จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
มกราคม 28, 2020, 08:50:54 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ยินดีต้อนรับสมาชิก และผู้เยื่ยมชมทุกๆท่าน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 8 9 [10]
 91 
 เมื่อ: เมษายน 17, 2017, 09:59:17 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
   เรื่องที่ ๘ พระบรมธาตุเสด็จออกจากเจดีย์พระบรมธาตุ นครชุม
   ในกำแพงเพชรมีเรื่องเล่าขาน ถึงพระบรมสารีริกธาตุ ขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยงสุกสว่าง ลอยวนไปมาเหนือพระเจดีย์ อยู่หลายแห่ง อาทิเจดีย์วัดวังพระธาตุ เจดีย์วัดเสด็จ (ปัจจุบันเหลือแต่ฐาน) เจดีย์วัดกะโลทัย เจดีย์วัดพระบรมธาตุ และเจดีย์วัดบ้านธาตุ มีเรื่องเล่าว่า ในวันเดือนมืดสนิท จะมีดวงไฟขนาดใหญ่ออกจากพระเจดีย์ดังกล่าว ลอยทักษิณาวรรต ๓ รอบ ณ พระเจดีย์แล้ว ทุกดวงจะเสด็จมาที่เจดีย์วัดพระบรมธาตุ แสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นบ่อยครั้ง จนเป็นที่เล่าขานกันต่อมา หลายยุคหลายสมัย อาจเป็นที่มาของ เมืองนครพระชุม หรือพระบรมธาตุชุมนุมมีผู้คนมากมายพบเห็น เล่าขานกันมาแสนนาน เมื่อไม่กี่ปีมานี้เองทางวัดพระบรมธาตุ ได้บันทึกภาพ ลักษณะดวงไฟคล้ายพระบรมสารีริกธาตุ ตรงกลางพระเจดีย์ ทางวัดยังได้นำภาพไปเป็นปฏิทินขนาดใหญ่แจกจ่ายทั่วไป
ในสมัยโบราณ เมื่อพระนเรศวรเคลื่อนทัพ พระบรมธาตุเสด็จกลางวันด้วยซ้ำดังในพงศาวดารที่ว่า
   ส่วนพระนเรศร์จึงแต่งองค์แล้วก็เสด็จขึ้นยืนอยู่บนเกยชัย อันช้างพระที่นั่งอยู่ที่ริมเกยกับนายควาญช้าง เมื่อจักมีบรมโพธิสมภาร จึงบันดาลให้ประจักษ์ในทัพขันธ์ ในเวลากลางวันก็บันดาลให้มีอัศจรรย์มา พระอาทิตย์นั้นก็ทรงกลด อันแดดนั้นก็มิได้ต้ององค์ ร่มอยู่สักศอกปลาย ส่วนที่นอกนั้นก็เป็นแสงแดดอยู่ ก็แลเห็นเป็นอัศจรรย์ทั่วกันไปสิ้นทั้งทัพ แล้วแลเห็นพระบรมธาตุเสด็จมาบนกลางอากาศ มีพระรัศมีเป็นอันมาก ปาฏิหาริย์มาที่หน้าพลับพลาไป (คำให้การของขุนหลวงหาวัด ฉบับหลวง หน้า18)
   เรื่องปาฏิหาริย์ของพระบรมธาตุ นั้น แม้ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที ๖ ขณะทรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมาร เสด็จประทับที่พระราชวังสนามจันทร์ ได้ทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์ที่องค์พระปฐมเจดีย์ ดังบันทึกตอนหนึ่งว่า “… ได้เห็นองค์พระปฐมเจดีย์รัศมีสว่างพราวออกทั้งองค์ ดูประหนึ่งว่าองค์พระปฐมเจดีย์ด้านตะวันตกคือด้านที่เล็งตรงกับสนามจันทร์นั้นทาด้วยฟอสฟอรัส พราวเรือง ๆ …”  ครั้นเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วก็ได้ทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์ที่องค์พระปฐมเจดีย์อีกใน พ.ศ.๒๔๕๗
