  บุญชลิโต ผู้กำกับตากถึงกับต่อว่ามาทางขุนพันธ์ฯแกล้งขับไล่โจรไปสร้างความเดือดร้อนแก่เมืองตาก
พ.ต.ต.บุตร ใช้เวลาจัดการกับเมืองกำแพงเพชรทั้งหมด ๑ เดือน ๒๕ วัน บ้านเมืองสงบเรียบร้อยทุกอย่างตามที่ได้ให้คำสัญญากับอธิบดีกรมตำรวจ
ขุนพันธ์ฯต้องการประกาศให้เมืองข้างเคียงรู้ว่า บัดนี้กำแพงเพชรเป็นเมืองที่น่าอยู่ จึงแจ้งไปยังเถ้าแก่เฮาะจิวที่ปากน้ำโพ(นครสวรรค์)ให้ขึ้นมาประมูลโรงต้มกลั่นสุราที่กำแพงเพชร พอประมูลได้ก็จัดงานฉลองเปิดโรงต้มกลั่นเป็นปฐมฤกษ์ขึ้น โดยให้เชิญผู้ว่าราชการ ข้าราชการผู้ใหญ่ พ่อค้าที่มีชื่อเสียงจากจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย ตาก นครสวรรค์และกรุงเทพฯให้มาร่วมสังสรรค์ ในงานมีโต๊ะจีนจากภัตตาคารชื่อดังในกรุงเทพฯมาบริการ พร้อมกันนี้มีการแสดงของนักเรียนให้ชมด้วย ในที่สุดทุกอย่างได้จบลงด้วยดี แขกที่มากินเลี้ยงต่างกลับไปเล่าลือ จนข่าวนี้แพร่กระจายเข้าไปถึงกรมตำรวจ โดยมิต้องประกาศตามหน้าหนังสือพิมพ์
ในระหว่างนั้นที่จังหวัดพัทลุงเกิดมีโจรผู้ร้ายชุกชุมอีกครั้งหนึ่ง ทำให้หลายคนนึกถึงผลงานที่ขุนพันธ์ฯเคยฝากไว้ให้ ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีการขับเคี่ยวกันระหว่าง นายถัด  รัตนพันธ์ กับนายถัด  พรหมมานพ ชาวพัทลุงบอกว่าไม่ต้องออกหาเสียงให้เหนื่อยเปล่า ใครที่สามารถเอาตัวขุนพันธ์ฯมาอยู่ที่พัทลุงได้ ก็จะเลือกบุคคลนั้นให้เป็นผู้แทนของพัทลุง จึงมีการไปขอความกรุณาต่อกรมตำรวจให้ส่งขุนพันธ์ฯไปให้ชาวพัทลุง
ต่อมาทางกรมตำรวจได้มีหนังสือคำสั่งไปถึงขุนพันธ์ฯที่กำแพงเพชร ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับที่พัทลุง แต่ขุนพันธ์ฯยังไม่ยอมเซ็นรับทราบ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปอย่างเข้มแข็ง เช่น  การออกตรวจท้องที่มิได้หยุดหย่อน จนสามารถรู้จักท้องที่ของเมืองกำแพงเพชรทุกตำบล โดยเฉพาะวัดโบราณที่เต็มไปด้วยเจดีย์ที่สลักปรักพัง เช่น วัดพระบรมธาตุ วัดซุ้มกอ วัดพิกุล ที่อุดมไปด้วยพระเครื่องสุดยอดในวงการ มีความขลังเป็นเลิศ อย่างพระกำแพงทุ่งเศรษฐีที่เป็นหนึ่งในอันดับพระเบญจภาคีของไทย ใต้เมืองกำแพงเพชรลงไปก็มีเมืองไตรตรึงซึ่งเป็นเมืองร้างอยู่ในดงดิบริมแม่น้ำปิง มีเจดีย์ธาตุ เขาเรียกกันว่า“เจดีย์วังพระธาตุ เวลานั้นขุนพันธ์ฯแสวงหาแต่โจรผู้ร้าย ไม่ได้แสวงหาพระเครื่องและพระบูชา พระทุ่งเศรษฐี ซึ่งมีแหล่งอยู่ตรงหน้าเมือง พระกำแพงนั้นมีอยู่ทั่วไป แต่ขุนพันธ์ฯไม่มีพระกำแพงชนิดพระบูชา

 2 
 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2018, 04:51:15 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
ประวัติคุณแม่เครือมาส จารุวัฒน์
ราวเดือนดับ ลับโลก วิโยคแสน   มืดทั่วแดน เย็นเยียบ เงียบจิตหวน
     สะอื้นร่ำ รำพัน พรั่นคร่ำครวญ         ดวงจิตป่วน รวนร่ำ พร่ำพรรณนา
      แม่เครือมาส นิราศแล้ว ดวงแก้วลับ     ดาวระยับ ดับพร้อมเดือน เลือนเวหา
  ใบหน้าเปื้อน เลือนเลอะ เปรอะน้ำตา       ดั่งชีวา  ลาลับ ดับพร้อมเดือน

