จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
กรกฎาคม 27, 2026, 09:35:18 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ยินดีต้อนรับสมาชิก และผู้เยื่ยมชมทุกๆท่าน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2026, 05:23:43 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
                                                                  การแสดงแสงเสียงประกอบจินตนาการ
                                                เรื่อง หนึ่งร้อยยี่สิบปี พระบารมี  ปิยมหาราชเจ้า ปกเกล้า ชาวนครไตรตรึงษ์
      วันอังคารที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๙ ณ วัดวังพระธาตุ  นครไตรตรึงษ์  จังหวัดกำแพงเพชร  เวลา ๑๙๐๐ น.
                                                                        รวม  ๖๐นาที

                                                              .................................................
ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ทุกท่าน องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลนครไตรตรึงษ์ โรงเรียนนครไตรตรึงษ์  และประชาชนชาวนครไตรตรึงษ์  ยินดีต้อนรับทุกท่าน เข้าสู่การแสดงแสงเสียงประกอบจินตนาการ       เรื่อง หนึ่งร้อยยี่สิบปี พระบารมี  ปิยมหาราชเจ้า ปกเกล้า  ชาวนครไตรตรึงษ์   
 ในเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๙      พระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราช เสด็จประพาสต้น เมืองกำแพงเพชร ๑๐ วัน คือตั้งแต่วันที่ ๑๘ สิงหาคม ถึงวันที่ ๒๗ สิงหาคม พุทธศักราช  ๒๔๔๙  ทรงโปรดที่จะท่องเที่ยวและเยี่ยมเยือนทุกข์สุข อาณาประชาราษฎร์  เมืองกำแพงเพชรมากที่สุด และวันนี้  ในอดีตคือวันที่ ๒๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๙ ทรงเสด็จ ประพาสต้น ขึ้นทอดพระเนตร วัดวังพระธาตุ และ นครไตรตรึงษ์ นครแห่งองค์อัมรินทร์แห่งนี้ ทรงบันทึกเรื่องราวของเมืองประวัติศาสตร์ นครไตรตรึงษ์ไว้อย่างละเอียดที่สุด ทำให้เราเห็นภาพของเมืองนครไตรตรึงษ์  ในอดีตและได้เกิดจินตภาพ อย่างชัดเจน ลึกซึ้ง และภาพแห่งความทรงจำทั้งหมด จะอยู่ในความทรงจำแห่งชาวเราตลอดไปชั่วนิจนิรันดร์
 ด้วยความเคารพ เพื่อชมการแสดงได้อย่างมีอรรถรส  ขอความกรุณา โปรดปิดไฟในงานทุกจุด ปิดเครื่องมือสื่อสาร และงดการแสดงออกอื่นๆ ทั้งสิ้น
และที่สำคัญที่สุด เพื่อแสดงความจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่รักและเคารพอย่างยิ่งของชาวไทยทุกคนขอเชิญทุกท่าน โปรดยืนขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์  (เปิดเพลงสรรเสริญบารมี)
เชิญทุกท่าน ได้เข้าสู่การแสดง แสงเสียง  เรื่อง หนึ่งร้อยยี่สิบปี พระบารมี  ปิยมหาราชเจ้า ปกเกล้า ชาวนครไตรตรึงษ์
 ตามโครงการ ชากังราว นครแห่งศิลป์ ของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร     ณ บัดนี้           
                                                  ..................................................................................




บทนำ 
ณ วัดวังพระธาตุ นครไตรตรึงษ์  ใต้ร่มเงาแห่งมหาเจดีย์ อันสูงตระหง่านตระการตา ในวันที่ ๒๒ สิงหาคม พศ. ๒๕๖๙
เวลาใกล้ค่ำ ชายชรา นำหลานชายหญิง มาเที่ยวชมวัดวังพระธาตุ บ้านเกิดของ เด็กทั้งสองคน
 เพชร  คุณตาครับ วันนี้คุณครูที่โรงเรียน เล่าให้ฟังว่า พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสต้น ตำบลนครไตรตรึงษ์ของเรา เพชรอยากให้คุณตา เล่าเรื่องราวและรายละเอียดให้ฟังครับ
  พลอย  คุณตาขา พลอยก็อยากฟังค่ะ เรื่องเป็นอย่างไรบ้างคะ ถามใครๆก็บอกว่า  พระพุทธเจ้าทรงโปรดปราน บ้านวังพระธาตุและนครไตรตรึงษ์ของเราอย่างมาก หนูอยากฟังค่ะ
     คุณตา นั่งลงซิ ตาจะเล่าให้ฟัง ดีมากเลยที่หลานทั้งสอง สนใจเรื่องราวของแผ่นดินเกิดของหลาน บ้านวังพระธาตุ และนครไตรตรึงษ์ บ้านเราแห่งนี้ สำคัญมากที่สุดเลยนะ เราควรภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอนของเรา
          เมื่อเดือนสิงหาคม ปีพุทธศักราช ๒๔๔๙ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช  ราษฎรเรียกขานนามพระองค์ว่าพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จประพาสต้น เมืองกำแพงเพชร และในวันที่ ๒๒ สิงหาคม คือวันนี้นี่เองนะหลาน ประพาสต้น หมายถึง ทรงมาเยี่ยมเยียนพสกนิกรของพระองค์อย่างใกล้ชิด โดยมิได้นัดหมาย ทรงมาอย่างสามัญชน มิประสงค์ให้ใครเหนื่อยเพิ่ม ค่ำไหนนอนนั่น เสด็จโดยเรือหางแมงป่อง ภาพจำทั้งหมดได้รับการเล่าขานอย่างประทับใจมาจนทุกวันนี้จ้า
พลอย  น่าสนใจมากเลยค่ะ คุณตาเล่าให้ละเอียดเลยนะค่ะ โชคดีเป็นของหนู ที่ได้ฟังความเป็นมาของบ้านเรา วังพระธาตุและนครไตรตรึงษ์บ้านของเรา หนูจะไปเล่าให้เพื่อนๆที่ โรงเรียนฟังต่อค่ะ
เพชร  คุณตา เล่าต่อเลยครับ พระองค์มาทำไม บ้าง ทรงประทับใจอะไรบ้างครับ ยังไม่มีใครเล่าให้ฟังเลยครับ
 คุณตา  ก่อนจะเล่า เรื่องพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เสด็จพระพาสต้น กำแพงเพชร ตาจะขอย้อนกลับไปถึงกำเนิดเมืองนครไตรตรึงษ์ และกำเนิดพระเจ้าอู่ทอง ก่อนดีไหม หลานๆจะได้เข้าใจ โดยละเอียดและต่อเนื่องกัน ฟังนะหลาน
เพชร พลอย  ดีครับ ดีค่ะ (พร้อมกัน)  คุณตา   
(ตัวละคร  คุณตา  หลานชายเพขร    หลานสาวพลอย)






องก์ที่ ๑ …สถาปนา นครไตรตรึงษ์   (๑๕ นาที)
…….สายน้ำแม่ปิง ที่ใสสะอาด แลไพศาล ไหลผ่านนครเชียงใหม่ ลงมาทางทิศใต้สู่ ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ที่ยังเป็น ป่า ดงดิบที่ยังไม่มีผู้ใดค้นพบดินแดนสวรรค์อันงดงามและสงบสุข แห่งนี้
…..พระเจ้าพรหม โอรสแห่ง พระเจ้าพังคราชได้ขับไล่ขอมดําจากเหนือลงสู่ใต้ ระยะทางหลายร้อยเส้น มีการต่อสู้กันตลอดเส้นทางขอมดําได้สู้พลางถอยพลาง ผู้คนทั้งสองฝ่ายล้มตาย ราวใบไม้ร่วง ไล่ลงมาจนติดลําน้ำปิงตอนใต้ ขอมดํา ไม่ สามารถหนีไปได้ พากันล้มตายอย่างน่าเวทนาอย่างที่สุด
…..อัมรินทราธิราชเกรงผู้คนจะล้มตาย จนหมดสิ้น…จึงเสด็จมาจากสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ เปิดโลกสวรรค์กับโลกมนุษย์ให้เห็น กัน( เหาะมา) จึงรับสั่งแก่ พระวิษณุกรรมเทพเจ้าแห่ง ช่าง เป็น มธุรสวาจา ว่า
 พระอินทร์… ท่านวิษณุกรรมผู้ทรงไว้ซึ่งเทพเจ้าแห่ง ช่างอันประเสริฐที่สุด โปรดได้ เนรมิตกําแพงเมืองให้สูงตระหง่านและแข็งแกร่งประดุจเพชรกั้น ไม่ให้ ผู้คนทําร้ายซึ่งกันและกันให้สูญเผ่าพันธุ์เถิด
พระวิษณุกรรม   ท่าน เทพเจ้า ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ด้วยอำนาจแห่งความดีงาม และ ความซื่อสัตย์ ขอบันดาลให้เกิดกำแพงที่ยิ่งใหญ่ขวางกั้นมิให้มนุษย์สองเผ่าพันธุ์ ได้เข่นฆ่ากันให้เป็นบาปกรรม สืบต่อไป
.............ทันใด…เกิดกําแพงศิลาแลงอันมหัศจรรย์ขวางกั้นมิให้ทั้งสองฝ่ายประหัตถ์ ประหาร กัน…พระเจ้าพรหมจึง ยกกองทัพ กลับบ้านเมือง……
         พระเจ้าชัย ศิริโอรสพระเจ้าพรหม อพยพไพร่พล เพื่อตั้งราชธานีแห่งใหม่ รอนแรมมาแรมเดือน     มาถึงดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จึงท้าวสักกะเทวราชแปลงเกายาเป็นพระดาบส มายืนอยู่ตรงหน้า ช้างพระที่นั่งทูลว่า “ดูกรมหาราชเจ้า พระองค์อย่าได้เสด็จไปที่อื่นเลย  จงประทับณที่นี้เถิดปัจจามิตรข้าศึกไม่สามารถจะติดตามมาถึงที่นี่ได้ จงสร้างพระนครขึ้นที่นี่เถิด”
พระเจ้าชัยศิริ     แผ่นดินนี้ อุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก มีลำน้ำปิงไหลผ่าน ข้าวปลา อาหาร อุดมสมบูรณ์ชัยภูมิเหมาะยิ่งนัก เหมาะกับการสร้างพระนคร ดังคำสำคัญของพระดาบส  ข้า จึงขอประกาศ   สถาปนา ให้พระนครแห่งนี้ มีนามว่าพระมหานครไตรตรึงษ์....................ขอให้ชื่อพระนครแห่งนี้ สถิตอยู่ชั่วกัลปาวสาร       แรกสถาปนานครไตรตรึงษ์ ขึ้น เมื่อปีพุทธศักราช ๑๕๔๘

(ระบำไตรตรึงษ์ เฉลิมฉลองพระนคร)
ตัวละคร
 ๑ พระเจ้าพรหม ทหารเอก 4 คน ทหารขอม 30 คน ทหารพระเจ้าพรหม30คน พระอินทร์ พระวิษณุกรรม
๒.พระเจ้าชัยศิริ  มเหสี   สนม กํานัล ทหารเอก 4 คน (เดิม) ทหาร 60 คนเดิม พระดาบส
๓ ระบำไตรตรึงษ์ ๕- ๙ คน
จบองค์ที่ ๑ ปิดไฟ
คุณตา  เป็นไงบ้างหลาน นครไตรตรึงษ์ของเราไม่ธรรมดานะ ผู้สร้างคือพระอินทร์เชียวนะ และมีอายุกว่าพันปีแล้ว เราภูมิใจในบ้านเมืองของเราไหม
เพชร เพิ่งทราบครับคุณตา มหัศจรรย์มากเลยครับ มีพระอินทร์ด้วย เป็นที่มาของคำว่า นครไตรตรึงษ์ใช่ไหมครับคุณตา
พลอย  เมืองที่พระอินทร์สร้างอยู่ตรงไหน ค่ะ คุณตา ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง  หนูอยากเห็นว่าจะมหัศจรรย์ เพียงใด
คุณตา  พรุ่งนี้ หลังโรงเรียนเลิก ตาจะพาไปชมให้จุใจเลย หลานรักทั้งสองของตา 
               หลานๆ เคยได้ยินเรื่องท้าวแสนปมไหม ที่มีศาลที่เชิงสะพาน ข้ามแม่น้ำปิง ไปฝั่งเทพนครนะ เป็นตำนานที่ได้รับการยกย่องจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นมรดกภูมิปัญญาของชาติเชียวนะ และเล่ากันว่า เป็นต้นกำเนิดพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เลยนะหลาน
เพชร พลอย  เรื่องท้าวแสนปม สำคัญต่อบ้านเรามากเชียวนะครับ ค่ะ หนูอยากฟังต่อค่ะ (พร้อมกัน)