ดังนั้นเรื่องพระบรมสารีริกเสด็จนี้ นี้เป็นเรื่องที่ชาวพุทธเชื่อถือกัน และเคารพบูชากันมาช้านาน จนเป็นประเพณีการไหว้พระธาตุในวันเพ็ญเดือนสาม ที่วัดพระบรมธาตุนครชุม มาจนทุกวันนี้

 92 
 เมื่อ: เมษายน 16, 2017, 10:47:57 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
   เรื่องที่ ๗ ตอน จารึกลานเงินจารึกเรื่องการสร้างพระเครื่องและการอาราธนาพระเครื่องที่พบในเจดีย์พระบรมธาตุ นครชุม
เมื่อสมเด็จพุฒาจารย์(โต) ได้รื้อค้นพระเจดีย์พระบรมธาตุนครชุม  ภายในกรุพบแผ่นลานเงินจารึกภาษาขอม กล่าวถึงตำนานการสร้างพระพิมพ์และวิธีการสักการบูชาพร้อมลำดับอุปเท่ห์ไว้พระพิมพ์ที่ได้จากกรุนี้คือ
ว่ามีฤาษี ๑๑ ตน ฤาษีเป็นใหญ่ ๓ ตนฤาษีพิราลัยตนหนึ่ง ฤาษีตาไฟตนหนึ่งฤาษีตาวัวตนหนึ่ง เป็นประธานแก่ฤาษีทั้งหลาย จึงปรึกษากันว่าเราทั้งนี้จะเอาอันใดให้แก่พระยาศรีธรรมาโศกราช ฤาษีทั้ง ๓ จึงปรึกษาแก่ฤาษีทั้งปวงว่าเราจะทำด้วยฤทธิ์ ทำเครื่องประดิษฐานเงินทองไว้ฉะนี้ฉลองพระองค์จึงทำเป็นเมฆพัตร อุทุมพรเป็นมฤตย์พิศม์ อายุวัฒนะ พระฤาษีประดิษฐานไว้ในถ้ำเหวใหญ่น้อย เป็นอานุภาพแก่มนุษย์ทั้งหลาย สมณชีพราหมณาจารย์ไปถ้วน ๕,๐๐๐ พรรษา พระฤาษีตนหนึ่งจึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงว่าท่านจงไปเอาว่านทั้งหลายอันมีฤทธิ์เอามาให้ได้ ๑,๐๐๐เก็บเอาเกสรดอกไม้อันวิเศษที่มีกฤษณาเป็นอาทิให้ได้สัก ๑,๐๐๐ครั้นเสร็จแล้วฤาษีจึงป่าวร้องเทวดาทั้งปวงให้มาช่วยบดยาทำเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่ง ทำเป็นเมฆพัตรสถานหนึ่ง ฤาษีทั้ง ๓ ตนนั้น จึงบังคับฤาษีทั้งปวงให้เอาว่านทำเป็นผงปั้นเป็นก้อนถ้าผู้ใดได้ถวายพระพรแล้ว จึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพเถิด ให้ระลึกถึงพระฤาษีที่ทำไว้นั้นเถิด
ตำนานบนแผ่นลานเงินได้บอกวิธีสำหรับอาราธนาพระกำแพงทุ่งเศรษฐี ดังนี้
ถ้าผู้ใดได้ไหว้ให้ถวายพระพร แล้วจึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพ ให้ระลึกถึงคุณพระฤาษีที่ทำไว้นั้นเถิดฤาษีได้อุปเท่ห์ไว้ดังนี้
แม้อันตรายสักเท่าใดก็ดีให้นิมนต์พระใส่ศีรษะ อันตรายทั้งปวงหายสิ้นแล
ถ้าจะเข้าการรณรงค์สงครามให้เอาพระใส่น้ำมันหอม เข้าด้วยนวหรคุณ แล้วเอาใส่ผม ศักดิ์สิทธิ์ตามปรารถนา
 ถ้าผู้ใดจะประสิทธิ์แก่หอกดาบศาสตราอาวุธทั้งปวงเอาพระสรงน้ำมันหอมแล้วเสกด้วย อิติปิโสภกูราติ เสก ๓ ที ๗ ทีแล้วใส่ขันสำริด พิษฐานตามควาปรารถนาเถิด