   คุณแม่เครือมาส จารุวัฒน์  มีนามแต่เดิมว่า คุณแม่ถุงเงิน  ศุภดิษฐ์  เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๖๗  ที่บ้านขุนทวีจีนบำรุง  จังหวัดกำแพงเพชร เป็นธิดาของนายแขก  ศุภดิษฐ์ และนางลิ้นจี่ นามสกุลเดิมสุรเดช  มีพี่น้องทั้งหมด ๑๑ คน พี่น้องของแม่ ยังมีชีวิตอยู่ ๓ ท่านคือ   นายชนัย ศุภดิษฐ์ นางพริ้มเพรา พันธุสังวรณ์ และนางระพีพรรณ จิตบรรเทา
      คุณแม่เครือมาส จารุวัฒน์ เข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนสตรีกำแพงเพชร    
นารีวิทยา จนกระทั่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ได้ไปศึกษาต่อฝึกหัดครู ที่โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จังหวัดพิษณุโลก เดินทางทวนลำน้ำปิงไปจังหวัดตากด้วยเรือหางแมงป่อง ใช้เวลาเดินทางถึง ๓ วัน ๓คืน ขึ้นรถไปสวรรคโลก ต่อรถไปจังหวัดพิษณุโลก เรียนฝึกหัดครูโดยอยู่หอพัก ที่โรงเรียน ๒ ปี ได้วุฒิครู ว. (ครูประกาศนียบัตรจังหวัด)
   เมื่อจบการศึกษา เดินทางกลับจากจังหวัดพิษณุโลกโดยทางรถไฟ ไปลงที่จังหวัดนครสวรรค์ ต่อรถกลับมาที่จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อมีอายุ เพียง ๑๗ ปี จึงยังไม่สามารถรับราชการได้ เมื่ออายุครบ ๑๘ ปี ได้รับราชการครูครั้งแรกที่โรงเรียนวัดราชพฤกษ์ศรัทธาราม ตำบลหนองปลิง ต่อมาย้ายมารับราชการโรงเรียนเทศบาล๑ วัดบาง และย้ายมาเป็นครูประชาบาลที่โรงเรียนวัดคูยาง และเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง ครูใหญ่ที่โรงเรียนเทศบาล ๒ (ทุ่งสวน)  โดยความภาคภูมิใจ ในอาชีพครู คุณแม่เป็นที่รักและเคารพของผู้ที่รู้จักคุณแม่
ทุกๆคน
   คุณแม่เครือมาส ศุภดิษฐ์ พบรักและสมรสกับคุณพ่อ เจริญ จารุวัฒน์ (นายโกศินท์ จารุวัฒน์ ปัจจุบัน ถึงแก่กรรมแล้ว)     ในปี พุทธศักราช ๒๔๘๗ ขณะที่คุณพ่อเป็นครูที่โรงเรียน กำแพงเพชร “วัชรราษฎร์วิทยาลัย”
   มีบุตรธิดาร่วมกัน ๗ คนคือ
       ๑.นายชัยวัฒน์  จารุวัฒน์  อดีต  หัวหน้าฝ่ายการเงินและบัญชีสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร  สมรสกับนางสาวจรุงศรี  อินทรเกษม ข้าราชการบำนาญปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดกำแพงเพชร มีบุตร ๒ คนคือ
      ๑.๑ นายภูชิชญ์ จารุวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ภาค ๓
      ๑.๒ นายจักรพันธ์ จารุวัฒน์ นายช่างชลประทานอาวุโส สำนักงานชลประทานจังหวัดตาก
         ๒. นางจันทินี อภัยราช อดีต อาจารย์ ๓ ระดับ ๘ โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม สมรสกับนายสันติ อภัยราช อดีตอาจารย์ ๓ ระดับ ๙ โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม มีบุตร ๑ คน คือ นายอรรถ อภัยราช พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดกำแพงเพชร(ถึงแก่กรรม)
       
๓.นางจุไรลักษณ์ อัตภานันท์ อดีต อาจารย์ ๒ ระดับ๗ โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม สมรสกับนายสุพล อัตภานันท์ อดีตอาจารย์ ระดับ ๗ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร มีธิดา ๑ คน คือ นางพอใจ เฉลิมสุข ปัจจุบันศึกษาต่อระดับ ปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ ณ Utah University ประเทศสหรัฐอเมริกา และปฎิบัติงานผู้ช่วยนักวิจัย ณ The  United Nation University World Institute for Development Economics Research ณ  ประเทศฟินแลนด์
         ๔. นางจิราภา  จารุวัฒน์ อดีตอาจารย์ระดับ ๗ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
มีบุตร ๑ คนคือ นายวัจน์  คำพวงวิจิตร ตำแหน่งวิศวกร บริษัท Robert bosch automotive technologies Thailand
            ๕.นายสุพจน์  จารุวัฒน์ อดีต ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนกำแพงเพชร   พิทยาคม แต่งงาน กับนางสาวลออศรี สุบิน อดีต นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร มีบุตร ๒ คน คือ
      ๕.๑ นายฐิติพงศ์  จารุวัฒน์  ตำแหน่งวิศวกร  บริษัท กัลฟ์ เจพี ยูที จำกัด
จังหวัดอยุธยา
      ๕.๒  นายศรัณย์  จารุวัฒน์  ตำแหน่งวิศวกร  บริษัท นิฟโก้ ประเทศไทย จำกัด
จังหวัดชลบุรี
      ๖.นางสุพรรณี  มาตเมฆ ทำธุรกิจส่วนตัว สมรสกับนายวรรณชัย มาตเมฆ อดีตพนักงานช่างระดับ ๗ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดกำแพงเพชรมีบุตรธิดา ๒ คนคือ
   ๖.๑นายไชยศักดิ์ มาตเมฆธนบูรณ์  พนักงานการไฟฟ้าระดับ๔  การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร
   ๖,๒ นางสาววรรธนพร มาตเมฆ นักศึกษาปีที่ ๔ ภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศ่าสตร์ กรุงเทพมหานคร
   ๗. นางสุรีย์มาศ ดิษสละ อดีตอาจารย์ ๒ ระดับ ๗ โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม สมรสกับ นายทองคำ ดิษสละ อดีต อาจารย์ ๒ ระดับ ๗ โรงเรียนวัชรวิทยา มีธิดา ๑ คน คือ นางสาวสัณหทัย ดิษสละ อดีต นักศึกษาทันตแพทย์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัย นเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ( ถึงแก่กรรม)
คุณแม่เครือมาส จารุวัฒน์ ได้ดูแลลูกหลาน และญาติมิตรของท่าน ได้อย่างวิเศษสุด
และสมบูรณ์แบบถือเป็นแบบอย่างกับคนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี
ในบั้นของปลายชีวิต
คุณแม่เครือมาส  จารุวัฒน์  เป็นผู้มีร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวท่านจึงมีชีวิตที่       สุขสงบ และสันโดษ ท่ามกลางการดูแลอย่างดีจากบรรดาลูกหลาน คุณแม่ทำกิจกรรมที่คุณแม่
ชื่นชอบได้อย่างวิเศษ แม้ท่านมีอายุ กว่า๙๐ปี      คุณแม่เริ่มป่วยติดเตียงเมื่ออายุย่างเข้า ๙๕ ปี ทุกวันลูก ๆของท่าน ทุกคนผลัดกัน บริบาลรักษาดูแลคุณแม่อย่างดียิ่ง คุณแม่ได้เข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช  ๒๕๖๑ ได้รับการดูแลช่วยเหลือจาก แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลกำแพงเพชรเป็นอย่างดีตลอดมา   จนถึงเวลาที่คุณแม่จากไปอย่างสงบ เมื่อย่างเข้าวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เพียง ๕ นาที รวมสิริอายุได้เก้าสิบห้าปี นับว่าคุณแม่เครือมาส จารุวัฒน์ เป็นผู้มีคุณูปกรต่อลูกหลาน ญาติพี่น้อง ตลอดอายุไขที่สมบูรณ์แบบของท่าน ขอให้ท่านสถิตยังสรวงสรรค์ ที่ท่านปรารถนาเทอญ
เดือนดับลับล่วงแล้ว               หลงทาง
                                    ตะวันลับดับจิตวาง                           ว่างว้าง
                                    ทะเลคลื่นครวญคราง                        เทวษโศก นาแม่
                                     แม่เครือมาสนิราศร้าง                      โลกนี้มืดมน








       