องก์ ที่ ๒ ตำนานท้าวแสนปม กำเนิดพระเจ้าอู่ทอง  (๑๕ นาที)
          ที่นครไตรตรึงษ์ มีตำนานเล่าขานต่อๆกันมาว่า มีชายหนุ่ม รูปร่าง ประหลาดคนหนึ่ง มีปุ่มปม เต็มตัว  ถูกลอยแพ ตามแม่น้ำปิง มาถึง หน้านครไตรตรึงษ์  ติดอยู่ที่เกาะขี้เหล็ก ชายคนนั้น ขึ้นอาศัยบนเกาะ  ชาวบ้านเห็นชายหนุ่มนั้น จึงพากันเรียกว่าแสนปม ตามที่เห็น และเรียกเกาะขี้เหล็กว่า เกาะแสนปม ในกาลต่อมา  แสนปม ได้ ทำการปลูกกระท่อม และปลูกผักสวนครัว เลี้ยงชีวิต  มะเขือพร้าว เป็นพืชที่แสนปม ปลูกไว้จำนวนมาก มะเขือพร้าว มีผลขนาดใหญ่ มีสีขาวนวล งามมาก มีต้นหนึ่งแสนปมที่ปลูกไว้ข้างบันไดกระท่อม แสนปม ปัสสวะรดทุกเช้า  จึงมีผลโตสวยงาม ขนาดใหญ่กว่าทุกต้นในสวนนั้น.........
     จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว พระนครไตรตรึงษ์ ว่า มะเขือพร้าว บนเกาะปมนั้นงามนัก มีผลขนาดใหญ่เป็นที่มหัศจรรย์ แก่ผู้พบเห็น .....ข่าวลือ ไปถึงพระกรรณของ พระนางอุษา พระราชธิดาผู้เลอโฉม ของ กษัตริย์แห่งนครไตรตรึงษ์
นางอุษา   พระพี่เลี้ยง ทั้ง ๔  เราได้ข่าวลือว่า ที่เกาะปม มีมะเขือพร้าวผลใหญ่ เป็นที่มหัศจรรย์ยิ่งนัก เราใคร่จะเห็น และอยากเสวยด้วย พี่ทั้งสี่ พาเราไปชมสวนมะเขือพร้าวที่เกาะแสนปม ได้หรือไม่
พระพี่เลี้ยง   พี่ว่าต้องไปทูลขออนุญาต จากเสด็จพ่อ เสด็จแม่ ของ พระราชธิดา ก่อน เราจึงไปได้เพค่ะ มิฉนั้น พระองค์ทรงพิโรธ แน่ๆ เพราะ ทั้งสองพระองค์ทรงห่วงและหวงพระราชธิดา ยิ่งนัก นะเพค่ะ
ณ ที่ในพระราชฐาน ชั้นในพระเจ้านครไตรตรึงษ์ และพระมเหสี เสด็จออก ขุนนางและมหาดเล็ก สนมกำนัล เข้าเฝ้าเต็มท้องพระโรง พระนางอุษา และพระพี่เลี้ยง เข้าเฝ้าอยู่ด้วย  เมื่อว่าราชการเรียบร้อยแล้ว  นางอุษาเสด็จเข้าไปใกล้ แล้วทูลขอพระราชทานบรมราชานุญาต
นางอุษา   เสด็จพ่อเสด็จแม่เพค่ะลูกขออนุญาตไปประพาสนอกพระนคร  เพื่อชมสวน ในเกาะแสนปม      หน้าเมืองใกล้แค่นี้เพค่ะ จะรีบไปรีบกลับ ไม่ให้ทั้งพระองค์เป็นห่วง เพค่ะ
พระเจ้าไตรตรึงษ์  อย่าไปเลยลูก พ่อเป็นห่วง ลูกยังไม่เคยออกนอกพระนครเลย   ลองถามแม่ ดูสิว่ามีความเห็นประการใด จะให้ไปไหม ลูกรักของพ่อ
นางอุษา   เสด็จแม่เพค่ะ ลูกขออนุญาต ไปกับพระพี่เลี้ยง ทั้ง๔ และ ทหารคุ้มกัน สัก สี่คน ลูกอยากชมบ้านเมืองและประชาราษฎรของเราด้วยเพค่ะเสด็จแม่อนุญาต นะเพค่ะ ลูกอยากไปเพค่ะ
พระมเหสี   เมื่อลูกอยากไปเยี่ยมพสกนิกร ของเรา แม่ก็อนุญาต  พระพี่เลี้ยง และทหารทั้ง ๔ ดูแลลูกเราให้ดี อย่าให้มีภยันตรายใดๆแก่ลูกของเรา ไปเถิดลูก
พระพี่เลี้ยงและ  ทหารทั้ง ๔    กราบทูลพร้อมกันว่า    พระพุทธเจ้าข้า กระหม่อมฉัน จะพิทักษ์พระธิดา ด้วยชีวิต ของกระหม่อมฉันพระพุทธเจ้าข้า  (ปิดไฟ)
ที่เกาะแสนปมพระธิดา เดินทอดพระเนตร เห็นมะเขือพร้าว ดกผลใหญ่ งดงามดังคำร่ำลือ  แสนปมเข้าเฝ้า ถวายมะเขือพร้าว ผลที่งามที่สุด ในสวน หลายผล
พระธิดา       เราขอบใจเจ้ามาก เจ้าแสนปม  ที่ถวายมะเขือพร้าวแก่ เรา เราจะนำไปทำอาหารเสวย ในพระราชวัง เราขอพระราชทาน  หมากให้แก่เจ้าหนึ่งคำ เป็นรางวัลเพื่อตอบแทนน้ำใจของเจ้า   เรากลับแล้วนะแสนปม
แสนปม      ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ทรงพระสิริโฉมงดงาม เกษมสำราญทุกวารเวลา พระพุทธเจ้าข้า
                  (ปิดไฟ)
ในกาลนั้นสัตว์ผู้หนึ่งมีบุญญาธิการ ได้กระทำมามาก มาอุบัติปฏิสนธิในครรภ์พระธิดา ในพระราชวัง ราชฐานชั้นใน ข่าวพระราชธิดา ทรงพระครรภ์  ล่วงรู้ถึง ท้าวไตรตรึงษ์ และพระมเหสี ทรงตรัสให้พระธิดา และพระพี่เลี้ยงเข้าเฝ้า ในราชสำนักส่วนพระองค์
พระเจ้าไตรตรึงษ์    อุษาลูกเรา  ลูกท้องกับใครบอกพ่อมา พ่อจะลากคอมันออกมารับผิดชอบ (สุรเสียงดัง ด้วยความโกรธ)
นางอุษา       ลูกไม่ทราบ เลยเพค่ะ ลูกไม่เคยยุ่งกับชายใดเลย ลงโทษลูกเถิดเพค่ะ ที่ทำให้เสด็จพ่อเสียพระเกียรติ ลูกยอมรับผิดทุกประการ แล้วแต่เสด็จพ่อเห็นสมควรเพค่ะ
พระมเหสี     เสด็จพี่เพค่ะ หม่อมฉัน คิดว่า เทพยดา คงลงมาเกิด เป็นหลานเรา ทรงพระบารมี เสริมพระชะตา  ของพระองค์เพค่ะในกาลข้างอาจเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ใหญ่ ชนะสิบทิศ นะเพค่ะ
พระเจ้าไตรตรีงษ์  เราจะเลี้ยงหลานเราไว้ เมื่อรู้ความ เราจะอธิฐานให้พบพระบิดาที่แท้จริง ของหลานเรา เจ้าอุษาจงดูแลพระครรภ์ของเธอให้จงดี อย่าให้เป็นอันตรายต่อหลานเรา
( ทุกคนกราบ ปิดไฟ)
เมื่อพระราชโอรส รู้ความ พระเจ้าไตรตรึงษ์ ทรงป่าวร้อง  ให้ ผู้ชาย ทั้งใกล้ไกล มาให้พระหลานขวัญเลือก ทรงอธิษฐานจิตว่า ถ้าพระหลานขวัญ รับของจากผู้ใดจะรับผู้นั้น อภิเษก กับพระราชธิดา เป็นพระราชบุตรเขย และยก นครไตรตรึงษ์ให้ครอบครอง
บรรดา กษัตริย์ต่างเมือง ต่างถือ ของดีๆ มาถวายพระราชโอรส ๆไม่รับของ จากใครๆเลย  บรรดาผู้ชายทุกคนที่ปรารถนาจะเป็นราชบุตรเขย ต่างผิดหวังตามๆกัน เมื่อพระราชโอรส มิรับของจากผู้ใดเลย มาถึงตนสุดท้าย แสนปม ถือก้อนข้าวเย็นมาถวาย
พระราชโอรสทรงรับ และเสวยข้าวเย็นนั้น ทำให้พระเจ้าไตรตรึงษ์ ทรงยอม ตามที่พระองค์ อธิษฐานไว้ ด้วยความไม่เต็มพระทัย
(มีผู้แสดง ประกอบการบรรยาย)
แสนปม พานางอุษาและพระราชโอรส  มาอยู่เกาะแสนปม อย่างมีความสุข  เมื่อแสนปม ไปทอดแห ที่คลองขมิ้นหน้าเมือง ทอดเท่าไร ก็ไม่ได้ปลา ได้แต่ขมิ้น ได้ทิ้งขมิ้นไป เหลือติดใต้ท้องเรือ เมื่อกลับมากระท่อม ขมิ้นเหล่านั้นกลายเป็นทองคำ  แสนปมนำทองคำมาทำอู่ให้ลูกนอน  จึงเรียกชื่อลูกว่า อู่ทอง ตามเปลทองที่นอนนั้น ชาวเมืองขนานนามเด็กคนนี้ว่าเจ้าอู่ทอง เช่นกัน
(ปิดไฟ)
กาลต่อมา อัมรินทราธิราช  ประสงค์ที่จะช่วย แสนปม และด้วยบุญญาธิการของเจ้าอู่ทอง ที่จะได้เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ภายภาตหน้า จึงแปลงกลายเป็นวานร ถือกลอง ใบน้อยลงมาลงมา เมื่อแสนปมหักล้างถางพง วันใด เช้าขึ้น ต้นไม้ที่ถากถางวันวาน กลับตั้งตรง ดังเดิม หลายครั้ง หลายครา แสนปมจึงลอบดู จึงได้ทราบว่า เป็นลิงน้อย ตีกลอง ทำให้ต้นไม้ตั้งขึ้น จึงจับลิงไว้ และลิงได้มอบกลอง วิเศษให้และบอก ว่า ประสงค์สิ่งใดให้อธิษฐานสิ่งนั้นและตีกลอง จะได้ตามที่ปรารถนา ทุกประการ
     จุลศักราช ๖๘๑ ปีมะแม เอกศก  แสนปมจึงตีกลองทิพย์  อธิษฐานให้รูปงาม และเนรมิต มหานครขึ้น เรียกขานราชธานีนั้นว่า เทพมหานคร อยู่ฝั่งตะวันออก ตรงข้ามนครไตรตรึงษ์ และแสนปม สถาปนาตนเอง เป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่าท้าวแสนปม มีนางอุษาเป็นพระมเหสี ส่วนราชโอรส เมื่อขึ้นครองราชย์ ตามตำนานเล่าว่า ไปสถาปนากรุงศรีอยุธยา ขึ้นเป็นราชธานี  ทรงพระนามว่า พระเจ้าอู่ทอง  ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา............................(ยิงพลุ)
ตัวละคร
          ท้าวไตรตรึงษ์  มเหสี    นางอุษา    แสนปม   ๒ ตัว   พี่เลี้ยง ๔ คน    ทหาร ๔ คน เดิม   เจ้าเมืองต่างๆ  สิบคน
ลิง ประชาชน  ๑๐ คน
อุปกรณ์ เปลทอง กลอง  และของที่ เข้าต่างเมืองถือมา มะเขือ ต้น ผลมะเขือ
                                                    จบองก์ที่  ๒

องก์ที่ ๓ พระพุทธเจ้าหลวง เสด็จประพาสต้นกำแพงเพชร  ( ๒๕ นาที)
    คุณตา ทั้งหมดที่ตาเล่ามาคือกำเนิดนครไตรตรึงษ์ และกำเนิดกรุงศรีอยุธยา มีความเป็นพิสดารยิ่งนัก สนุกและได้ความรู้ บ้านเกิดเมืองนอนของเรามากไหม หลานทั้งสอง
     พลอย  สนุกและตื่นเต้น กับ ประวัติศาสตร์หรือตำนานท้าวแสนปม มากเลยค่ะ คุณตาต้องพาเพชรกับพลอยไปชมเมือง ไตรตรึงษ์ นะค่ะ และหนูอยากชมเมืองเทพนครเมือง เนรมิตของพระอินทร์ด้วย เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออกเลย
      เพชร  อยากฟังต่อ ถึงตอนพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จประพาสต้นนครไตรตรึงษ์ อีกครับคุณตา ทำไมพระองค์ทรงให้ความสำคัญแก่นครไตรตรึงษ์มากมายขนาดนั้น
       คุณตา ฟังนะหลาน เมื่อจบแล้วหนูจะรักพระองค์ท่าน อย่างไม่มีเงื่อนไข ตาเป็นมาก่อน เพชรและพลอย ขอให้ตั้งใจฟังให้ดีนะ เรื่องมีอยู่ว่า