ถ้าผู้ใดจะใคร่มาตุคามเอาพระสรงน้ำมันหอม ใส่ใบพลูทาประสิทธิ์แก่คนทั้งหลาย
ถ้าจะสง่าเจรจาให้คนเกรงกลัวเอาพระใส่น้ำมันหอม หุงขี้ผึ้ง เสกด้วย นวหรคุณ ๗ ที
ถ้าจะค้าขายก็ดีไปทางบกทางเรือก็ดี ให้นมัสการด้วยพาหุง แล้วเอาพระสรงน้ำมันหอมเสกด้วยพระพุทธคุณอิติปิโส ภกูราติ เสก ๗ ที ประสิทธิ์แก่คนทั้งหลายแล
ถ้าจะให้สวัสดีสภาพรทุกวันให้เอาดอกไม้ดอกบัวบูชาทุกวัน ถ้าจะปรารถนาอันใดก็ได้ทุกอันแล
ถ้าผู้ใดพบพระเกสรก็ดีพระว่านก็ดี พระปรอทก็ดี (เข้าใจว่าเป็นพระเนื้อชินเข้าปรอท)เหมือนกันอย่าประมาท มีอานุภาพดังกำแพงล้อมกันภัยแก่ผู้นั้น
ถ้าจะให้ความสูญให้เอาพระสรงน้ำมันหอม เอาด้าย ๑๑ เส้น (หมายถึงพระฤาษี๑๑ ตน ) ชุบน้ำมันหอม แล้วทำไส้เทียนตามถวายพระ แล้วพิษฐานตามความปรารถนาเถิด
ถ้าผู้ใดจะสระหัวให้เขียนยันต์ใส่ไส้เทียนเถิด จะประเสริฐแล ฯลฯ
ความเชื่อเหล่านี้ตกทอดมายังผู้คนที่มีความเชื่อในพุทธคุณของพระเครื่อง ทำให้พระเครื่องกำแพงเพชร มีราคาสูงมากๆราคาที่เช่ากัน หลายล้านบาท นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ในเมืองกำแพงเพชร อิทธิพลจากจารึกลานเงิน ที่สมเด็จพุฒาจารย์(โต)พบในเจดีย์พระบรมธาตุนครชุมแน่นอน




 93 
 เมื่อ: เมษายน 16, 2017, 10:14:32 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
เรื่องที่ ๖ ตอน คัมภีร์คาถาชินบัญชรสมเด็จพุฒาจารย์(โต)พบในเจดีย์พระบรมธาตุ นครชุม
   เมื่อสมเด็จพุฒาจารย์(โต)พรหมรังสี อ่านจารึกนครชุม ทราบว่ามีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานในเจดีย์พระบรมธาตุ นครชุม ซึ่งพญาลิไท สถาปนาไว้เมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๐๐ จึงโปรดให้ค้นหารื้อสำรวจภายในพระมหาเจดีย์ในวัดพระบรมธาตุ  สิ่งที่ได้พบคือ
๑.   พระบรมสารีริกธาตุ ๙ พระองค์ บรรจุในสำเภาเงิน
๒.   จารึกลานเงิน จารึกเรื่องการสร้างพระเครื่องและการอาราธนาพระเครื่อง
๓.   คัมภีร์คาถาชินบัญชร
๔.   พระเครื่องและพระบูชาจำนวนมหาศาล
๕.   ทรัพย์สินเงินทอง และสิ่งศรัทธาในพระบวรพระพุทธศาสนา
เป็นธรรมเนียมในการบรรจุสิ่งสำคัญในพระมหาเจดีย์ สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ นับว่าเป็นมหากุศลที่ยิ่งใหญ่ ในตอนที่ ๖ นี้จะกล่าวถึงเฉพาะคัมภีร์คาถาชินบัญชรที่ค้นพบในพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งกลายเป็นคาถาสำคัญประจำองค์สมเด็จพุฒาจารย์(โต)
คำว่า ชินบัญชร นั้นแปลว่า กรง หรือ เกราะป้องกันภัยของพระพุทธเจ้า คำว่า ชิน หมายถึง พระพุทธเจ้า คำว่า บัญชร หมายถึง กรง หรือ เกราะ โดยที่เนื้อหาในคาถาในชินบัญชรนั้นจะเป็นการอัญเชิญพระพุทธเจ้าจำนวน 28 พระองค์ เริ่มตั้งแต่พระพุทธเจ้าพระนามว่าตัณหังกร เป็นต้น เดินทางลงมาสถิตอยู่ในทุกอณูของร่างกาย เพื่อเป็นการเสริมให้ตนเองนั้นมีพลังพุทธคุณให้ยิ่งใหญ่