 3 
 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2018, 02:30:21 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
รายชื่อเครือข่ายสตรอง พอเพียง
อ.สันติ อภัยราช
๑.สิบเอกหญิงอรพิน   แจ้งเจน     ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนโกสัมพีวิทยา
๒.นางจันทรา    กุลนันทคุณ     นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ สำนักงานวัฒนธรรม
                                                       จว.กำแพงเพชร
๓.นางสาวสุภารัตน์  อยู่สกุณีย์   นักธุรกิจเสริมสวย กำแพงเพชร (สโมสรฝึกการพูด                       
                                                         กำแพงเพชร)
๔.นายกำจร  หัดไทย         ผู้อำนวยการกศน.อำเภอพรานกระต่าย  กำแพงเพชร
๕.นายธนวัฒน์  พรหมมา      ผู้นำเกษตรกร  ตำบลแม่ลาด อำเภอคลองขลุง 
                                                       กำแพงเพชร
๖.นางสาวสุภิตรา  มั่นเขตวิทย์         ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอบจ. จังหวัดกำแพงเพชร
๗.นายกิตติสุวัฒนา  มังกร               นักศึกษา คณะครุศาสตร์  (ภาษาไทย) ม.ราชภัฏกำแพงเพชร
๘.นางจันทนา ศรีโพธิ์      พยาบาลชำนาญการ (นายกสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร) โรงพยาบาล
                                                 กำแพงเพชร
๙.นายฏฐวุฒิ   ศรีเทียม      วิศวกรพิเศษ   (สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร)
๑๐.นายวีระ ชูศิลป์      เฏษตรกร อำเภอเมืองกำแพงเพชร (สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร)

ถ้าส่งหนังสือไม่ได้ เอามาให้ผม

 4 
 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2018, 09:22:32 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
รำลึก นิรันดร์ บุพพาจารย์  พระมหาชุมพล เขมปัญโญ

     มหาสมุทร กว้างใหญ่ เกรียงไกรเหลือ      นภาเหนือ  ปฐพี   ที่ไพศาล
รวมสมุทร นภา ปฐพีจักรวาล                           ไม่อาจปาน  พระคุณท่าน ที่ผ่านมา
      เฝ้าดูแล สนับสนุน เด็กบ้านนอก                ได้บวชเรียน โดยชอบ เสริมศึกษา
เปรียญธรรม  เก้าประโยค ยอดวิชชา                ท่านประสาท วิทยา อย่างจริงจัง
      ปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ยิ่งคำสอน                   จริยวัตร  บวร     เสริมสอนสั่ง
พระราชวชิรเมธี เป็น ปราชญ์ดัง               เจ้าอาวาส มีพลัง  เพราะอาจารย์
    พระมหา ชุมพล เขมปัญโญ                      พระอาจารย์ อาวุโส  ศิษย์ร่ำขาน
ท่านจากไป โลกมืด อนันตกาล                ท่านคือปรมาจารย์ ที่ทรงคุณ
     มีศิลศักดิ์ ในวันนี้ เพราะมีแบบ                ขอกราบแทบ  บาทา ท่านเกื้อหนุน
อธิษฐาน จิตมั่น ยันค้ำจุน               พุทธศาสน์ อดุลย์  นิรันดร


    





 5 
 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2018, 12:27:59 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
กำแพงเมืองนครชุมที่หายไป

      เมืองนครชุม หรือนครพระชุม เมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๐๐ เป็นอาณาจักรอิสระ อยู่ริมน้ำปิง ตั้งแต่กำแพงเพชร ยังมิได้รวมตัวกันเป็นบ้านเมือง ก่อนปี ๑๙๐๐ ได้รวมกับอาณาจักรสุโขทัย เป็น บ้านเมืองที่อยู่ร่วมกัน อาจอยู่ ฐานะเมิองลูกหลวง จนกระทั่ง เมื่อพระญาลิไทยขึ้นครองราชย์ จากหลักฐาน ในจารึกนครชุมซึ่งจารึกในปี ๑๙๐๐ ตอนหนึ่งว่า
        ศักราช ๑๒๗๙ ปีระกา เดือน ๘ ออก ๕ ค่ำ วันศุกร์ หนไทย กัดเล้า บูรพผลคุณี นักษัตร เมื่อยามอันสถาปนานั้นเป็น ๖ ค่ำแล พระยาลือไทยราช ผู้เป็นลูกพระยาเลอไทยเป็นหลานแก่ พระยารามราช เมื่อได้เสวยราชย์ในเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยได้ราชาภิเษก อันฝูงท้าวพระยาทั้งหลายเป็นเป็นมิตรสหาย อันมีในสี่ทิศนี้ แต่งกระยาดงวาย ของฝากหมากปากมาไหว้อันยัดยัญอภิเษกเป็นท้าวเป็นพระยาจึงขึ้นชื่อศรีสุริยพงษ์มหาธรรมราชาธิราช หากเอาพระศรีรัตนมหาธาตุอันนี้มาสถาปนา ในเมืองนครชุมนี้ปีนั้นพระมหาธาตุอันนี้ใช่ธาตุอันสามานต์ คือพระธาตุแท้จริงแล...............
       ข้อความจากจารึกทำให้เราทราบถึงความสำคัญของเมืองนครชุม ถึงขนาดที่ มหาธรรมราชาลิไทย เสด็จมาเมืองนี้เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระศรีมหาโพธิ์ อันกลายเป็นตำนานแห่งประเพณี นบพระเล่นเพลง ในปัจจุบัน
ลักษณะเมืองนครชุม
          ลักษณะตัวเมือง เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหยียดยาว รูปกำแพงเมือง สร้างคดเคี้ยวตามลำน้ำปิง กว้างประมาณ 400 เมตร ยาวประมาณด้านละ 2,900 เมตร มีคูเมือง 2 ชั้น กำแพงเมืองเป็นคันดิน 3 ชั้น ที่เรียกกันว่า ตรีบูร กำแพงเมืองทางทิศตะวันออก ปากคลองสวนหมาก ผ่านไปทางทิศใต้ของสะพานกำแพงเพชรไปสิ้นสุดที่บ้านหัวยาง กำแพงเมืองทางด้านลำน้ำปิงถูกน้ำกัดเซาะ พังทลายไปบางส่วน บางส่วนถูกประชาชนบุกรุก ไถทิ้งไปเกือบสิ้น
           แนวกำแพงเมืองที่พอเห็น บริเวณหลังสถานีขนส่ง หรือบริเวณ หน้าโรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม ยังมีแนวให้เห็นค่อนข้างชัดจนถึงร้านลาบแซบ มีป้ายคอนกรีตขนาดใหญ่ปักไว้ ทั้งหัวและท้ายแนวกำแพงเมืองที่เหลืออยู่ ป้ายเขียนว่า กำแพงเมืองนครชุม ราวปี  ๑๘๐๐  -  ๑๙๐๐  แต่กำลังถูกทำลายเกือบหมดสิ้น คูเมือง ถูกประชาชนบุกรุกปลูกที่อยู่อาศัย รุกล้ำโบราณสถาน อย่างไม่รู้ค่า หรือบางครั้งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำลายอย่างมิได้ตั้งใจ อย่างเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ในปลายเดือน พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ชาวนครชุมวิพากย์วิจารณ์ อย่างมากมาย ยังโชคดีที่กรมศิลปากร รับทราบแล้ว และอาจยื่นมือมาช่วยเหลือ บูรณะ ให้มีสภาพใกล้เคียงของเดิม เป็นความหวังลึกๆ ของชาวกำแพงเพชร
          เมืองนครชุม อาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองสูงสุด ในอดีต เคย เมืองลูกหลวงแห่งราชอาณาจักรสุโขทัย เจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ ๒๐๐ ปี กลายเป็นเมืองร้าง ถูกลดชั้น เป็นตำบลเล็กๆตำบลหนึ่งในเมืองกำแพงเพชร แต่ทว่าภาพในอดีตแห่งเมืองนครชุม ยังเปล่งประกายเจิดจ้า ท้าทายนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาเยี่ยมชมอย่างมิรู้ลืม………………ยังแอบหวังว่า แนวกำแพงเมืองที่เพิ่งไถทำลายไป จะคืนกลับมาอีกครั้ง