พระพุทธเจ้าหลวง ทรงเริ่มออกเดินทางตั้งแต่ วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๔๙  ออกจากพระราชวังสวนดุสิต กรุงเทพ     ๒ ทุ่ม  ถึงตำหนักแพวังหน้า ๕ ทุ่ม ถึงวัดเขมา ๕ ทุ่มครึ่ง      ทรงรอนแรมมาทางเรือ ผ่านเมืองต่างๆ จนกระทั่งเข้าเขตเมืองกำแพงเพชร ในวันที่ ๑๘ เดือนสิงหาคม ๒๔๔๙ ทรงบันทึกในจดหมายเหตุเสด็จ ประพาสต้นครั้งที่ ๒ ณ เมืองกำแพงเพชร ความว่า.................
วันที่ ๑๘ เวลาเช้าโมง ๑ ขึ้นไปถ่ายรูปที่วัดอรุณราชศรัทธารามหลังที่จอดเรือแล้วเดินขึ้นไปเขานอ ระยะ ๘๗ เส้น ตอนนอกเป็นป่าไผ่ แล้วมีสพานข้ามบึงตื้น ๆ ไปขึ้นชายป่าแล้วกลับลงที่ลุ่ม เมื่อเวลาน้ำมาครั้งก่อนท่วม แต่เวลานี้เฉพาะถูกคราวน้ำลด หนทางยังเป็นโคลนเดินยาก จนถึงชานเขาจึงดอน ตามคำเล่ากันว่าเปนเขาซึ่งนางพันธุรัตน์ตามมาพบพระสังข์ มีมนต์มหาจินดาเขียนอยู่ที่แผ่นศิลา (ฉายภาพเสด็จขึ้นทอดพระเนตรเขาหน่อ ประมาณ ๕ ภาพประกอบ)
   วันที่ ๑๙ วันนี้ตื่นสายไป แล้วพระวิเชียรพาคนผมแดงมาให้ดู อันลักษณะผมแดงนั้นเป็นผมม้าแดงอย่างอ่อนหรือเหลืองอย่างแก่ ผมที่แดงนี้มาข้างพันธุ์พ่อ ถ้าผู้หญิงไปได้ผัวผมดำ ลูกออกมาก็ผมดำไปด้วย ผมแดงนั้นเปลี่ยน ๓ อย่าง แรกแดงครั้นอายุมากเข้าก็ดำหม่นลง แก่ก็เลยขาวทีเดียว บอกพืชพันธุ์ว่าทราบว่าตัวมาแต่เวียงจันทน์แต่มาก่อนอนุเป็นขบถ จะได้ตั้งอยู่ช้านานเท่าไรไม่ทราบ พูดเป็นไทยประพฤติอาการกิริยาก็เป็นไทย เฉพาะมีมากอยู่ที่เมืองขาณุ (ฉายภาพคนผมแดง ๓ภาพ)
ออกเรือเวลา ๓ โมงตรง เกือบ ๕ โมงจึงได้ขึ้นเรือเหลืองทำกับข้าว แวะเข้าจอดที่ ๆ ประทับร้อนเพราะระยะสั้นแต่จืดไปไม่สนุก จึงได้ไปจอด หัวหาดแม่ลาด ซึ่งมีต้นไม้ร่ม กินเข้าและถ่ายรูปเล่นในที่นั้นแล้วเดินทางต่อมา หมายว่าจะข้ามระยะไปนอน คลองขลุง แต่เห็นเวลาเย็น ที่พลับพลาตำบลบางแขม นี้ทำดี ตั้งอยู่ที่หาดแลพลับพลาหันหน้าต้องลม จึงได้หยุดพอเวลาบ่าย ๔ โมงตรง อาบน้ำแล้วมีพวกชาวบ้านลงมาหาเล่าถึงเรื่องไปทัพเงี้ยว เวลาเย็นขึ้นไปเทียว บ้านบางแขมนี้ก็เป็นบ้านหมู่ใหญ่อยู่ฝั่งตะวันออก (ฉายภาพ แม่ลาด บางแขม )
วันที่ ๒๐ ออกเรือเกือบ ๓ โมงเช้า ๔ โมงครึ่งขึ้นเรือเหลือง ทำกับเข้ามาจนถึงที่ประทับร้อนไม่แวะ เลยขึ้นมาข้างเหนือแวะฝั่งตะวันออก ตลิ่งชันแลสูงมาก แต่ต้นไม้งาม    ปีนขึ้นไปกินเข้าบนบกสำหรับถ่ายรูป แล้วลงเรือมาถึงวังนางร้างเป็นที่พักแรม   บ่าย ๓ โมงเท่านั้น ครั้นจะเลยไปอื่นระยะก็ห่าง จึงลงเรือเล็กไปถ่ายรูปฝั่งน้ำข้างตะวันออก แล้วข้ามมาตะวันตกหมายจะเข้าไปถ่ายรูปบ้านวังนางร้าง (ฉายภาพวังนางร้าง )
วันที่ ๒๑ ออกเวลาเช้า ๒ โมงเศษ ๔ โมงครึ่งขึ้นเรือเหลือง  ถึงปึกผักกูดที่ประทับร้อน ไม่ได้หยุดเพราะกับข้าวยังไม่แล้ว ระยะสั้นจึงเลยไปจนถึงเกาะธำรง ซึ่งจัดไว้เป็นที่แรมก็เพียงเที่ยง เห็นควรจะย่นทางได้ หยุดกินข้าวเเล้วออกเรือต่อมา หยุดที่พักร้อนบ้านขี้เหล็ก ถึงบ่าย ๔ โมงครึ่ง  ตั้งแต่พลับพลาวังนางร้างมาฝั่งตะวันตกมีบ้านเรือนมาก มีเรือจอดมาก มีหีบเสียงเล่นด้วย เพราะเป็นท่าสินค้า  ต่อขึ้นมาก็มีเรือนราย ๆ แต่ฝั่งตะวันออกเป็นป่า จนถึงบ้านโคน ซึ่งเดากันว่าจะเป็นเมืองเทพนคร แต่ไม่มีหลักฐานอันใด  บ้านเรือนดีมีวัดใหญ่เสาหงส์มากเกินปรกติอยู่ฝั่งตะวันออก มาจนถึงบ้านท่าขี้เหล็กอยู่ฝั่งตะวันตก พลับพลาตั้งฝั่งตะวันออก เมื่อคืนนี้ฝนตกเกือบตลอดรุ่ง วันนี้ก็โปรยปรายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปมีเวลาแดดน้อย จนต้องกินข้าวที่พลับพลาประทับร้อน ตั้งแต่บ่าย ๔ โมงเศษฝนก็ตกมาจนเวลานี้ ๒ ทุ่มเกือบครึ่งทีก็จะตลอดรุ่ง ที่พักอยู่ข้างจะกันดาร ........................
(ฉายภาพ เรือพระที่นั่ง บ้านโคน เสาหงส์ )
ชาวบ้านวังพระธาตุ เตรียมการรับเสด็จ (ที่บ้านกำนันสอน)
(ที่บ้าน นายบ้านวังพระธาตุ  แม่บ้าน และนายบ้าน นั่งอยู่ด้วยกัน)
แม่บ้าน  นี่พ่อกำนัน พ่อได้ข่าว พระเจ้าอยู่หัวเสด็จ  เข้าเขตกำแพงเพชร แล้วแล้วใช่ไหม พ่อ
พ่อกำนัน * ข้าได้ข่าว ตั้งแต่เสด็จเข้ากำแพงเพชร ตั้งแต่วันที่ ๑๘ สิงหาแล้ว เห็นกระบวนเรือของพระยาวิเชียรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชรของเรา ไปรับเสด็จที่ปากน้ำโพ และเห็นกระบวนหรือของพระยาสุจริตรักษาเจ้าเมืองตาก ตามไปรับเสด็จอีกขบวน แต่ข้าไม่ได้รับคำสั่งใดๆ จากท่านเจ้าเมืองเลย จึงไม่ได้ตัดสินใจ ว่าเราจะทำอย่างไรกัน แล้วก็ทำอะไรไม่ถูกแล้วด้วย ตื่นเต้น ตัวสั่นไปทั้งตัว ได้ข่าวว่าพระองค์จะเสด็จขึ้นวังพระธาตุบ้านเราด้วยนา แม่บุญนาค เราจะทำประการใดดี
แม่บ้าน * ฉันทราบข่าวจาก คนที่กลับจากปากน้ำโพว่า การเสด็จประพาสต้นครั้งนี้ พระองค์เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ ไม่ต้องการให้ใครไปต้อนรับ ทรงปลอมพระองค์มาเป็นสามัญชน กินอยู่อย่างเรียบง่าย ต้องการมาเยี่ยมพสกนิกรของพระองค์เท่านั้น ไม่ประสงค์ให้ใครเดือดร้อนแล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดีพ่อกำนัน
พ่อกำนัน *  เราจะเรียกประชุมชาวบ้านวังพระธาตุกันดีไหม หารือกันว่า เราจะทำฉันใดกันดี พระองค์เสด็จมาถึงบ้านเรา เราไม่รับเสด็จได้อย่างไร นับว่าเป็นมหากรุณาธิคุณสูงสุด แก่พวกเราชาววังพระธาตุ ตามธรรมเนียมไทย ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ นี่เป็นถึงช้างเหยียบนา   พระยาเหยียบเมืองเชียวนาแม่บุญนาค
แม่บ้าน * ฉันเห็นด้วยจ้า พระองค์ทรงโปรดราษฎร์ของพระองค์เช่นนี้ พวกเราต้องทำอะไรสักอย่างที่ตอบแทนพระคุณของพระองค์ ท่านพ่อกำนันคิดถูกต้องแล้ว
พ่อกำนัน  *( ตีเกราะเคาะไม้ เสียงดังสนั่นไปทั้งคุ้งน้ำ บ้านวังพระธาตุ ในตอนค่ำ ของวันที่ ๒๑ สิงหาคม ประชาชนทยอยกันมาอยู่ลานบ้านกำนัน ราวทุ่มเศษ มากันครบทุกบ้าน (หน้าลานบ้านท่านกำนัน)
กำนัน * (ยืนขึ้น ชาวบ้านนั่งยองๆ รอบๆ กำนันด้านหน้า แม่บ้าน ยืนอยู่ข้างกำนัน)
กำนัน*  พวกเราชาววังพระธาตุ คงรู้กันทั่วไปแล้วว่า พระเจ้าอยู่หัวพระปิยมหาราข เสด็จ บ้านเราในวันพรุ่งนี้ ตอนสายๆ เราจะทำอย่างไรกันดี ข้าเชิญทุกท่านมาเพื่อปรึกษา การสำคัญอันนี้
ทิดแดง * ท่านกำนัน เราควรมาต้อนรับพระองค์ท่านที่ท่าน้ำหน้าวัดวังพระธาตุ ของเราให้เต็มท่าน้ำ เต็มลานวัด เตรียมการต้อนรับพระองค์อย่างสมพระเกียรติ ที่พระองค์ทรงเมตตาชาวป่าชาวดงอย่างพวกเรา เหลือเกิน ข้าขอจะเตรียมกระบวนกลองยาวไว้รับเสด็จ ให้ดีที่สุดที่พวกเราเคยเล่นมามา
กำนัน* ดีมากเลยทิดแดง พระองค์คงเกษมสำราญมากๆ ที่เห็นประชาชนสามัคคีกัน และจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์
อำแดงเอี่ยม*  ข้าจะถวายพระเครื่อง ที่วัดวังพระธาตุ แด่พระองค์ ได้ไหมกำนัน
อำแดงอิ่ม*  ข้าจะถวาย น้ำและหมากพลูแก่พระองค์ท่าน
แม่บ้าน* ดีมากเลยที่พวกเราช่วยกันและสามัคคีกัน ฉันได้ซ้อมระบำไว้หนึ่งชุดหนึ่งจะรำถวายพระองค์ หลังจากพระองค์ ประทับแล้ว ระบำ ก ไก่ คู่บ้านวังพระธาตุ ของเราไงล่ะ
กำนัน * ยอดเยี่ยม เลยพี่น้อง ชาววังพระธาตุ พรุ่งนี้เราจะเห็นความสามัคคี ของพวกเราที่มีต่อ พระพุทธเจ้าหลวงของเรา ข้าขอบใจทุกคนมาก พรุ่งนี้ ย่ำรุ่ง เราไปพร้อมกันที่ท่าน้ำวัดวังพระธาตุ อย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อเตรียมการรับเสด็จมิให้บกพร่อง เอาละวันนี้เราแยกย้ายกันไปก่อน
ตัวละคร
 ๑ กำนันสอน
๒ ภรรยา แม่บุญนาค
๓ทิดแดง
๔อำแดงเอี่ยม
๕อำแดงอิ่ม
๖ ประชาชน ร่วมประชุม ราว ๓๐ คน