จากนั้นจึงอัญเชิญพระอรหันต์ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน 80 องค์ซึ่งเป็นผู้มีบารมีธรรมที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังได้มีการอาราธนาพระสูตรอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ทรงอานุภาพในด้านต่างๆ มาสถิตในทุกส่วนของร่างกายจนรวมกันเป็นกำแพงแก้วคุ้มกัน ตั้งแต่กระหม่อมลงมาห้อมล้อมรอบตัวของผู้สวดภาวนาพระคาถาชินบัญชรจนกระทั่งอันตรายก็ไม่สามารถหาช่องโหว่เพื่อสอดแทรกเข้ามาได้
ปัจจุบัน ประชาชนมีความเชื่อมั่นในคาถาชินบัญชร ท่องบ่นพระคาถาเพราะมีความเชื่อมั่นว่าจะป้องกันภยันตรายจากทุกสิ่งได้

 94 
 เมื่อ: เมษายน 16, 2017, 10:39:05 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
เรื่องที่ ๕ ตอนสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) กับ จารึกนครชุม
   เมื่อราวปลายรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระยากำแพงเพชร( น้อย) ได้ปลงศพท่านผู้หญิงแพง ซึ่งท่านเป็นธิดาของ  พระยารามรณรงคสงครามรามภักดีอภัยพิริยะปรากรมพาหุ (พระยากำแพงเพชร นุช) กับท่านผู้หญิงชี นามกาว ผู้สร้างวัดชีนางเกา ท่านผู้หญิงแพงมีศักดิ์เป็นมารดาของพระยากำแพง(น้อย) และมีศักดิ์เป็นป้า ของหลวงพ่อโต ได้รับพระราชทานไฟพระราชทานและจัดการศพที่หาดทราย หรือตรงข้ามโรงสีนายล้อม นุตตโยธินซึ่งเป็นบ้านของท่านมาแต่เดิม ปัจจุบัน ได้สูบทรายขึ้นมาเป็นสิริจิตอุทยาน
            ในการนี้สมเด็จพุฒาจารย์โต ได้เสด็จมาในงานด้วย เพราะท่านผู้หญิงแพง เป็นป้า สมเด็จพุฒาจารย์ ได้เสด็จไปประพาสในที่ต่างๆ ถึงวัดเสด็จ เดิมชื่อวัดไชยพฤกษ์ สังเกตเห็นปลวกอยู่แห่งหนึ่ง คือที่มณฑปพระพุทธบาทสวมไว้นั้น จึงเสด็จเข้าไปยืนหลับพระเนตรอยู่ประมาณ 10 นาที แล้วลืมพระเนตรตรัสกับพระยากำแพงเพชร(น้อย)ผู้เป็นหลานว่าให้ขุดปลวกเดี๋ยวนี้ มีใบเสมาจารึก เมื่อขุดปลวกก็พบใบเสมานั้นจริง เมื่อล้างน้ำทำความสะอาดแล้ว ทรงอ่านและแปลศิลาจารึก พร้อมเสวยเพลในวัดนั้น เมื่อแปลจารึกแล้วก็มีรับสั่งว่า มีพระธาตุอยู่ฝั่งโน้น ฝั่งตะวันตกด้านวังแปบ ให้รีบหาคนไปถากถาง พระยากำแพงทำตามรับสั่งก็พบพระธาตุ ปัจจุบันคือวัดพระบรมธาตุ มีพระธาตุครบถ้วน จึงได้ย้ายเชลย ชาวลาว 100 ครอบครัวที่อยู่เกาะยายจัน วัดป่าหมู เป็นเลกเฝ้าพระธาตุไปอยู่ตำบลนครชุม.จนปัจจุบัน ส่วนวัดชัยพฤกษ์กลายเป็นวัดเสด็จ เพราะสมเด็จพุฒาจารย์โตเสด็จมาประพาสวัดนี้.....