สันติ อภัยราช
๒ ธันวาคม ๒๕๖๑


 6 
 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2018, 10:36:18 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
คำนิยม
ครูลมัย มีขันหมาก ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนอนุบาลกำแพงเพชร
   ได้รู้จักครูละมัย มีขันหมาก มากว่า ยี่สิบห้าปี ตั้งแต่ ครูลมัย เริ่มเป็นครูใหม่ๆ ได้ยินชื่อเสียงว่า เป็นคนตั้งใจสอน ทุ่มเทกับการเรียนการสอน  และกิจกรรมต่างๆ ทั้งในและนอกโรงเรียน โดยไม่คำนึงถึงความยากลำบาก หรือเงินทองที่เสียไป ครูลมัย เป็นครูที่เสียสละประโยชน์สุขส่วนตัว เพื่อความสุข ของ ผู้เรียนและผู้ร่วมงาน ผู้ปกครอง  และผู้บริหาร เสมอมา
   มาสนิทสนม และ เข้าใจครูละมัยมากขึ้น เมื่อทำหน้าที่ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ได้จัดการแสดงทางวัฒนธรรม อาทิการแสดง แสงเสียง ในงานประเพณี นบพระเล่นเพลง  งานแข่งเรือ งานเทศกาลลอยกระทง   แม้งานเปิดกีฬาแห่งชาตินับว่าเป็นงานใหญ่  ทุกครั้ง เมื่อขอร้อง หรือขอความร่วมมือ ครูลมัยไม่เคยปฏิเสธ และให้ความร่วมมืออย่างดีที่สุดทุกครั้ง แม้เป็นครูรุ่นลูก แต่ก็ให้ความนับถือและรักครูลมัย เสมอ เพื่อนร่วมงานและอย่างลูกหลาน  ครูลมัย มีขันหมาก ทำงานได้อย่างวิเศษ และประทับใจ ในทุกครั้ง
   ครูลมัย มึขันหมาก เป็นครูที่ดีมาก มีคุณภาพสูงสุด ตั้งใจสอน ดูแลเยาวชนได้อย่างดี ทั้งในและนอกเวลาราชการ  นอกจากเวลาสอนปกติ ครูลมัยยัง นำนักเรียนไปฝึกการแสดงพื้นบ้านทุกอย่าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงลำตัด เลื่องลือ ไปทั่วประเทศ การสอนเด็กอนุบาล ให้ร้องรำได้ เป็นเรื่องยากมาก แต่ครูลมัย ทำได้สำเร็จสมบูรณ์ ทุกครั้งและทุกรุ่น อย่างดีที่สุด เท่าที่สัมผัสมา
นอกจากนั้น เมื่อเด็กจบการศึกษาไปแล้วครูลมัย ยังทำหน้าที่ครูต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ติดตาม ส่งเสริม สนับสนุนดูแล ลูกศิษย์ อย่างสม่ำเสมอ ทุกรุ่น ทุกวัย แม้ ไปทำงานแล้วครูลมัย ยังติดตาม ดูแลช่วยเหลือ ให้กำลังใจมิได้ขาด ท่านมีทักษะที่ดีในการติดตามลูกศิษย์ และลูกศิษย์ ทุกรุ่น ได้กลับมาหาครูลมัย ทุกครั้งเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม
   ครูลมัย  มีขันหมาก จึงเหมาะสม และสมควรอย่างยิ่ง ที่จะได้รับการประเมิน และรับการพิจารณา เพื่อคัดเลือก เป็นครูเจ้าฟ้ามหาจักรีฯ ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๒
                   นายสันติ อภัยราช
                                                          อาจารย์ ๓ ระดับ๙  ครูเชี่ยวชาญกรมสามัญศึกษา
   อดีตประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร ๓ สมัย รองประธานสภาวัฒนธรรมวัฒนธรรมภาคเหนือ
                                                           ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร
                     
                           


 7 
 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2018, 03:35:05 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
พระปิยมหาราช พระราชทานสิ่งใดให้กำแพงเพชร เสาร์ที่ ๒๐ ตุลาคม บ่ายโมง ในลั่นเมือง ทางอสมท.กพ.
 ๑. ภาพถ่ายเมืองกำแพงเพชร เมื่อ๑๑๒ ปี หลายร้อยภาพ
๒.เอกสารสำคัญ จดหมายเหตุประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร
๓.ปฎิรูป การปกครองเมืองกำแพงเพชร
๔.เปิดโบราณสถานเมืองกำแพงเพชร ที่คนกำแพงเพชร ไม่รู้คุณค่า
๕.พระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองกำแพงเพชร
๖.พระราชทาน ชื่อ ถนนราชดำเนิน ที่เมืองกำแพง
๗.ตั้งชื่อ โบราณสถาน ที่ยังไม่มีชื่อ หรือมีชื่อแล้วเปลี่ยนใหม่
๘. ทรงจุดประกาย ความรู้เรื่องเมืองกำแพงอย่างละเอียด
๙.เปิดบ้านปากคลอง วัดพระบรมธาตุ อย่างเป็นทางการ
๑๐.พระราชทานเหรียญเสมา แก่ผู้เข้าเฝ้าทุกคน
๑๑.พระราชทานภาพวาดพระบรมสาทิศลักษณ์ส่วนพระองค์ ๓
 ภาพ
๑๒.เปิดประวัติศาสตร์พระเครื่อง เมืองกำแพงเพชร
๑๓.เปิดประวัติสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี
๑๔.เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่วัดพระบรมธาตุนครชุม
๑๕.เปิดประวัติศาสตร์ บ้านพะโป้ บ้านปากคลอง
๑๖.ชื่นชมผู้หญิงกำแพงเพชร ว่า งามที่สุด
๑๗.เปิดตำนานการสร้างพระเครื่องกำแพงเพชร
๑๘.เสด็จ วัดเสด็จ และวัดคูยาง