องค์ที่ ๔ พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จเข้านครไตรตรึงษ์   (  ๑๕นาที)
(คำบรรยาย) วันที่ ๒๒-สิงหา  เมื่อคืนฝนตกพร่ำเพรื่อ ไปยังรุ่ง แรกนอนไม่รู้สึกว่าจะเย็น ต่อหลับไปตื่นขึ้นจึงรู้สึกเย็นไปทั้งตัวท้องก็แข็งขลุกขลักอยู่เป็นนาน เอาสักหลาดขึงอุดหมด จึงนอนหลับ ตื่น สองโมงเช้าครึ่ง ออกเรือจวนสามโมง  มาจาก          ท่าขี้เหล็ก เลี้ยวเดียวก็ถึงวังพระธาตุ อยู่ฝั่งตะวันตก มีบ้านเรือนราย ตลอดขึ้นมาแต่อยู่ฟากตะวันตก ฟากตะวันออกเป็นปาตั้งแต่พ้นคลองขลุงขึ้นมา มีต้นสักชุม แต่เป็นไม้เล็กๆ ซึ่งเป็นเวลาหวงห้าม เดินเรือวันนี้ว่าไปในป่ากลางสูง ได้ยินเสียงนกร้องต่างๆ อย่างชมดงเพรียกมาตลอดทาง
“ที่วังพระธาตุ เป็นชื่อชาวเรือตั้ง วังไม่ได้แปลว่าบ้าน แปลว่าห้วงน้ำ พระธาตุนั้นคือพระธาตุที่ตั้งตรงวังนั้นจอดเรือที่พักเหนือวังพระธาตุนิดหนึ่ง แล้วเสด็จขึ้นที่ท่าน้ำวังพระธาตุ” (ภาพ เสด็จวังพระธาตุ)
( คำบรรยาย ไฟจับไปที่เรือพระที่นั่งหางแมงป่อง ในเรือพระที่นั่ง มี ผู้ตามเสด็จ ในเรือหลายคน)
พระภิกษุ ยืน หน้ากำนันผู้ใหญ่บ้าน  ประชาชน นั่งเรียงราย ถวายของ ถวายการต้อนรับตามแนวรายทาง พระองค์ทรงเกษมสำราญ ทักทาย อาณาประชาราษฎร์ ทันใดวงกลองยาว ออกมาจากป่าริมทาง ขบวนใหญ่ ร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน เจ้าคนังเงาะป่าตามเสด็จ วิ่งออกจากขบวนเสด็จ เข้ารำกับประชาชนอย่างสนุกสนาน (ประมาณ ๓นาที) เมื่อพระองค์ประทับนั่ง ประชาชน แสดงระบำก.ไก่ (๕นาที)
แล้วทรงเสด็จไปชมเจดีย์วัดวังพระธาตุ  ........ความในพระราชนิพนธ์ว่า.......................
         “ พระธาตุนั้นมีฐานแท่นซ้อนสามชั้น  แล้วถึงชั้นคูหาบนเป็นรูปกลม ซึ่งกรมหลวงนริศ เรียกว่าทะนาน ถัดขึ้นไปถึงถึงบัลลังก์ ปล้องไฉน ๗ปล้องปลีแล้วปักฉัตร  องค์พระเจดีย์พังมาเสียซีกหนึ่ง มีรากระเบียงรอบวิหาร สี่ทิศ วิหารใหญ่ที่บูชาอยู่ทิศใต้  พระอุโบสถที่มีสีมาเป็นสำคัญ อยู่ที่ทิศตะวันออก เยื้องไม่ตรงกลาง เขาปลูกโรงหลังคามุงกระเบื้องในที่ใกล้พระเจดีย์ด้านตะวันออก มีพระพุทธรูปทั้งนั่งและยืนหลายองค์  พระพุทธรูปหน้าตาดีแปลกกว่าที่เคยเห็น เป็นช่างได้ทำและถ่ายรูปที่เหล่านี้ไว้ เวลานี้มีพระที่มาจากเมืองนนท์ เป็นรู้จักมาแต่ก่อน ขึ้นมาจำพรรษาที่นี่ คิดจะปฎิสังขรณ์ ปลูกกุฎิอยู่เยื้องหน้าพระธาตุห่างจากศาลาบุงกระเบื้อง เดิมซึ่งอยู่ข้างลำน้ำใต้ลงไป  ล้วนน่าชื่นชม”
นำเสด็จสู่เมืองโบราณ นครไตรตรึงษ์ เดินจากวังพระธาตุไปตามลำน้ำข้างเหนือ ทาง ๒๖ เส้น ถึงคูด้านใต้ของเมืองไตรตรึงษ์ คูนั้นใหญ่กว้างราว ๑๕ วา ลึกลงเสมอพื้นหาดแต่น้ำแห้ง ยื่นเข้าไปจนถึงเชิงเทิน หลังเมืองไปมีถนนข้ามเข้าเมืองอยู่กลางย่านด้านใต้ แต่ด้านเหนือไม่มีถนน มีแต่ลำคูมาบรรจบด้านใต้ กำหนดเชิงเทินยาวตามลำแม่น้ำ ๔๐ เส้น ยืนเข้าไปทางตะวันตกตะวันออก ๓๗ เส้นเห็นเป็นเมืองใหญ่โตอยู่ พื้นแผ่นดินเป็นแลงไปทั่วทั้งนั้น ในท้องคูก็เป็นแลง เข้าไปในเมืองหน่อยหนึ่งพบโคก เห็นจะเป็นวิหารเจดีย์พังตั้งอยู่เบื้องหลัง ถัดเข้าไปอีกหน่อยหนึ่ง เรียกว่าเจดีย์ ๗ ยอด จะเป็นด้วยผู้ที่มาตรวจตราค้นพบสามารถจะถางเข้าไปได้แต่ ๗ ยอด แต่ที่จริงคราวนี้เขาได้ถางดีกว่าที่ได้ถางมาแต่ก่อน จึงได้ไปพบว่ากว่า ๗ คือพระเจดีย์ใหญ่ขนาดพระมหาธาตุริมน้ำอยู่กลาง มีพระเจดีย์ราย ๓ ด้าน (ภาพประกอบตามคำบรรยาย)
(เสด็จกลับมาที่วิหารวัดวังพระธาตุ)
พระพุทธเจ้าหลวง มีดำรัส แก่ประชาชนชาวไตรตรึงษ์ ท่ามกลางประชาชนที่มาส่งเสด็จ  ว่า
“เมืองไตรตรึงษ์ เป็นเมืองใหญ่มาแต่อดีต สร้างได้อย่างทันสมัย ประชาชนมีจำนวนมาก ประชาชนฉลาดหลักแหลม มีน้ำใจ มีความจงรักภักดี ขอให้ดูแลบ้านเมืองของท่านไว้ให้ดี รักษาวัฒนธรรมประเพณี ไว้ให้มั่นคง สืบชั่วลูกหลานเหลนของพวกเราทุกคนวันที่ ๒๒ สิงหาคม ของทุกปีจะกลายเป็นวันประวัติศาสตร์ของชาวนครไตรตรึงษ์ตลอดไป  ขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญ เราจะออกเดินทางเข้าเมืองกำแพงเพชร ในค่ำวันนี้ มีโอกาสเราจะมาเยี่ยมชาววังพระธาตุ นครไตรตรึงษ์อีกครั้ง เราประทับใจในการต้อนรับของทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง (ทรงโบกพระหัตถ์“  ประชาชนก้มกราบ)
เรือพระที่นั่งหางแมงป่อง ค่อยๆเคลื่อนไปจากท่าน้ำวัดวังพระธาตุ สายพระเนตรของพระพุทธเจ้าหลวง มองราษฎร์ของพระองค์ด้วยความเมตตา
ประชาชนทุกคนน้ำตาคลอเบ้า ไม่คิดเลยว่า วันหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดิน ที่รักยิ่งของประชาชนพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช พระพุทธเจ้าหลวงของปวงชน ทรงไม่หวาดกลัวไข้ป่าและโรคระบาด ที่ชุมมากในเมืองไตรตรึงษ์ พระบารมีนี้จะปกเกล้า เหล่าชาวนครไตรตรึงษ์ ไปตลอดกาลสมัย ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ...........
ตัวละคร
๑.   พระพุทธเจ้าหลวง อาจใช้ภาพ หรือคนแสดงที่เหมาะสม แต่งกายแบบสามัญชน
๒.   กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๓.   พระยาวิเชียรปราการ
๔.   พระยาสุจริตรักษา
๕.   นายคนัง เงาะป่า
๖.   กำนันสอน
๗.    ภรรยา แม่บ้านแม่บุญนาค
๘.   ทิดแดง
๙.   อำแดงเอี่ยม
๑๐ อำแดงอิ่ม
๑๐ ประชาชน ร่วมตามเสด็จ ราว ๓๐ คน
 ๑๑.พระภิกษุ เจ้าอาวาสวัดวังพระธาตุ
   ๑๒   ขบวนกลองยาว แสดง ๓นาที
๑๓  ชุดรำถวายหน้าพระที่นั่ง     ระบำก.ไก่ ๕ นาที               
จบด้วย จินตลีลา ชุด ปิยมหาราชา บารมี (การแสดงชุดปิยราชาบารมี  ใช้นักแสดง ๙ คน)
(ตัวละครทุกตัว เข้าอยู่ในฉากนี้)
(เปิดเพลง ..............................ในฉากฟินาเร)  ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์

                                                                                      จบบริบูรณ์




 2 
 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2026, 08:35:03 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เสด็จวัดคูยาง ๒๐ พย๑๕

 3 
 เมื่อ: มิถุนายน 30, 2026, 03:11:56 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
=== สวจ.กำแพงเพชร มอบหมายบุคลากรร่วมเสวนาทางวิชาการว่าด้วยพระเครื่องเมืองกำแพงเพชรกับการพัฒนา Soft Power และงานตลาดนัดพระเครื่องจังหวัดกำแพงเพชร ประจำปี ๒๕๖๙ ===

วันจันทร์ที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๙  เวลา ๐๙.๐๐ น.
นายสดุดี พุทธัง ปลัดจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานเปิดงานเสวนาทางวิชาการว่าด้วยพระเครื่องเมืองกำแพงเพชรกับการพัฒนา Soft Power และงานตลาดนัดพระเครื่องจังหวัดกำแพงเพชร ประจำปี ๒๕๖๙ โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์พัจนภา เพชรรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์และความเป็นมาของการจัดกิจกรรม นายสันติ อภัยราช ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น นายชัยยศ เกียรติเบญจกุล รองนายกเทศมนตรีตำบลนครชุม คณาจารย์ ผู้นิยมพระเครื่อง เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาเข้าร่วมงาน ในการนี้ นายอภินันท์ มุสิกะพงษ์ วัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร ร่วมเสวนาในหัวข้อ “พระเครื่องเมืองกำแพงเพชรกับการพัฒนา Soft Power จังหวัดกำแพงเพชร” ณ ห้องประชุมพุทธชาด คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร
งานเสวนาทางวิชาการว่าด้วยพระเครื่องเมืองกำแพงเพชรกับการพัฒนา Soft Power และงานตลาดนัดพระเครื่องจังหวัดกำแพงเพชร ประจำปี ๒๕๖๙ จัดขึ้นโดยโปรแกรมวิชาการพัฒนาสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ภายใต้โครงการพัฒนา Soft Power เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายหลักในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับพระเครื่องที่มีชื่อเสียงของจังหวัด และนำมาเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็น Soft Power ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อนโยบายของมหาวิทยาลัยและรัฐบาลในการยกระดับรายได้และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนฐานรากอย่างยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ ชมรมพระเครื่องจังหวัดกำแพงเพชร สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร และเทศบาลตำบลนครชุม ซึ่งถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญในการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมให้สอดรับกับบริบทของโลกยุคปัจจุบัน
สำหรับการดำเนินงานในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งผู้ประกอบการ ประชาชนทั่วไป คณาจารย์ และนักศึกษา รวมกว่า ๑๐๐ คน โดยกิจกรรมแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนหลัก ได้แก่ การเสวนาทางวิชาการใน ๔ ประเด็นสำคัญ เพื่อเจาะลึกมิติของพระเครื่องเมืองกำแพงเพชรในเชิงวิชาการ และกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในตลาดนัดพระเครื่อง เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการซื้อขายและการพบปะระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่สนใจ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้คึกคักยิ่งขึ้น นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น ให้สามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มแก่ชุมชนและจังหวัดกำแพงเพชรได้อย่างยั่งยืน

#พระเครื่องเมืองกำแพง #เทิดทูนชาติศาสน์กษัตริย์ #รักษาวัฒนธรรมรักษาชาติไทย #วัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจ #ไทไทย #วัฒนธรรมพร้อมทำทุกอย่าง #กระทรวงวัฒนธรรม #จังหวัดกำแพงเพชร #สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร #สาสน์ศิลป์วัฒนธรรมกำแพงเพชร

ขอเชิญกดถูกใจและกดติดตามแฟนเพจของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชรได้ที่
https://www.facebook.com/KPPProvincialCulturalOffice

 4 
 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2026, 08:35:05 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
ถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา

     ฟ้าวิโยค โศกสลด รันทดท้อ              เทพมารอ รับพระองค์ ทรงสวรรค์
ทรงบุญคุณ ราษฎร์จงรัก นิจนิรันดร์            พระองค์ภา คือขวัญ ของชาวไทย
     ทรงเป็นปราชญ์ สามารถ ในทุกด้าน       ศิลปะ สิบแปดประการ  ใช้แก้ไข
ทุกข์ของราษฎร์ คือทุกข์องค์  ทรงครองใจ      กำแพงเพชร จารึกใน ใจนิรันดร์

                                    สถิตในใจปวงประชาตราบนิรันดร์
                                   ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
                                 ข้าพระพุทธเจ้า....................................