   จารึกนี้ นักประวัติศาสตร์ เรียกกันว่าจารึกหลักที่ ๓ หรือจารึกนครชุม  ผู้จารึกคือพญาลิไท    พระธรรมราชาที่ ๑ ใจความกล่าวถึง ประดิษฐานพระศรีรัตนมหาธาตุและได้ปลูกพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้มาจากลังกาทวีป ไว้ที่วัดพระบรมธาตุนครชุมปัจจุบันนี้ จารึกนครชุมหลักนี้ได้นำมากรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ พร้อมกับรูปพระอิศวร (หลักที่ ๑๓)
   นับได้ว่าสมเด็จพุฒาจารย์(โต) มีพระคุณต่อชาวปากคลองและชาวกำแพงเพชร ในการค้นพบจารึกนครชุมและวัดพระบรมธาตุ ทำให้คนกำแพงได้ทราบเรื่องราวของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


 95 
 เมื่อ: เมษายน 13, 2017, 02:04:19 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
เรื่องที่ ๔ ตอนชาวนครเวียงจันทน์มาเป็นประชาชนชาวปากคลอง
พระยาสวรรคโลก (เถื่อน) บุตรชายพระยากำแพง(นาค)เมื่อคราวไปรับราชการอยู่กรุงเทพเป็นที่พระยาราชสงคราม ได้ไปราชการทัพที่เวียงจันทน์(ในคราวเจ้าอนุวงษ์เป็นกบฏ)ได้ครอบครัวลาวที่สวามิภักดิ์ด้วย หนึ่งร้อยครอบครัว บ้างว่าเป็นนำเชลยศึกมาเพื่อไม่ประสงค์ให้ลาวเวียงจันทน์ได้ตั้งตัวได้อีก
พระยาสวรรคโลก(เถื่อน) มีความชอบมากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขึ้นมาเป็นพระยากำแพงเพชรแทนพี่ชาย คือพระยากำแพงเพชร(บัว)ที่ถึงแก่อนิจกรรมในเวลานั้นและได้ให้ชาวเวียงจันทน์ที่อพยพตามมาให้ตั้งบ้านเรือนอยู่วัดป่าหมู เหนือบ้านหลวงมนตรี ปัจจุบันเรียกเกาะยายจันทน์ หรือเกาะเวียงจันทน์ อยู่ระยะหนึ่ง (อยู่บริเวณสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชรขึ้นไป)
เพื่อความเหมาะสมกลมกลืนจึงให้อพยพชาวเวียงจันทน์ทั้งหมดข้ามฟากไปอยู่ฝั่งตรงข้าม บ้านปากคลองกลางและปากคลองใต้ ในสมัยที่ สมเด็จพุฒาจารย์ (โต)ค้นพบวัดพระบรมธาตุ นครชุม สมเด็จพุฒาจารย์(โต)อาจประสงค์ให้ชาวเวียงจันทน์มาเป็นเลกวัด (ผู้ดูแลรับใช้วัด)ในราวต้นรัชกาลที่ ๔แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวเวียงจันทน์ยังรักษาประเพณี การเข้าทรงแม่ศรี การสวมกำไลข้อเท้าของหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน(มาเลิกนิยมเมื่อราวปี ๒๔๙๐)
ชาวบ้านปากคลองมีหลายชนชาติมาอาศัยอยู่ มาก นอกจากลาวเวียงจันทน์แล้วยังมีชาวกะเหรี่ยง รวมถึงชาวเขาเผ่าต่างๆ ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ อพยพมาอยู่กันมากมาย คนที่มาอยู่บ้านปากคลองได้ ต้องเป็นคนเข้มแข็ง และแกร่งจริงๆ เพราะเล่ากันว่า เมื่อจะขึ้นล่องจากปากน้ำโพ ไปเมืองตาก ต้องผ่านบ้านปากคลอง  ว่าต้องหันหน้าไปมองทางฝั่งกำแพง ถ้ามองมาทางบ้านปากคลองจะเป็นไข้ป่าตายเป็นสิ่งที่คนกลัวกันมากจนลือกันไปทั่วกำแพง ปากน้ำโพ และเมือระแหง
  ปัจจุบัน ชาวปากคลองรักสงบ มีความเป็นอยู่เรียบง่ายมีวัฒนธรรมประเพณีเป็นของตนเอง
แม้จะอยู่หางจากตัวเมืองเพียงชั่วอึดใจ แต่ยังมีความเป็นอยู่แบบชนบท ที่น่าศึกษาอย่างที่สุด


 96 