๑๙.ประทับใจ เจดีย์วัดพระแก้ว และเจดีย์วัดพระนอน
๒๐.ประทับกำแพงเพชร ถึง ๑๐ วัน

 8 
 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2018, 01:05:44 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
[img]http://บันทึก การแต่งงาน
หลานชาย อัคร อภัยราช (บอส) กับมิว จิราณี แย้มพราย
เมื่อผมอายุ ย่าง เข้าปีที่ ๗๐ เริ่มรู้สึกว่าใจหายเป็นปัจฉิมวัยแล้ว กลายดั่งไม้ใกล้ฝั่ง เพื่อนรุ่นใกล้ๆกันจากไป เหมือนใบไม้ร่วงทายาทคนเดียว ของเรา ก็ชิงออกหน้าไปก่อนแล้ว เหลือหลานชายสุดที่รักเพียงคนเดียว ปีที่แล้ว ๒๕๖๐ เขาเรียนจบ วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาไฟฟ้ากำลัง จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ อย่างที่เขาอยากเรียน จะเป็นช่างไฟฟ้าเหมือนพ่อของเขา หลานโชคดีมากๆ เมื่อเรียนจบก็ได้บรรจุ เป็นวิศวกรไฟฟ้า ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์  ด้วยความอุ้มชูจากเพื่อนๆของพ่อ   ลาดยาวใกล้กับกำแพงเพชรที่สุด กลับบ้านได้ทุกวันหยุด คุณย่า (จันทินี อภัยราช) ผู้ทุ่มเทความรัก และความอาทร อย่างที่สุด ดีใจกว่าใครทั้งหมด น่าจะหมดเงินกว่าล้านบาท ในการดูแลส่งเสียให้เรียนมหาวิทยาลัย  ซึ่งเงินก้อนนี้พ่อเขาทิ้งไว้ให้ นับว่าเป็นไปตามที่ คาดหวังไว้
เมื่อเขามีความรัก ตามธรรมชาติ ของมนุษย์ ชายหญิงต้องแต่งงาน เพื่อสืบวงศ์ตระกูล ดำรง เผ่าพันธุ์ ต่อไป ก็อธิษฐาน ขอว่า
๑.ขอให้ฝ่ายหญิงมีภูมิลำเนา อยู่กำแพงเพชร ไม่ไกลเกินไป เมื่อแต่งงานแล้ว ขอให้หลานสาว มาอยู่ด้วย
๒. ฝ่ายหญิงไม่ต้องร่ำรวย ขอเพียง อดทน ขยัน ฉลาด รักครอบครัว ก็พอเพียงแล้ว
๓. ไม่ต้องเรียนสูง มากมาย แค่ เป็นคนดี กตัญญู กตเวที ก็พอ
๔. ไม่ต้องงาม สวย เด่นอะไร เพียงมีน้ำใจ ไม่เห็นแก่ตัว  ดูแลครอบครัวใหม่ได้เป็นอย่างดีก็พอเช่นกัน
คำขอได้ดังที่คิดไว้ทุกประการ ได้หลานสะใภ้ หนูมิว (จิราณี แย้มพราย) ตามที่ต้องการทั้งหมด อาจจะเป็นเพราะบุญที่ผมทำให้กับแผ่นดินกำแพงมาตลอด
   เมื่อเขาพร้อมจะแต่งงาน ปู่ย่า จะจัดดีที่สุด ไม่ให้เหมือนใคร ให้เรือนหอ คือบ้านปู่ย่า คือเรือนจันทน์ เป็นที่พำนักที่ปู่ย่า บรรจง สร้างกับมือ ปลูกสักเอง เป็นลูกสักมเหศวร  สักทรงปลูก ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ปู่ปลูกไว้ หน้าศาลากลางเก่า เพื่อสร้างเรือนจันทน์ ตั้งชื่อ ให้เป็นชื่อ ของย่า จันทินี ออกแบบ ให้เป็นเรือนไทยกำแพงเพชร  นับว่า รอคอย บ้านนานที่สุด เกือบสามสิบปีที่ต้นสักโต พอแปรรูปได้ จึงนำมาปลูก เรือนจันทน์หลังนี้ เหมือนดังใต้ร่มพระบารมี พระเจ้าอยู่หัว อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เริ่มต้นวางแผน
แต่งงาน
   บ้านเรามีเนื้อที่ ประมาณ ๖ ไร่ การจัดบ้านสวน ให้ลงตัว สำหรับการแต่งงาน หลานที่บ้านไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเริ่มขยายเนื้อที่ ปีละหนึ่งไร่ ค่อยๆจัดไปตามกำลังทรัพย์ จัดสวน ปูหญ้ามาเลย์ หญ้านวลน้อย ปลูกต้นไม้ดอกไม้ประดับดูแลรักษา ทำน้ำพุขนาดใหญ่ พร้อมระบบแสงสีกลางลานบ้าน  ปลูกต้นไม้ประดับให้เข้ากัน จนพอใจ ปรับน้ำตกขนาดใหญ่ หลังบ้าน โคนต้นตาลคู่อายุ กว่าร้อยปี ให้เป็นธรรมชาติ มากขึ้น นำศาลาขนาดใหญ่มาลง สองที่ ราคาสูงทีเดียว จัดระบบไฟทั้งหมด ในสนาม เมื่อครบสามปี หลานปรารภว่าอยากแต่งงาน ก็บอกว่าปู่ย่าจะไปสู่ขอให้ มันเหมือนบุพเพสันนิวาส หลานชายไปฝึกงานที่ บริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ พบกับหลานสะใภ้ รักกัน เราไม่ว่าอะไร ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ตามใจผู้นอน สู่ขอตกลงกับครอบครัวหลานสะใภ้ เรียบร้อย จัดการ ก่อนการแต่งงานสองเดือน ที่บ้านเทพนคร มีเวลาเตรียมการ ๒ เดือน เรากำหนดเองว่า จะแต่งงานในวันเสาร์ที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๑ เริ่มประสานติดต่อกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ได้รับความอนุเคราะห์จากทุกท่านที่ติดต่อไปอย่างดีทุกท่าน อย่างเช่น สกุลอภัยราช ฝ่ายพี่ชายใหญ่ ส่ง หลานลา เบิ้ม ขวัญ จุก แดง แขก  พัช ทุกคนมาช่วยจัดเวที สถานที่ ตกแต่งบ้าน ให้เรียบร้อย สวยงามแบบไทยย้อนยุค ให้เข้ากับเรือนจันทน์ เรือนไทยของเรา  ประสานงาน ลูกสาวขมิ้น ใช้ช่วยจัดการเรื่องอาหาร ในงบประมาณ ไม่เกิน หนึ่งแสน ห้าหมื่นบาทจัดอาหารย้อนยุค
   ในวันแต่งงาน  มีแขก มาเป็นจำนวนมาก ทุกคนแต่งชุดไทยโบราณ แบ่งเป็นภาคเช้า ทำบุญ ตักบาตร หลั่งน้ำพระพุทธมนตร์  เย็นค่ำมีงานกลางคืน ทำงานตลาดย้อนยุคในบ้าน สนุก มีความสุข แต่เหนื่อยมาก  มีคนให้ความช่วยเหลือทุกจุด รับแขกได้ไม่ทั่วถึง  เพราะคนที่มาเกือบพันคน  บันทึกไว้ไม่หมด ต้องขออภัย แต่ฝนไม่ตก ตามที่อธิษฐานไว้ ว่า เราทำความดี ช่วยเหลือบ้านเมืองมาทั้งชีวิต ให้ฝนหยุดตกสักวัน เพื่อให้งานราบรื่น ไปไปตามที่ต้องการ ฝนฟ้าไม่มากวนเลย ขอบคุณเงินช่วยเหลือ ที่ได้มาหลายแสนบาท ที่ลงทุนไปทั้งหมด ได้คืนมา ขอบคุณทุกท่านที่มีไมตรีช่วยเหลือกันทุกคน
   น้องๆจากสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร มาเป็นพิธีกร วาสนา ยุทธชุมกับสายรุ้ง  วงศ์สมบูรณ์  หลานพลอยกับหลานปิ่น มารำอวยพร
   ลิเกคลองชลุงบำรุงศิลป์  ครูเผ นำกลองยาวมานำขบวนขันหมาก และ ข้าวต้มมัด จำนวนมาก
   คุณธาดา  สังข์ทอง  หน.อุทยานระวัติศาสตร์กำแพงเพชร  เตรียมสถานที่ให้ ทั้งหมด
   เทศบาลนครชุม โดยคุณไพทูรย์  ใจผ่อง ให้ยืม ร่ม และ โต๊ะเก้าอิ้
   ร้านศ ศิลป์ สุรศักดิ์  อ.ตั้ง ให้ยืมอุปกรณ์จำเป็นหลายชิ้น
   น้องๆ หลานๆ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ งานลุล่วงไปได้ด้วยดี
   คุณเนาวรัตน์ พันธ์ยิ้ม มาออกร้านให้
   พรานกบ ภรรยา  และนกกวีบ้านนา มาอวยพรทั้งครอบครัว  จากสุโขทัย
   ครอบครัว น้าหมาย  น้องจิ๊บ  น้องเจี๊ยบ มาจากกรุงเทพ
   ครอบครัวจารุวัฒน์ ของย่าอ้อด จ่ายกระเป๋าหนักกันทุกคน
   มีอีกหลายท่านที่มิได้เอ่ยนาม ขออภัย มากท่านจริงๆ
มีเหลนแล้ว
   เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๑ เวลา ๒๒.๕๘ น. ที่โรงพยาบาลกำแพงเพชร นพ.ประสิทธิ์   ทำคลอด   เป็นผู้หญิง  ย่าทวดจันทินี ให้ชื่อเล่น ว่า ออเจ้า  ปู่ทวด ให้ชื่อจริงว่า อาคิรา  อภัยราช   อาคิรา แปลว่า ผุ้มีแสงสว่างในตัวเอง (พระอาทิตย์) พ่อชื่อ อัคร  แม่ชื่อจิราณี  นำสองชื่อมารวมกัน ว่าอาคิรา เลี้ยงไม่ยาก ย่าทวดไม่วางเลย เห่อเหลนมากๆ ขณะบันทึก วันที่ ๑๙  ตุลาคม ใกล้ครบ หนึ่งเดือน สวยงามราวเจ้าหญิง ปู่ทวดเรียกว่า เจ้าหญิงน้อย ได้เหลนสาว อย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ เป็นบุญของเราแน่เลย โตวันโตคืน ญาติฝ่ายแม่ และฝ่ายพ่อ มารับขวัญกันจำนวนมากเลย เรือนจันทน์คึกคัดด้วยออเจ่า หัวบันไดไม่แห้ง