    

 5 
 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2026, 02:54:52 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
สดุดี ครูลมัย มีขันหมาก ครุูที่ยิ่งกว่าครู โรงเรียนอนุบาลกำแพงเพชร ในโอกาสพิเศษเกษียณอายุราชการ ปี ๒๕๖๙

   สดุดี เกียรติยศ ปรากฏกล้า                 เกษียณเกษม หรรษา หฤหรรษ์
ทั้งชีวิต อุทิศให้ ทุกวารวัน                      จึงขอจาร จดไว้ ในกานท์กวี
   เธอเชี่ยวชาญ  ชำนาญ ในการสอน          บริหาร องค์กร สมศักดิ์ศรี
อนุบาล กำแพงเพชร คือชีวี                      ทุ่มเททุก นาที ให้งานครู
    เธอสอนภาษาไทย ยิ่งใหญ่นัก               ทุกคนรัก ครูลมัย ใจเลิศหรู
งานกิจกรรม ในโรงเรียน ยิ่งเชิดชู                เธอได้ปู ทางไว้ ให้ผู้คน
    อนุบาล กำแพงเพชร เป็นที่หนึ่ง              ระลึกถึง เธอเสมอ ในทุกหน
ภูมิปัญญา ลำตัด ถนัด เลื่องลือดล               มีผูัคน ติดใจ ในฝีมือ
     สอนเด็กน้อย อนุบาล สำราญจิต            ให้ร้องรำ มีชีวิต และยึดถือ
ความเป็นไทย ยิ่งใหญ่ จนเลื่องลือ               ลำตัดอนุบาลคือ ที่หนึ่ง แสนซึ้งใจ
      หัวหน้างาน  ประสานเก่ง ทุั้ังสิบทิศ        ตระหนักจิต หนักแน่น แลสดใส
งานสำเร็จ ทุกอย่าง เธอเกรียงไกร               เธอยังคง ยิ่งใหญ่ ในใจเรา
       เอื้ออาทร บวรจิต มิตรภาพ                 แสนกำซาบ ซึ้งใจ เปรียบดังเสา
คือหลักใหญ่  คือพี่ใหญ่ ไม่ดูเบา                 เธอขัดเกลา หมดสิ้น แสนยินดี
         ไม่เสียดาย ลมัยเกษียณ อย่างสมศักดิ์  เพราะคนรัก มากล้น ดลดิถี
 เธอไม่ทิ้ง อนุบาล ยังเปรมปรีดิ์                   มอบกวี บทนี้ไว้ ในใจเธฮ

                                                          สันติ อภัยราช
                                                        ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๙
  

 6 
 เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2026, 01:45:44 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
โอ้แสนรัก แสนเสียดาย แสนใจหาย
แสนวุ่นวาย ในจิต เมื่อคิดถึง
เคยใกล้ชิด เคยสนืท เคยคนึง
คนเคยซึ้ง เคยทำงาน เคยช่วยกัน

อายุห่าง กันมาก สิบสี่ปี
แต่ความคิด ทุกนาที ร่วมสร้างสรรค์
เรียกไอ้ ม่วย น้องรัก ประจักษ์จรรย์
อยู่ไกลกัน แต่เหมือนใกล้ ใจอาวรณ์

เมื่อเจ็บป่วย.ก็ไปเยี่ยม ด้วบใจรัก
แม้นป่วยหนัก ยังทำงาน อนุสรณ์
ไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่หยุดยั้ง เขียนกาพย์กลอน
นิชรา จะลาก่อน ไม่จากไป

ช่วยผลงาน ระดับเก้า อย่างใกล้ชิด
แนบสนิท เหมือนพี่น้อง แสนสดใส
เมื่อทราบข่าว นิชรา มาจากไป
เหมือนฟ้าผ่า ลงกลางใจ ไปไม่เป็น

ไม่เคยเห็น ครูคนใด ที่ใต้หล้า
หลักแหลมกว่า นิชรา ที่พบเห็น
เป็นนักคิด นักเขียน นักบำเพ็ญ
เป็นคนเด่น กว่าใครใคร ในกำแพง

เธอคือปราชญ์ เธอคือครู ผู้ใหญ่ยิ่ง
เธอคือสิ่งมหัศจรรย์ ทุกหนแห่ง
เธอคือเทพ แห่งศรัทธา ที่แข็งแรง
เธอคนแกร่ง กว่าใครใคร ในแผ่นดิน

เธอจากไป แล้วหรือ จริงๆหรือ
เพราะเธอคือ คนยิ่งใหญ่ ทั้งศาสตร์ศิลป์
เธอน่ารัก เธอสดชื่น เป็นศิลปิน
ไม่ได้ยิน คำไพเราะ เหมาะเจาะมา

เธอจากไป แต่กาย ใจยังอยู่
ยังเชิดชู ดวงจิต ไม่กังขา
สู่สวรรค์ ชั้นกวี   วัฒนา
ขอวันทา ขนิษฐ์น้อง  ครองจิตเทอญ




 7 
 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2026, 04:30:51 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
คนผมแดง : อัตลักษณ์และประวัติความเป็นมาในอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร

           อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร เป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างยาวนาน โดยในอดีตเป็นเมืองโบราณที่มีชื่อเรียกว่า “เมืองแสนตอ” ดังปรากฏหลักฐานอ้างอิงในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ ซึ่งระบุความไว้ว่า

           “...ศักราช 921 มะแมศก (พ.ศ. 2102) เสด็จไปวังช้างตำบลแสนตอ ได้ช้างพลายพัง 40 ช้าง...”

           เหตุการณ์ดังกล่าวตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ที่ได้เสด็จมาคล้องช้างที่เมืองแสนตอ การคล้องช้างได้คราวละจำนวนมากเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์และความสำคัญของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

           หลักฐานต่อมาปรากฏในเอกสาร “ระยะทางเสด็จประพาสเมืองเหนือ” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ว่า

           “เมื่อพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชได้ 9 พรรษา ในปีมะเส็ง จ.ศ. 1195 ตรง พ.ศ. 2376 ได้เสด็จประพาสหัวเมืองเหนือ แล้วทรงพระราชนิพนธ์ระยะทางไว้เป็นภาษามคธ (เรียกว่า อุตฺตรทิสาคมนมคฺโค) หอพระสมุดฯ ได้ต้นฉบับไปจากวัดบวรนิเวศ”

           ซึ่งมีพระราชนิพนธ์กล่าวถึงเมืองแสนตอดังที่ปรากฏความว่า

           “…31, ปญฺจมิยํ สตสหสฺสขาณุกคาเม นิปชฺชึ…” แปลความว่า “…31, แรม 5 ค่ำ พักแรมที่บ้านแสนตอ...”
 
           ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ใน จ.ศ. 1234 (พ.ศ. 2415) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะบ้านแสนตอขึ้นเป็นเมือง พระราชทานนามว่า “เมืองขาณุวรลักษณบุรี” พร้อมทั้งพระราชทานบรรดาศักดิ์แก่ผู้ว่าราชการเมืองเป็น พระวรลักษณบุราภิรมย์ ซึ่งเป็นราชทินนามประจำเมือง โดยให้ขึ้นตรงต่อเมืองกำแพงเพชร ทั้งนี้ มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองตั้งแต่เริ่มตั้งเมืองรวมทั้งสิ้น 3 ท่าน ซึ่งในกาลต่อมา ราชทินนามตำแหน่งดังกล่าวได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นเพียงบรรดาศักดิ์กิตติมศักดิ์เท่านั้น

           หลังจากนั้น เมืองขาณุวรลักษณบุรีได้ถูกลดฐานะลงเป็นอำเภอ ดังปรากฏในประกาศเปลี่ยนชื่ออำเภอ พ.ศ. 2460 ซึ่งระบุให้คงเรียกชื่อ “อำเภอขาณุ” ตามเดิม ทั้งนี้ เนื่องจากอำเภอขาณุมีอาณาเขตพื้นที่กว้างขวาง เพื่อความสะดวกในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงได้มีการจัดตั้งกิ่งอำเภอขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “กิ่งอำเภอขาณุ” แต่เพื่อป้องกันความสับสนและหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนของชื่อ ในปีเดียวกันนั้นจึงได้มีประกาศเปลี่ยนชื่อกิ่งอำเภอดังกล่าวเป็น “กิ่งอำเภอแสนตอ”

           ล่วงมาจนถึงปี พ.ศ. 2482 ได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนนามอำเภอ กิ่งอำเภอ และตำบลบางแห่ง ซึ่งได้ระบุให้เปลี่ยนชื่อ “อำเภอขาณุ” เป็น “อำเภอคลองขลุง” และเปลี่ยนชื่อ “กิ่งอำเภอแสนตอ” ให้กลับมาเป็น “กิ่งอำเภอขาณุวรลักษณบุรี” อีกครั้งหนึ่ง

           กระทั่งในปี พ.ศ. 2491 กิ่งอำเภอขาณุวรลักษณบุรี (ซึ่งขณะนั้นขึ้นอยู่กับอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร) ถือเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างขวาง ประกอบกับมีจำนวนประชากรและปริมาณงานราชการเพิ่มมากขึ้น จึงสมควรแก่การยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอ ทางราชการจึงได้นำความกราบบังคมทูล จนได้รับพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะกิ่งอำเภอแห่งนี้ขึ้นเป็นอำเภอ พร้อมทั้งขนานนามว่า “อำเภอขาณุวรลักษณบุรี” อย่างเป็นทางการ ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

           สำหรับความหมายและที่มาของชื่อ “อำเภอขาณุวรลักษณบุรี” พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ และภาคีสมาชิกสาขาวิชาศาสนศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา ได้อธิบายว่า อำเภอขาณุวรลักษบุรี (อ่านว่า ขา-นุ-วอ-ระ-ลัก-สะ-บุ-รี) มีความหมายตรงตัวว่า “เมืองแสนตอ” ซึ่งเป็นการนำชื่อตำบลที่ตั้งมาผูกเป็นคำศัพท์ภาษาบาลีและสันสกฤตให้มีความไพเราะขึ้น โดยประกอบด้วยรากศัพท์ 4 คำ ได้แก่ “ขาณุ” ที่แปลว่าตอไม้ นำมาสมาสกับคำว่า “วร” ที่แปลว่าประเสริฐ (การวางคำว่า 'วร' ไว้ด้านหลังเป็นการใช้ตามหลักไวยากรณ์บาลีเพื่อความไพเราะของลีลาภาษา โดยไม่ได้เน้นความหมายว่าตอไม้มีความประเสริฐแต่อย่างใด) จากนั้นเชื่อมด้วยคำว่า “ลักษ” ซึ่งเป็นคำสันสกฤตแปลว่าจำนวนหลักแสน (ไม่ใช่คำว่า 'ลักษณ์' ที่แปลว่าเครื่องหมายอย่างที่หลายคนมักเขียนผิด) และปิดท้ายด้วยคำว่า “บุรี” ที่แปลว่าเมือง เมื่อประสมรวมกันทั้งหมดจึงมีความหมายตรงตัวว่า “เมืองที่มีตอนับแสน” หรือ “เมืองแสนตอ”