 เมื่อ: เมษายน 10, 2017, 09:20:20 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
เรื่องที่ ๓ ตอน เมืองนครชุมล่มสลายกลายมาเป็นบ้านปากคลอง
   เมืองนครชุม เป็นเมืองโบราณ เดิมเป็นเมืองอิสระ มีกษัตริย์ปกครองตนเอง มีกำแพงเมืองใหญ่ก่อนร่วมอาณาจักรกับสุโขทัย สถาปนามาก่อนพุทธศักราช ๑๘๐๐ ได้ยกฐานเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรสุโขทัย (เมืองลูกหลวงหมายถึง เมื่อพระมหากษัตริย์สุโขทัยมีราชโอรสจะส่งมาปกครอง)
เมืองนครชุมเจริญรุ่งเรืองสูงสุด ในสมัยของพญาลิไทกษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย โดยเสด็จมาเมืองนครชุม และสถาปนา พระบรมสาริกธาตุ และพระศรีมหาโพธิ์ขึ้นที่เมืองนครชุมแห่งนี้ เมืองนครชุมเจริญรุ่งเรืองถึงราว พุทธศักราช ๒๐๐๐ เกิดน้ำกัดเซาะรวมทั้งเกิดไข้ป่าและโรคระบาด ทำให้เมืองนครชุม ถึงกาลล่มสลาย ประกอบกับอาณาจักรสุโขทัย ได้รวมเป็นแผ่นดินเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยา ทำให้เมืองนครชุมหมดความสำคัญลง ผู้คนน่าจะอพยพข้ามฝั่งมาสู่เมืองกำแพงเพชร ทางฝั่งตะวันออก ทิ้งให้นครชุมร้างเป็นเวลายาวนานกว่าสามร้อยปี วัดพระบรมธาตกลายเป็นวัดร้างในป่ายาง เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีการอพยพคนลาวจากเวียงจันทน์กว่าร้อยครอบครัว มาไว้ที่เมืองนครชุม ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า บ้านปากคลอง โดยแบ่งเป็นปากคลองเหนือ ตั้งแต่โรงเรียนบ้านนครชุมขึ้นไป ปากคลองกลาง ตั้งแต่ปากซอยชากังราวขึ้นไป และปากคลองใต้ ตั้งแต่หัวยางขึ้นมา ไม่มีใครรู้จักเมืองนครชุมอีกเลย
   เมื่อสมเด็จพุฒาจารย์(โต) ได้มาค้นพบเมืองนครชุมอีกครั้ง ได้ ฟื้นฟูเมืองนครชุมขึ้น พร้อมกับวัดพระบรมธาตุ เรียกว่าบ้านปากคลอง ต่อมา เมื่อทราบว่า บ้านปากคลองนี้คือเมืองนครชุม จึงกลับมาเรียกว่าตำบลนครชุมดังเดิม จากเมืองใหญ่สุดในลุ่มน้ำปิง ปัจจุบันกลายมาเป็นตำบลเล็กๆ ที่มีความงดงามทางวัฒนธรรม มากที่สุดแห่งหนึ่งในสังคมไทย บอกถึงความเป็นอนิจจังของทุกสิ่ง เป็นที่สุด

 97 
 เมื่อ: เมษายน 09, 2017, 07:55:01 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
เรื่องที่ ๒ ตอนพญาลิไท กับตำนานประเพณี นบพระ เล่นเพลง
 มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า พญาลิไท กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย เมื่อขึ้นครองราชย์ ณ กรุงสุโขทัย  บรรดาหัวเมืองต่างๆ พากันแข็งเมือง ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจ ของพญาลิไท เช่น เมืองบางพาน เมืองคณฑี เมืองนครชุม พญาลิไท จึงเสด็จ มาด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงนำพระบรมสารีริกธาตุ และพระศรีมหาโพธิ์ มาจากประเทศศรีลังกา มาแสดงความเป็นไมตรี เมื่อเมืองนครชุมรับไมตรี พญาลิไท จึงนำพระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์พระบรมธาตุนครชุม ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ สามองค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน องค์กลางใหญ่อยู่กลาง องค์เล็กย่อมสององค์ อยู่ด้านข้าง นอกจากนั้นได้นำ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ มาปลูกไว้เบื้องหลังพระเจดีย์ ประชาชนที่ตามเสด็จพญาลิไทและประชาชนที่ตามเสด็จจากเมืองต่างๆต่างพากัน มานบไหว้กระทำบูชา พระบรมธาตุและพระศรีมหาโพธิ์ จำนวนมากมาย