 เมื่อเหลนออเจ้าเกิด ได้มอบความยั่งยืนให้ เธอเจ้าหญิงน้อย ดังนี้
          ๑.ปลูกมะพร้าว ที่บ้านอิงจันทน์ สักงาม จำนวน ๒๕๐ ต้น  ไม่นาน ก็จะติดลูก  
          ๒. ปลูกมะพร้าว น้ำหอม ที่เรือนจันทน์  จำนวน ๒๐๒ ต้น  ออเจ้าเข้าโรงเรียน  ได้ขายแน่นอน เพียงเก็บวันละ ๑๐๐ผลๆละ ๑๐ บาท ก็ได้ ๑๐๐๐บาทต่อวัน สามารถอยู่ได้ โดยไม่ต้องไปทำงานนอกบ้าน ได้
          ๓.ปลูกต้นสัก ที่เรือนจันทน์ ให้สัปดาห์ละ ๕๐ ต้น ให้ครบ ๕๐๐ ต้น เป็นลูกสักทรงปลูก ของพระเจ้าอยู่่หัวรัชกาลที่ ๙
เมื่อออเจ้า อายุครบ ๒๐ ปี ทวดจะอยู่หรือไม่ก็ตาม ออเจ้า จะมีต้นสักขนาดใหญ่ กว่า ๕๐๐ ต้น สำหรับปลูกบ้าน หรือตัดขาย ต้นละ ๕๐๐๐ บาท มีเงินสดทรัพย์สินเป็นต้นสักมูลค่ากว่า ๒ล้านบาท
เป็นการลงทุนที่น้อย แต่ได้ผลที่แน่นอน




