           ในขณะเดียวกัน พระครูปลัดสุวัฒนสารคุณ (สุชาติ สุชาตเมธี เปรียญธรรม 8 ประโยค) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเลขานุการวัดสุทัศนเทพวราราม ได้แสดงทัศนะอธิบายไว้อีกมุมมองหนึ่งว่า ไม่เพียงแต่ชาวบ้านเท่านั้นที่อาจเข้าใจผิดไปว่าใช้คำว่า “ลักษณ” แม้แต่ทางราชการก็อาจเข้าใจผิดเช่นเดียวกัน หรือหากไม่ใช่ความเข้าใจผิด ก็อาจจะหมายเจาะจงให้แปลความหมายว่า “เมืองที่มีตอเป็นเครื่องหมาย” โดยไม่นำเรื่องจำนวนแสนเข้ามาเกี่ยวข้องเลย สังเกตได้จากเอกสารเก่าของราชการ หากกล่าวถึงตำบลแสนตอ มักจะเขียนชื่ออำเภอว่า “ขาณุวรลักษณบุรี” ทั้งสิ้น

           นอกจากนี้ ยังมีอีกนัยหนึ่งที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ คือในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำบลแสนตอนี้มีผู้ปกครองชื่อ พระวรลักษณบุราภิรมย์ ซึ่งท่านคงเป็นผู้บุกเบิกและมีอุปการะคุณต่อเมืองนี้ จึงได้มีการนำราชทินนามของท่านมาต่อท้ายชื่อเมืองเป็น ขาณุวรลักษณบุรี โดยมีหลักฐานสนับสนุนคือ วัดแห่งหนึ่งในอำเภอนี้ชื่อ “วัดน้อยวรลักษณ์” ซึ่งตามประวัติได้ระบุชัดเจนว่าตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ตามชื่อของคุณหญิงน้อย ภรรยาของพระวรลักษณบุราภิรมย์ ด้วยเหตุนี้จึงอาจเป็นที่มาของการอ่านออกเสียงว่า ขา-ณุ-วอ-ระ-ลัก-สะ ในกรณีที่เจตนาตั้งชื่ออำเภอโดยใช้คำว่า “ลักษณะ” ไม่ใช่ “ลักษะ” ที่แปลว่าแสน แต่บังเอิญเสียงอ่านของคำว่า ลักษณ์ (ลัก-ษะ) ไปพ้องกับ ลักษะ (แสน) เข้าพอดี

           อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันชื่ออำเภอดังกล่าวได้มีการปรับเปลี่ยนการสะกดโดยตัดตัวอักษร “ณ” ออกไป จึงเขียนอย่างเป็นทางการว่า “อำเภอขาณุวรลักษบุรี” โดยมีการแบ่งเขตการปกครองเป็น 11 ตำบล 143 หมู่บ้าน นอกจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว อำเภอขาณุวรลักษบุรียังมีเรื่องราวของ “คนผมแดง” กลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นจนได้รับความสนพระทัยจากพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ดังปรากฏการบันทึกประวัติความเป็นมาไว้ในหลักฐานสำคัญหลายประการ

           หลักฐานแรกปรากฏอยู่ใน “ลิลิตพายัพ” อันเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ แต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2448 โดยทรงใช้พระนามแฝงว่า “หนานแก้วเมืองบูรพ์” แต่งร่วมกับหม่อมเจ้าถูกถวิล ศุขสวัสดิ์ และพระยาบำเรอบริรักษ์ (สาย ณ มหาชัย) เพื่อบันทึกการเสด็จประพาสมณฑลพายัพ (ภาคเหนือ) โดยในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินกลับ ได้ทรงพระราชนิพนธ์กล่าวถึงคนผมแดงไว้ความว่า
 
          นั่งเหลียวแลย่านน้ำ เพลินเผลอ
    นาเวศหน่อนาถเลอ โลกไซร้
    ลุที่ว่าการอำเภอ ขาณุ
    จองพลับพลาแต่งไว้ เพื่อท้าวเธอแรม ฯ
          บ้านแสนตออยู่ใกล้ พลับพลา
    ชนอยู่ที่เกศา แปลกแท้
    สีแดงแข่งสุริยา โพยมพยับ
    ดูดุจยุโยปแส้ ตกค้าง หว่างไทย ฯ

           จากบทพระราชนิพนธ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) ทรงบันทึกถึงหมู่บ้านชื่อ “บ้านแสนตอ” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับพลับพลาที่ประทับแรม โดยพระองค์ทรงสังเกตเห็นว่าชาวบ้านแห่งนี้มีลักษณะโดดเด่นสะดุดตาประการหนึ่ง คือเส้นผม (เกศา) มีสีแดงจัดราวกับสีของแสงอาทิตย์ (แข่งสุริยา) จนพระองค์ทรงเปรียบเปรยว่าดูคล้ายกับมีชาวยุโรปมาอาศัยตกค้างและปะปนอยู่ท่ามกลางคนไทย

           หลักฐานต่อมาปรากฏใน “จดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ 2” อันเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2449 (ร.ศ. 125) คราวเสด็จประพาสหัวเมืองกำแพงเพชร ในการเสด็จประพาสต้นครั้งดังกล่าว พระองค์ได้ทรงบันทึกเรื่องราวของคนผมแดงไว้อย่างละเอียดความว่า

           “...วันที่ 19 วันนี้ตื่นสายไป พระวิเชียรพาคนผมแดงมาให้ดู อันลักษณะผมแดงนั้นเปนผมม้าแดงอย่างอ่อนหรือเหลืองอย่างแก่ ผมที่แดงนี้มาข้างพันธุ์พ่อ ถ้าผู้หญิงไปได้ผัวผมดํา ลูกออกมาก็ผมดําไปด้วย ผมแดงนั้นเปลี่ยน 3 อย่าง แรกแดงครั้นอายุมากเข้าก็ดําหม่นลง แก่ก็เลยขาวทีเดียว บอกพืชพันธุ์ว่าทราบว่าตัวมาแต่เวียงจันท์ แต่มาก่อนอนุเปนขบถ จะได้ตั้งอยู่ช้านานเท่าไรไม่ทราบ พูดเปนไทยประพฤติอาการกิริยาก็เป็นไทย ฉเพาะมีมากอยู่ที่เมืองขาณุที่เมืองกําแพงเพ็ชรนี้มีแต่กระเส็นกระสาย...”

           จากพระราชนิพนธ์ข้างต้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของคนผมแดงไว้อย่างชัดเจน และเมื่อวิเคราะห์บริบททางประวัติศาสตร์จะพบว่า กลุ่มคนผมแดงเหล่านี้มีบรรพบุรุษอพยพมาจากเวียงจันทน์ตั้งแต่ก่อนเกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาได้เข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่เมืองกำแพงเพชรมายาวนาน ระยะเวลาอันยาวนานนี้ได้นำไปสู่การกลืนกลายทางวัฒนธรรมอย่างสมบูรณ์ ดังที่ทรงบันทึกไว้ว่าพวกเขาสามารถพูดภาษาไทยและมีกิริยามารยาทเป็นแบบคนไทยจนไม่เหลือร่องรอยวัฒนธรรมดั้งเดิม นอกจากลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นเท่านั้น

           สิ่งที่สำคัญอีกประการคือ พระปรีชาสามารถในการสังเกตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงบันทึกถึงการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมไว้อย่างแม่นยำว่า หากผู้หญิงผมแดงแต่งงานกับชายผมดำ ลูกที่เกิดมาจะมีผมสีดำตามไปด้วย ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการของยีนเด่นและยีนด้อย โดยสีผมดำที่เป็นยีนเด่นจะข่มสีผมอ่อนซึ่งเป็นยีนด้อยเอาไว้ นอกจากนี้ยังทรงสังเกตเห็นพัฒนาการของเม็ดสีผมที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย จากสีแดงหรือเหลืองในวัยเด็ก กลายเป็นสีหม่นเข้มขึ้นในวัยผู้ใหญ่ และเปลี่ยนเป็นสีขาวในวัยชรา แม้ในบันทึกจะระบุความเชื่อในยุคนั้นว่าลักษณะผมแดงถูกถ่ายทอดมาทางสายเลือดฝ่ายพ่อก็ตาม

           ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ สถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงถ่ายภาพคนผมแดงเอาไว้ โดยนายเอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ภาพดังกล่าวน่าจะถูกถ่ายขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 19 สิงหาคม บริเวณที่ว่าการเมืองซึ่งมีหลังคามุงแฝก สอดคล้องกับรายละเอียดในพระราชนิพนธ์และที่ปรากฏในภาพถ่าย โดยมีด้านหน้าเป็นแม่น้ำปิง

           เรื่องราวของคนผมแดงยังปรากฏอยู่ในหลักฐานสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ “อธิบายระยะทางล่องลำน้ำพิง ตั้งแต่เมืองเชียงใหม่จนถึงปากน้ำโพธิ์” อันเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงนิพนธ์ขึ้นเมื่อปีระกา พ.ศ. 2464 โดยในระหว่างการเดินทางขากลับ พระองค์ได้ทรงบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับคนผมแดงไว้เช่นเดียวกัน ดังมีรายละเอียดความว่า

           “…วันที่ 5 มีนาคม เวลา 7.45 ก.ท. ออกเรือ เวลาเที่ยง ๕๕ นาทีถึงที่พักร้อนบ้านแม่ลาด เทศาพาคนผมแดงซึ่งเรียกกันว่าพวกหัวแดงมาพบ 6 คน (มาถึงเมืองขาณุทีไรได้เคยเรียกหัวแดงมาดูทุกคราว) คราวนี้ได้ถามนางคำผู้เปนมารดาถึงพงศาวดารพวกหัวแดง ชี้แจงว่าได้ทราบความจากบิดามารดาว่าปู่ทวดชื่อขุนไชย มาแต่เมืองเพ็ชบูรณ เปนคนหัวแดงเดิมคนเดียว ขุนไชยมาได้ภรรยาที่บ้านแสนตอ มีลูกหัวแดงตามบิดาทั้งนั้น จึงเปนต้นวงศสกูลของพวกหัวแดงที่มีในเมืองขาณุสืบมา ประเพณีของพวกหัวแดงไม่แต่งงานกันเอง ชายหัวแดงไปได้หญิงหัวดำเปนภรรยามีลูกมักหัวดำตามมารดา ชายหัวดำมาได้หญิงหัวแดงเป็นภรรยา ลูกมักหัวแดงตามมารดา นางคำเองสามีหัวดำ มีลูก 6 คน หัวดำคนเดียวเป็นหัวแดง 5 คน พวกหัวแดงเดี๋ยวนี้มีอยู่ที่บ้านแม่ลาดนี้ครัวหนึ่งที่บ้านหลวง 2 ครัว ที่บ้านแสนตอดูเหมือนมี 2 ครัว…”

           จากข้อความในพระนิพนธ์ “อธิบายระยะทางล่องลำน้ำพิงฯ” ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาช่วยเติมเต็มและขยายความเรื่องราวของ “คนผมแดง” ในเมืองขาณุให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ 2 พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  จะพบประเด็นที่น่าสนใจทั้งในแง่ของความทรงจำร่วมทางประวัติศาสตร์และข้อสังเกตทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ประการแรกคือเรื่องของถิ่นกำเนิด ซึ่งในขณะที่บันทึกของรัชกาลที่ 5 ระบุว่าคนกลุ่มนี้มีที่มาจากเวียงจันทน์ แต่คำให้การของนางคำในสมัยกรมพระยาดำรงราชานุภาพกลับระบุว่าปู่ทวดชื่อขุนไชยอพยพมาจากเพชรบูรณ์ ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของมุขปาฐะหรือคำบอกเล่าที่อาจเลือนรางหรือปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม ในทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์เป็นไปได้ว่าบรรพบุรุษดั้งเดิมอาจถูกกวาดต้อนหรืออพยพจากเวียงจันทน์มาตั้งพักอยู่ที่เพชรบูรณ์ก่อน แล้วจึงมีบางสายตระกูลอย่างขุนไชยที่ย้ายถิ่นฐานต่อมายังพื้นที่กำแพงเพชรในภายหลัง

           ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งประการต่อมาคือข้อสังเกตเกี่ยวกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งบันทึกในสมัยกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ให้รายละเอียดที่ซับซ้อนและสะท้อนภาพที่กว้างขึ้น ในขณะที่พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงบันทึกในเบื้องต้นว่าลักษณะผมแดงมักถ่ายทอดมาทางสายพ่อ แต่บันทึกของกรมพระยาดำรงราชานุภาพกลับแสดงให้เห็นว่าลักษณะดังกล่าวสามารถถ่ายทอดได้จากทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง

           กล่าวคือ ในคำบอกเล่าเรื่องบรรพบุรุษระบุว่า ขุนไชย ซึ่งเป็นชายผมแดง สามารถถ่ายทอดลักษณะผมแดงไปยังรุ่นลูกได้ทั้งหมด (สืบทางบิดา) แต่ในขณะเดียวกันก็ปรากฏกรณีของ นางคำ ที่เป็นหญิงผมแดงแต่งงานกับชายผมดำ ทว่ากลับมีลูกผมแดงถึง 5 คนจากทั้งหมด 6 คน (สืบทางมารดา)

           ปรากฏการณ์ความหลากหลายของสายเลือดนี้ ในทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่สามารถอธิบายได้ว่า ลักษณะผมแดงเป็นลักษณะที่ถูกควบคุมโดยยีนด้อยบนโครโมโซมร่างกาย ซึ่งหมายความว่ายีนนี้ไม่ได้ยึดติดกับเพศสภาพใดเพศสภาพหนึ่ง และสามารถถ่ายทอดจากทั้งบิดาและมารดาได้อย่างเท่าเทียมกัน การที่ลูกจะแสดงลักษณะผมแดงออกมาให้เห็นได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพ่อหรือแม่เป็นคนผมแดง แต่อยู่ที่ความน่าจะเป็นในการจับคู่กันของยีนด้อยที่แฝงอยู่ในตัวของทั้งคู่ต่างหาก การบันทึกรายละเอียดเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของคนในอดีต ที่จะทำความเข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางสายเลือดผ่านการเฝ้าสังเกตแบบแผนที่เกิดขึ้นในชุมชนของตนเอง

           นอกจากนี้ การจดบันทึกยังได้เผยให้เห็นถึงลักษณะทางสังคมและค่านิยมของคนกลุ่มนี้ นั่นคือข้อห้ามหรือธรรมเนียมที่ “ไม่แต่งงานกันเอง” ซึ่งถือเป็นระบบการแต่งงานข้ามกลุ่ม การหลีกเลี่ยงการแต่งงานในหมู่เครือญาติหรือคนที่มีลักษณะเดียวกันนี้ ถือเป็นกลไกทางธรรมชาติและทางสังคมที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคทางพันธุกรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ยีนผมแดงค่อยๆ เจือจางและกระจายตัวออกไปตามหมู่บ้านต่างๆ เช่น บ้านแม่ลาด บ้านหลวง และบ้านแสนตอ จนกลายเป็นเพียงกลุ่มครอบครัวเล็กๆ ที่หลงเหลืออยู่

           หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับคนผมแดงยังปรากฏอยู่ใน “โคลงนิราศล่องแก่งแม่ปิง” ของจางวางเอก พระยาบุรุษรัตนราชวัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) ที่แต่งขึ้นร่วมกับฝูงเพื่อนที่เป็นนักเลงกลอน ได้แก่ อำมาตย์โท พระปฏิเวทย์วิศิษฎ์ (สาย เลขยานนท์) และพระยาเพ็ชรพิไสยศรีสวัสดิ์ (แม้น วสันตสิงห์) ซึ่งโคลงนิราศนี้ประพันธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2470 คราวที่พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา เสด็จเยือนเมืองเชียงใหม่ และในขากลับได้เสด็จผ่านเมืองกำแพงเพชร โดยในส่วนที่กล่าวถึงคนผมแดงนั้น เป็นโคลงที่ประพันธ์โดย พระยาเพ็ชรพิไสยศรีสวัสดิ์ (แม้น วสันตสิงห์) ซึ่งมีเนื้อความว่า

          พวกผมแดงนั่งเฝ้า พร้อมมูล
    ถามไถ่ถึงตระกูล บอกถ้วน
    ขุนไชยจากเพชร์บูรณ์ เป็นปู่ ทวดนา
    บุตรและหลานเครือล้วน เหล่านี้แดงหลาย
          หากบิดาเกิดเกล้า ผมดำ
    ฝ่ายแม่ผมแดงสำ คละเข้า
    เกิดบุตรมักแดงนำ พันธ์อย่าง แม่เฮย
    แดงพ่อดำแม่เคล้า บุตรนั้นดำเสมอ

          จากบทโคลงสี่สุภาพข้างต้น จะเห็นได้ว่าเนื้อความมีความสอดคล้องและช่วยยืนยันข้อมูลจากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้อย่างหนักแน่น โดยเฉพาะประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าที่ระบุตรงกันว่า ต้นตระกูลของกลุ่มคนผมแดงคือ “ขุนไชย” ซึ่งอพยพมาจากเมืองเพชรบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น โคลงบทนี้ยังได้บันทึกข้อสังเกตเรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางสายเลือดตามความเข้าใจของชาวบ้านในยุคนั้นไว้อย่างชัดเจนว่า ลักษณะผมแดงมักจะถ่ายทอดผ่านทางฝ่ายมารดาเป็นหลัก (เกิดบุตรมักแดงนำ พันธ์อย่าง แม่เฮย) ในขณะที่หากบิดาผมแดงแต่งงานกับมารดาผมดำ ลูกที่เกิดมาก็มักจะมีเส้นผมสีดำ (แดงพ่อดำแม่เคล้า บุตรนั้นดำเสมอ)

           ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวของคนผมแดงจึงยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนักวิชาการท้องถิ่นในเวลาต่อมา กระทั่งเกิดเป็นงานวิจัยสำรวจ “ตามรอยเสด็จประพาสต้นพระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองกำแพงเพชร” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลงานทางวิชาการระดับ 9 (บันทึกการเดินทาง) โดย นายสันติ อภัยราช อดีตอาจารย์ 3 ระดับ 9 โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม และอดีตประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชรหลายสมัย (ปัจจุบันเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร) ร่วมกับคณะทำงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสภาวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชรและองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยได้ลงพื้นที่สำรวจวิจัยและบันทึกข้อมูลของคนผมแดงไว้ ดังความตอนหนึ่งว่า

           “…คณะเราไปที่วัดสว่างอารมณ์ เมืองขาณุ วันนั้นเป็นวันพระ เราพบผู้เฒ่าในเมืองขาณุร่วมกันถือศีลภาวนาที่วัดนี้ นับร้อยคน นับว่าเป็นโชคดียิ่งของเรา ที่พบผู้เฒ่า ตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป ถึง 90 ปี เสียงเล่าเรื่องเมืองขาณุมิขาดสาย จากคำบอกเล่าหลายปาก คุณยายลำไย สายชมจันทร์ แม่เฒ่าวัยเกือบ 90 ปี เล่าอย่างมีความสุขด้วยน้ำตานองหน้าว่า
           “พระวิเชียรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ได้พาคนผมแดง ไปเข้าเฝ้าที่ พลับพลา บนเกาะกลางลำน้ำปิง พ่อสามีคุณยาย ซึ่งเป็นกำนันได้เข้าเฝ้า และรับพระราชทานเหรียญ เสมาจากพระพุทธเจ้าหลวงด้วย”
 ในที่สุดเราก็บุกไปถึงหมู่บ้านคนผมแดง ใกล้ ๆ กับวัดสว่างอารมณ์ ริมน้ำปิง ได้พูดคุยกับ คุณทองคำ บุญส่ง ทายาทคนผมแดงอย่างเข้าใจในจุดมุ่งหมายของคณะเรา เธอให้คำบอกเล่าอย่างไม่ปิดบังและมีความสุขที่สุด ได้เรียกญาติมิตร มาประชุมกัน ร่วมกันถ่ายรูป อย่างสนุกสนาน และตั้งใจ คุณทองคำเล่าว่า
           “คุณพ่อชื่อ นายโพน บุญส่ง แม่ชื่อนางแตงไทย คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ได้อพยพกันมาจากเวียงจันทน์ ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ คุณปู่ชื่อปู่อ๋อง ได้เข้าเฝ้า และพระพุทธเจ้าหลวงขอไปเลี้ยงในวัง แต่ปู่อ๋องยังเล็กมาก ทวดรอให้โตก่อนจึงจะให้ไป และในที่สุดปู่อ๋องไม่ได้เข้าวัง ได้ทรงให้ผ้าแพรผืนหนึ่งไว้เป็นเครื่องหมายเมื่อไปเข้าเฝ้า”
           คนผมแดงภูมิใจในชาติกำเนิด และภูมิใจในประวัติความเป็นมาของตนเองอย่างน่าสรรเสริญ ประมาณ 3 โมงเย็น พายุฝนกระหน่ำ เราหลบฝนเข้าไปใต้ถุนบ้านคนผมแดง ได้พูดคุยกับพวกเขาอีกนับชั่วโมงจึงลากลับพร้อมข้อมูลเต็มพิกัด…”

           จากการพิจารณารายงานการลงพื้นที่สำรวจวิจัยทางประวัติศาสตร์ของนายสันติ อภัยราช และคณะ ข้อมูลดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงนัยสำคัญของประวัติศาสตร์บอกเล่าในฐานะเครื่องมือทางระเบียบวิธีวิจัยที่ช่วยเผยให้เห็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ข้อมูลมุขปาฐะซึ่งได้รับการถ่ายทอดผ่านความทรงจำร่วมของผู้อาวุโสในชุมชน ได้ทำหน้าที่เป็นประจักษ์พยานสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มและอธิบายขยายความพระราชกรณียกิจในการเสด็จประพาสต้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้มีความสมบูรณ์ทางสังคมวิทยามากยิ่งขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวสอดรับกับพระราโชบายในการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจและพื้นที่ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับชาวบ้านในส่วนภูมิภาค การที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงมีพระเมตตาและพระราชทานสิ่งของแก่กลุ่มคนที่มีลักษณะทางกายภาพเฉพาะโดยปราศจากอคติทางชาติพันธุ์นั้น ได้ก่อให้เกิดกระบวนการสร้างความผูกพันและหล่อหลอมสำนึกความเป็นพลเมืองภายใต้รัฐชาติสมัยใหม่ที่ได้รับการสืบทอดเป็นมรดกทางความทรงจำของชาวบ้าน

           นอกจากนี้ ข้อมูลที่ระบุถึงภูมิหลังการอพยพย้ายถิ่นฐานจากนครเวียงจันทน์ในช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์ ยังถือเป็นหลักฐานทางมานุษยวิทยาที่อธิบายถึงการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากบริบททางรัฐศาสตร์ในอดีต ทั้งนี้ ความแตกต่างทางมานุษยวิทยากายภาพ อาทิ ภาวะผิวเผือก ลักษณะเฉพาะทางพันธุกรรม หรืออย่างการมีผมสีแดง ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ผลักไสให้ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวตกอยู่ในสถานะคนชายขอบ หากแต่ได้รับการประกอบสร้างให้กลายเป็นอัตลักษณ์ที่ได้รับการยอมรับและกลืนกลายเข้ากับโครงสร้างทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ

           ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการวิจัยภาคสนามของคณะนักวิชาการท้องถิ่น ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงการประเมินหลักฐานเชิงประจักษ์เท่านั้น ทว่ายังทำหน้าที่เป็นกระบวนการเสริมพลังอำนาจทางสังคม การให้พื้นที่แก่ชาวบ้านได้ส่งผลให้เกิดการตระหนักรู้ในรากเหง้าและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์ของตนเอง บริบทของ “คนผมแดง” จึงเป็นกรณีศึกษาที่ตอกย้ำให้เห็นถึงกระบวนการบูรณาการระหว่างประวัติศาสตร์กระแสหลักกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการทำความเข้าใจพหุสังคมและความหลากหลายทางวัฒนธรรมในประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

           ท้ายที่สุด เรื่องราวของคนผมแดงยังคงเป็นอัตลักษณ์สำคัญที่ชาวอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร มีความภาคภูมิใจและเล็งเห็นถึงความสำคัญ จนกระทั่งได้นำมาไว้ในคำขวัญของอำเภอที่ว่า “เมืองตอเป็นแสน ดินแดนประพาสต้น ถิ่นคนผมแดง แหล่งอารยธรรมโบราณ” ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังคงมีชีวิต และเป็นประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำร่วมสมัยที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

--------------------------------------------------------------

รายการอ้างอิง

           จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ประชุมพระราชนิพนธ์ภาษาบาลี ในรัชกาลที่ 4 ภาค 2. นครหลวงฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2515. (คณะธรรมยุต พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศล ในงานพระเมรุพระศพ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (จวน อุฏฺฐายี) ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 17 มิถุนายน พุทธศักราช 2515).

           จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. จดหมายเหตุเสด็จประพาสต้นครั้งที่ 2. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรธนากร, 2464. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าปฏิพัทธเกษมศรี ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นทิวากรวงศประวัติ เมื่อปีระกา พ.ศ. 2464).

           จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. เสด็จประพาสต้น ร.ศ. 125. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2547. (พิมพ์พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงศพ นายภาวาส บุนนาค ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส 1 พฤษภาคม 2547).

           ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. อธิบายระยะทางล่องลำน้ำพิง ตั้งแต่เมืองเชียงใหม่จนถึงปากน้ำโพธิ์. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2470. (พิมพ์ถวายสนองพระคุณพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ฯ เมื่อเสด็จประพาสมณฑลพายัพในปีเถาะ พ.ศ. 2470).

           บุรุษรัตนราชวัลลภ (นพ ไกรฤกษ์), พระยา. โคลงนิราศล่องแก่งแม่ปิง. พระนคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2505. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาเพ็ชร์พิสัยศรีสวัสดิ์ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส พ.ศ. 2505).

           “ประกาศเรื่องเปลี่ยนชื่ออำเภอ.” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 34 (25 เมษายน 2460): 50.

           “พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนนามอำเภอ กิ่งอำเภอ และตำบลบางแห่ง พุทธศักราช 2482.” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 56 (17 เมษายน 2482): 356.

           มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ลิลิตพายัพ. พระนคร: โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย, 2472. (พิมพ์ในการบุญหน้าศพครบปัญญาสมวาร พระตำรวจเอก เจ้าพระยาราชศุภมิตร ณ วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2472).

           สันติ อภัยราช. ตามรอยเสด็จ ประพาสต้น พระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองกำแพงเพชร. ม.ป.ท.: สภาวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร และองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร, 2544.

           สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร และสภาวัฒนธรรมอำเภอคลองขลุง. วัฒนธรรมท้องถิ่นและภูมินามอำเภอคลองขลุง. กำแพงเพชร: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร และสภาวัฒนธรรมอำเภอคลองขลุง, ม.ป.ป.

           สำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2542. (จัดพิมพ์เนื่องในมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี กาญจนาภิเษก).

           อำเภอขาณุวรลักษณบุรี. ประวัติอำเภอขาณุวรลักษณบุรี จังหวัดกำแพงเพชร. กำแพงเพชร: โรงพิมพ์ ศรีสวัสดิ์การพิมพ์, 2547. (ที่ระลึกเนื่องในพิธีเปิดอาคารที่ว่าการอำเภอขาณุวรลักษณบุรี จังหวัดกำแพงเพชร 4 กุมภาพันธ์ 2547).

           เฉลียว ทองอุไทย. การใช้ชีวิตในเก้า พ.ศ.2453-2543. กรุงเทพฯ: ม.ป.ท., 2543. (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เฉลียว-สุภา ทองอุไทย 12 มิถุนายน 2548).

           “เรื่องยกฐานะกิ่งอำเภอขาณุวรลักษณบุรี อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพ็ชร์ ขึ้นเป็นอำเภอ.” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 65, ตอนที่ 66 (16 พฤศจิกายน 2491): 3649.

           เอนก นาวิกมูล. ตามรอยภาพ “คนผมแดงกำแพงเพชร” เชื้อสายชาวลาวจากเวียงจันทน์. เข้าถึงเมื่อ 17 พฤษภาคม 2569. เข้าถึงได้จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_54935

--------------------------------------------------------------

ค้นคว้า/เรียบเรียง : ยุทธนา ทองดี เผยแพร่ 17 พฤษภาคม 2569

 8 
 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2026, 04:32:15 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
=== สวจ.กำแพงเพชร จัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม ระดับจังหวัดกำแพงเพชร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ เฟ้นหาบุคคลธรรมดาและองค์กรที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม เข้ารับรางวัล “วัฒนคุณาธร” ในเดือนตุลาคมนี้ ===

วันศุกร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙  เวลา ๑๓.๓๐ น.
นายอนุชา พัสถาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม ระดับจังหวัดกำแพงเพชร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยมีนายอภินันท์ มุสิกะพงษ์ วัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร ว่าที่ร้อยตรีหญิง ศศิวิมล บริบุญวงศ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดกำแพงเพชร นางสาวพรพรรณ ชื่นดอนกลอย ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกำแพงเพชร นายสันติ อภัยราช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวัฒนธรรม นายศักดิ์ชัย สัมทับ ประธานเครือข่ายชมรมรักบริสุทธิ์จังหวัดกำแพงเพชร และผู้ช่วยศาสตราจารย์ เยาวลักษณ์ ใจวิสุทธิ์หรรษา กรรมการและเลขานุการสภาวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร อีกทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ในการนี้ นายกิตติพงษ์ เทพนิกร ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม และนายศราวุฒิ โยชนะ นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ดำเนินการจัดประชุม ณ ห้องประชุมสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร ชั้น ๓ ศาลากลางจังหวัดกำแพงเพชร
กระทรวงวัฒนธรรม ได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการ/งาน/กิจกรรม และทำประโยชน์เพื่อชุมชน สังคมส่วนรวมร่วมกับหน่วยงานในสังกัด และหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวัฒนธรรมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตามนโยบายรัฐบาล พันธกิจ ยุทธศาสตร์ และจุดเน้นของกระทรวงวัฒนธรรม ด้วยความเสียสละอุทิศตนอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ประจักษ์ โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรมจะได้รับโล่รางวัล “วัฒนคุณาธร” จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงวัฒนธรรม ๓ ตุลาคม ๒๕๖๙ หรือวันที่กระทรวงวัฒนธรรมกำหนด ซี่งรางวัลดังกล่าว มี ๒ ประเภท คือ ประเภทบุคคลธรรมดา ซึ่งมีอายุตั้งแต่ ๑๘ ปีขึ้นไป และประเภทนิติบุคคลหรือคณะบุคคล โดยพิจารณาจากผลงานดีเด่นที่แสดงถึงการมีส่วนร่วมสนับสนุน สืบสาน และพัฒนาผลงานศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงผลงานที่เกิดประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม และต้องเป็นไปตามคุณสมบัติ/หลักเกณฑ์ที่กำหนด ได้แก่ ผู้ทำคุณประโยชน์อาจเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือคณะบุคคล ที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ และมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ๓ ปี โดยมีบุคคลาธรรมดาส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือก จำนวน ๖ ราย และนิติบุคคลหรือคณะบุคคลส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือก จำนวน ๑ แห่ง ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารายชื่อบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลหรือคณะบุคคลในจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อเสนอต่อกองตรวจราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อเข้าสู่พิจารณาในระดับกระทรวงต่อไป

#ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม #วัฒนคุณาธร #เทิดทูนชาติศาสน์กษัตริย์ #รักษาวัฒนธรรมรักษาชาติไทย #วัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจ #ไทไทย #วัฒนธรรมพร้อมทำทุกอย่าง #กระทรวงวัฒนธรรม #จังหวัดกำแพงเพชร #สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร #สาสน์ศิลป์วัฒนธรรมกำแพงเพชร

ขอเชิญกดถูกใจและกดติดตามแฟนเพจของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชรได้ที่
https://www.facebook.com/KPPProvincialCulturalOffice

 9 
 เมื่อ: เมษายน 29, 2026, 08:59:17 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
 
   ได้รับข่าว แม่กำไร ให้ใจหาย          แสนเสียดาย คนดี ไม่มีหมอง
ต้องมาพราก จากไป แม่เนื้อทอง         เทพเจ้่าจอง แม่กำไร ไม่เหลียวแล
     จากครอบครัว ที่แสนรัก ประจักษ์จิต  จากญาติมิตร เพื่อนที่รัก ไม่แยแส
คิดถึงภาพ แม่กำไร ไม่เปลี่ยนแปร          คิดถึงแต่ ความดี ที่แม่ทำ
      ร่างเล็กเล็ก งดงาม อ่อนหวานนัก     บอบบางจัก  พูดไพเราะ แม่งามขำ
รักครอบครัว รักญาติมิตร จิตจดจำ          เป็นผู้นำ ประชาชน คนทุกนาม
       ขยันงาน ทุกอย่าง สุจริต              มีความคิด รับใช้ ไม่เกรงขาม
แม่กำไร คือแม่พระ ในนิยาม                 งามจิตตาม อิริยาบถ ยังจดจำ
        เธอยิ้มแย้ม แจ่มใส อาลัยเหลือ      เธอทำเพื่อ คนอื่น  ทุกฉนำ
แม่กำไร ยอดชีวี โลกจดจำ                   ภูมิปัญญา เลอล้ำ สั่งสอนคน
         ถึงเวลา มาพราก จากไปแล้ว        แม่ดั่งแก้ว  แตกดับ ต้องรับผล
เธอจากไป มีหัวใจ ให้มวลชน                เหมือนได้ยล แม่ไม่จาก พรากไปไกล
          ขอแม่สุู่ สรวงสวรรค์ ชั้นดุสิต        มีชีวิต งดงาม  แลสดใส
แม่ไม่พราก จากจิต อยู่กลางใจ                แม่กำไร  ครองสวรรค์ นิรันดร์เทอญ

                                                                    สันติ อภัยราช    


 10 
 เมื่อ: มีนาคม 25, 2026, 05:22:03 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
=== สวจ.กำแพงเพชร ดำเนินการตัดสินการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทํานองสรภัญญะ ประเภททีม ๕ คน และการประกวดบรรยายธรรม จังหวัดกำแพงเพชร ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ===

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร โดย นายอภินันท์ มุสิกะพงษ์ วัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร มอบหมายให้ นางจันทรา กุลนันทคุณ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ข้าราชการ พนักงานราชการ บุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ดำเนินการตัดสินการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทํานองสรภัญญะ ประเภททีม ๕ คน และการประกวดบรรยายธรรม จังหวัดกำแพงเพชร ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยได้รับความเมตตาจากคณะสงฆ์ นายสันติ อภัยราช ผู้ทรงคุณวุฒิ นายรุ่งโรจน์ รัตนศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพุทรา เรือนจำกลางกำแพงเพชร และสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร ร่วมตัดสินการประกวด ระหว่างวันที่ ๑๖ - ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๙ ณ ห้องประชุมศาลาสาธารณสุขมูลฐาน วัดบ่อสามแสน ตำบลหนองปลิง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร
ด้วยกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ดำเนินงานจัดการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ประเภททีม ๕ คน และประกวดบรรยายธรรม ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพัฒนาและปลูกฝังให้เยาวชนประพฤติปฏิบัติตน ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน อันจะก่อให้เกิดผลดีต่อตนเองและสังคม โดยมีสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต ๑ และเขต ๒ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร และศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ส่งนักเรียนเข้าร่วมการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ประเภททีม ๕ คน แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา ประเภททีมหญิงล้วน จำนวน ๑๗ ทีม ประเภททีมชายล้วน จำนวน ๗ ทีม ระดับมัธยมศึกษา ประเภททีมหญิงล้วน จำนวน ๑๙ ทีม ประเภททีมชายล้วน จำนวน ๖ ทีม ในรูปแบบของวีดิทัศน์  ส่วนการประกวดบรรยายธรรม แบ่งการประกวดออกเป็น ๔ ช่วงชั้น ได้แก่ ช่วงชั้นที่ ๑ ระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป. ๑-๓) จำนวน ๙ คน ช่วงชั้นที่ ๒ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย (ป. ๔-๖) จำนวน ๙ คน ช่วงชั้นที่ ๓ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม. ๑-๓) จำนวน ๑๑ คน และช่วงชั้นที่ ๔ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม. ๔-๖) จํานวน ๓ คน รวมทั้งสิ้น ๓๒ คน ในรูปแบบของวีดิทัศน์เช่นกัน ทั้งนี้ การประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ และการประกวดบรรยายธรรม เป็นกุศโลบายที่ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจ ทำให้ทุกคนคิด ทำ ด้วยเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน เป็นการเสริมสร้างคุณธรรม ซึ่งเป็นที่ตั้งของความดี ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำในรูปแบบที่ถูกต้อง หมั่นศึกษาค้นคว้าข้อมูลหลักธรรมทางศาสนา ฝึกฝนทักษะการพูดต่อสาธารณชน ฝึกปฏิบัติมารยาทไทยในศาสนพิธี พร้อมทั้งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม โดยมุ่งหวังส่งเสริมให้เป็นคนดีของสังคม

#สวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัยทำนองสรภัญญะ #บรรยายธรรม #เทิดทูนชาติศาสน์กษัตริย์ #รักษาวัฒนธรรมรักษาชาติไทย #ไทไทย #วัฒนธรรมพร้อมทำทุกอย่าง #กระทรวงวัฒนธรรม #กรมการศาสนา #จังหวัดกำแพงเพชร #สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร #สาสน์ศิลป์วัฒนธรรมกำแพงเพชร

ขอเชิญกดถูกใจและกดติดตามแฟนเพจของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชรได้ที่
https://www.facebook.com/KPPProvincialCulturalOffice

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!