 9 
 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2018, 11:34:30 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อเมืองกำแพงเพชร
                                                                                                                                 สันติ อภัยราช
เมื่อข้าพเจ้าไปเมืองกำแพงเพชรครั้งแรก คือแวะเมื่อล่องกลับจากเชียงใหม่ ร.ศ. ๑๒๔ นั้น ได้พักอยู่ ๓ คืน ๒ วัน ได้เที่ยวดูในเมืองเก่าและตามวัดที่นอกเมืองบ้าง แต่ในเวลานั้นต้องนับว่ายังอ่อนอยู่มากในทางโบราณคดี คือยังไม่ใคร่ได้มีโอกาสตรวจค้นมาก ทั้งเวลาที่อยู่ก็น้อย และเป็นคนแรกที่ได้ไปดู จะอาศัยฟังความคิดความเห็นผู้ใดๆก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความเห็นในเวลานั้นจึงยังไม่กล้าแสดงให้แพร่หลายมากนัก เป็นแต่ได้ทำรายงานกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามที่ได้สังเกตเห็นด้วยตา และแสดงความเห็นส่วนตัวบ้างเล็กน้อย ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปประพาสเมืองกำแพงเพชร ทอดพระเนตรสถานต่างๆแล้ว พระราชทานพระบรมราโชวาทเป็นอันมาก ครั้นเมื่อได้ทราบกระแสพระราชดำริแล้ว เมื่อปลาย ร.ศ. ๑๒๖ ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปตรวจดูสถานที่ในเมืองกำแพงเพชรซ้ำอีก จึงเห็นทางแจ่มแจ้งดีกว่าครั้งแรกเป็นอันมาก
 
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ข้อความข้างต้นเป็นข้อความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง ของพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยในการศึกษาค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีอย่างยิ่ง ได้เสด็จประพาสเมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร พิชัยและพิษณุโลกเพื่อทอดพระเนตรโบราณสถาน โบราณวัตถุระหว่างวันที่ ๔ มกราคม - ๖ มีนาคม รศ. ๑๒๖ (พ.ศ.๒๔๕๐) และโปรดฯ ให้จัดพิมพ์พระราชนิพนธ์เรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” ซึ่งทรงบันทึกเรื่องราวระยะทางเสด็จประพาสในคราวนั้นพร้อมพระราชวิจารณ์ในแง่ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ก่อให้เกิดกระแสตื่นตัวในการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทยในเวลานั้นอย่างมาก
ในส่วนของเมืองกำแพงเพชร   พระองค์ ทรงเสด็จมากำแพงเพชร สองครั้ง หลักฐานจากจารึกวงเวียนต้นโพ หลักที่ ๒๓๙    สร้างจาก หินปูนสีเทา กว้าง ๗๘ เซนติเมตร สูง ๑๒๖ เซนติเมตร หนา ๘ เซนติเมตร เป็นรูปใบเสมา   จารึกด้านเดียว มี ๑๙ บรรทัด นายประสาร บุญประคอง ได้อ่านจารึกหลักนี้

 
ภาพจารึกในวงเวียน ต้นโพ หน้าเมืองกำแพงเพชร เป็นจารึกของรัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งเป็นมกุฎราชกุมาร

ความว่า

๑. ศุภมัสดุพระพุทธศาสนายุกาลได้ ๒๔๔๘ พรรษา
๒. จุลศักราช ๑๒๖๗ ศกมะเส็ง รัตนโกสินทรศก ๑๒๔
๓. เป็นปีที่ ๓๘ ในรัชกาลแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
๔. เจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ
๕. มกุฎราชกุมารได้เสด็จพระราชดำเนินจากมณฑลพายัพ
๖. มาถึงเมืองกำแพงเพชรนี้ วันอังคารเดือนยี่ แรม ๗ ค่ำ
๗. สุริยคติกาลกำหนด วันที่ ๑๖ เดือนมกราคม เสด็จประพาส
๘. ทอดพระเนตรโบราณสถานหลายแห่งเป็นครั้งแรก
๙. ประทับแรมอยู่ ๒ ราตรีตั้งพลับพลานอกกำแพง
๑๐. เมืองกำแพงเพชร ที่วัดชีนางเกา   ริมลำน้ำปิงฝั่งเหนือฯ
๑๑. ครั้นลุพระศาสนายุกาลได้ ๒๔๕๐ พรรษา
๑๒. จุลศักราช ๑๒๖๙ ศกมะแม รัตนโกสินทรศก ๑๒๖
๑๓. เป็นปีที่ ๔๐ ในรัชกาลแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
๑๔. เจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์นั้น
๑๕. ได้เสด็จพระราชดำเนินมาถึงเมืองกำแพงเพชรนี้
๑๖. วันพุธเดือนยี่ขึ้น ๑๓ ค่ำ สุริยคติกาลกำหนด
๑๗. วันที่ ๑๕ มกราคม ได้เสด็จประพาสทอดพระเนตร
๑๘. โบราณสถานซ้ำอีกเป็นครั้งที่ ๒ ประทับแรมอยู่
๑๙. ๓ ราตรีที่พลับพลาเดิมฯ
 
                    นำจารึกในใบเสมาของรัชกาลที่ ๖ มาประดิษฐาน แก้เคล็ด ลักษณะฮวงจุ้ย

มีใจความสำคัญ สรุปได้ว่า 
พ.ศ. ๒๔๔๘ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินจากมณฑลพายัพมาถึงเมืองกำแพงเพชร ทอดพระเนตรโบราณสถานหลายแห่ง โดยประทับแรมที่พลับพลาบริเวณวัดชีนางเการิมลำน้ำปิงฝั่งเหนือ นอกเมืองกำแพงเพชร เป็นเวลา ๒ คืน ต่อมาในพ.ศ. ๒๔๕๐ เสด็จมาทอดพระเนตรโบราณสถานอีกครั้งหนึ่ง และทรงตั้งพลับพลาประทับแรม ๓ คืน ในที่เดิม
ในโอกาสที่ เสด็จเมืองกำแพงเพชรครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๐ ขณะนั้น ที่ว่าการเมืองกำแพงเพชร หลังแรก สร้างเสร็จพอดี (บริเวณที่ทำการเหล่ากาชาดกำแพงเพชร ในปัจจุบัน) พระองค์ทรงปลูกต้นสักไว้ที่หน้าที่ว่าการเมืองกำแพงเพชร เป็นที่ระลึก ปัจจุบันต้นสักทรงปลูก ยังสูงใหญ่และงดงามมาก
 
พลับพลาที่ประทับ ที่ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มกุฎราชกุมาร บริเวณวัดชีนางเกานั้น เป็นทั้งที่ประทับแรมของพระพุทธเจ้าหลวงเมื่อคราประพาสต้น เมืองกำแพงเพชร ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ด้วย
ต่อมาจังหวัดกำแพงเพชร ได้ตั้งโรงเรียนสตรีขึ้น และได้ใช้พลับพลารับเสด็จและประทับแรม เป็นที่ทำการของโรงเรียน มีนามเป็นสิริมงคลว่า โรงเรียนสตรีพลับพลา ต่อมาได้ กลายเป็นโรงเรียนสตรีกำแพงเพชร “นารีวิทยา” ในที่สุด ได้รวมกันกับโรงเรียนชาย กำแพงเพชร “วัชรราษฎร์วิทบาลัย” เปลี่ยนนามเป็นโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ในปัจจุบัน 
        โรงเรียนสตรีพลับพลา สร้างอาคารเรียนใหม่ เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนสตรีกำแพงเพชร “นารีวิทยา”
ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ จังหวัดกำแพงเพชร ได้สร้างที่ทำการเมืองหลังใหม่เสร็จเรียบร้อย ภายในกำแพงเมืองกำแพงเพชร และสร้างสะพานคอนกรีตข้ามลำน้ำปิง ตรงมายังที่ว่าการเมืองเลยทีเดียว ซึ่งผู้รู้ทั้งหลายทักกันว่า ผิดหลักฮวงจุ้ย จะไม่เป็นมงคลกับเมืองกำแพงเพชร ไม่สามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลง ทั้งที่ว่าการเมือง(ศาลากลาง)และสะพานกำแพงเพชรได้ ที่ประชุมกรรมการเมืองกำแพงเพชร และท่านผู้รู้ในเมืองกำแพงเพชร ได้แก้เคล็ด ฮวงจุ้ย ดังกล่าว โดยอัญเชิญ ใบเสมาศิลาจารึก ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มกุฎราชกุมาร ที่ประดิษฐานบริเวณต้นโพ ขึ้นมาประดิษฐานกลางวงเวียน ขวางกันไว้ มิให้สิ่งที่ไม่เป็นมงคลเข้าสู่เมืองกำแพงเพชร ที่ตั้งใบเสมาจารึกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มกุฎราชกุมาร จึงตั้งตระหง่าน เป็นจุดศูนย์กลางของเมืองกำแพงเพชรมาจนถึงปัจจุบัน แม้ได้เปลี่ยน ฐานรองรับมาหลายรูปแบบ จนมาถึงปัจจุบัน
 
                           สะพานกำแพงเพชร ที่ตัดตรงไปยังศาลากลางจังหวัดกำแพงเพชร

นับว่าการเสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชร สองครา คือพุทธศักราช ๒๔๔๘ และ ๒๔๕๐ ทรงพระราชทานสิ่งที่เป็นมงคลให้ชาวกำแพงเพชร มาจนถึงปัจจุบัน คือ
๑.ต้นสัก ทรงปลูก เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๐
๒.จารึกวงเวียนต้นโพ กลางเมืองกำแพงเพชร
๓.หนังสือพระราชนิพนธ์เที่ยวเมืองพระร่วง
๔.พลับพลารับเสด็จวัดชีนางเกา กลายเป็นโรงเรียนสตรีพลับพลา  โรงเรียนสตรีกำแพงเพชร “นารีวิทยา” และ เป็นกำแพงเพชรพิทยาคม เมื่อรวมกับ กำแพงเพชร “วัชรราษฎร์วิทยาลัย”
นับ เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อเมืองกำแพงเพชร ที่ชาวกำแพงเพชร ประทับใจอยู่มิรู้คลาย

‘’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’






 10 
 เมื่อ: กันยายน 03, 2018, 01:04:35 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
ประวัติคุณพ่อนิคม ใจอินทร์
คุณพ่อนิคม ใจอินทร์ เป็นชาวนครสวรรค์โดยกำเนิด  เกิดที่อำเภอเก้าเลี้ยว  จังหวัดนครสวรรค์  เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๔ บิดา มารดาชื่อนายริ้ว  และนางปลั่งใจอินทร์  ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วทั้งสองท่าน
คุณพ่อนิคม ใจอินทร์ เริ่มศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษาที่โรงเรียน ในอำเภอเก้าเลี้ยว คุณพ่อเรียนหนังสือเก่ง จึงสอบได้ไปเรียนต่อ  โรงเรียนการไปรษณีย์ ที่กรุงเทพมหานคร จนจบการศึกษา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ อายุเพียง ๒๐ ปี และคุณพ่อเข้าทำงานที่ ที่ทำการไปรษณีย์ จังหวัดกำแพงเพชร เป็นแห่งแรก ในตำแหน่งเจ้าพนักงานไปรษณีย์
คุณพ่อนิคม ใจอินทร์ เป็นคนอัธยาศัยใจคอดี  คุยสนุกมีเสน่ห์ เป็นที่หมายปองของสาวๆกำแพงเพชรหลายคน และในปีนี้เองได้พบรักกับคุณแม่ศิวดี  อภัยราช  ลูกสาวของ ปลัดเสรี อภัยราช และคุณแม่เสงี่ยม อภัยราช คหบดีชาวกำแพงเพชร ซึ่งทำงานการประปากำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร
คุณพ่อนิคม และคุณแม่ศิวดี  ใจอินทร์ มีบุตรธิดาด้วยกัน  ๓ คน  คือ
๑.นางนิลาภรณ์  ดาวมณี   
๒. นายนิสิต   ใจอินทร์
๓. นางสาวมณฑกานต์  ใจอินทร์
คุณพ่อนิคม ทำหน้าที่ ด้วยความอุตสาหะซื่อสัตย์ อดทน และขยันขันแข็ง จนกระทั่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายไปรษณีย์ หลายจังหวัด  และตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ คุณพ่อนิคม  ใจอินทร์  ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการการสื่อสารแห่งประเทศไทย เขต๖ จังหวัดนครสวรรค์   และเกษียณอายุราชการ ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๕
คุณพ่อนิคม ใจอินทร์เมื่อเกษียณแล้ว  มีสุขภาพแข็งแรง  จิตใจร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ พูดคุยสนุก มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม เป็นที่รักของ ผู้พบเห็นทุกคนเสมอมา
แต่แล้วสิ่งที่ลูกๆระวังอย่างที่สุด ก็เกิดขึ้น เมื่อวันพุธที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๑ คุณพ่อล้มลง  แพทย์ลงความเห็นว่า เส้นโลหิตในสมองแตก ญาติได้นำส่งโรงพยาบาลได้รับการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดี  ในที่สุด คุณพ่อนิคม ใจอินทร์ ท่านเสียชีวิต ในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๑ เวลา ๒๑ นาฬิกา รวมสิริอายุได้ ๗๗ ปี ท่ามกลางความอาลัยรักของบุตรธิดา ภรรยา ญาติมิตร และทุกคนที่รู้จักท่านทุกคน
ราวตะวันดับ ลับลง ตรงใกล้ค่ำ     มืดมิดซ้ำ กลางนภา  มหาศาล
เมื่อพ่อดับ ลับโลก นิรันดร์กาล   อันตรธาน จากโลก เศร้าโศกตรม
   ต่อนี้ไป ใครเล่า เฝ้าปกป้อง   ใครเฝ้ามอง  ความสำเร็จ ลูกสุขสม
ไม่มีพ่อ ไม่มีตะวัน สิ้นสังคม              ลูกตรอมตรม ราวชีวิต ต้องปลิดปลง.....


หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!