ประชาชนแต่ละหัวเมืองพากันมาร้องรำทำเพลง ตามที่เคยร้องเคยเล่นกันอย่างสนุกสนาน  จึงเป็นที่มาแห่งประเพณี เพ็ญเดือนสาม ของวัดพระบรมธาตุ เมืองนครชุม และประเพณี นบพระ เล่นเพลง ของจังหวัดกำแพงเพชร มาจนทุกวันนี้
ประชาชนชาวปากคลอง นครชุม และกำแพงเพชร มีความเชื่อว่า ถ้าได้นบไหว้กระทำบูชา พระบรมสารีริกธาตุและพระศรีมหาโพธิ์ ที่พญาลิไทนำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดพระบรมธาตุ เมืองนครชุม เหมือนประหนึ่งกับได้นบไหว้พระพุทธเจ้าแทบพระบาทพระพุทธองค์ด้วยตนเอง

 98 
 เมื่อ: เมษายน 09, 2017, 07:51:40 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
เรื่องที่ ๑ ตอน ตำนาน เมืองแปบ หรือวังแปบ
   ที่บริเวณบ้านหัวยาง ตำบลนครชุม อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ตรงกับตีนสะพานข้ามลำน้ำปิง ฝั่งนครชุม มีสถานที่หนึ่ง ชาวบ้านเรียกกันว่า บ้านวังแปบ เล่ากันว่า เดิมเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง ที่เรียกขานกันว่าเมืองแปบ เป็นเมืองโบราณ อายุกว่าพันปี ปัจจุบันน้ำกัดเซาะจนเมืองเกือบทั้งเมืองตกลงไปในลำน้ำปิง  เหลือโบราณสถานไม่กี่แห่งที่เป็นหลักฐานว่า บริเวณแห่งนี้ เคยเป็นเมืองสำคัญมาก่อน
   มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า พระเจ้าพังคราช พระราชบิดาของพระเจ้าพรหมมหาราช แห่งเมืองเชียงแสนอยู่ใต้อำนาจของขอม พระเจ้าพรหม ไม่ยอม จึงต่อสู้กับขอม ตั้งแต่พระชนมายุได้เพียงสิบหกปี สามารถขับไล่ขอมมาถึงลำน้ำปิง พระอินทร์เกรงผู้คนจะล้มตายมากมาย จึงโปรดให้พระวิษณุกรรม เนรมิตกำแพงขวางกั้นไว้ พระเจ้าพรหมตามไปไม่ได้จึงเสด็จกลับ พระเจ้าพรหมมีโอรสชื่อพระเจ้าชัยศิริ ได้อพยพผู้คนลงมาทางใต้ เห็นกำแพงเนรมิต จึงสถาปนาเมืองขึ้น พระราชทานนามว่าเมืองแปบ เป็นเมืองแห่งแรกในลุ่มน้ำปิง ต่อมาเมืองแปบ ได้ถูกน้ำกัดเซาะ ไม่สามารถป้องกันได้ จึงได้อพยพไปสร้างเมืองใหม่ ให้ชื่อว่าเมืองไตรตรึงษ์ มาจนทุกวันนี้ เมืองไตรตรึงษ์เป็นสถานที่ประสูติ ของพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ในเวลาต่อมา

 99 
 เมื่อ: เมษายน 07, 2017, 10:51:38 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
อำเภอทรายทองวัฒนา
ศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อแสวง   แหล่งปลูกอ้อยโรงงาน   สวยตระการดอกกระพี้จั่น
 ลือลั่นการเป่าแก้ว     ยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียง

 
อำเภอทรายทองวัฒนา เดิมอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอคลองขลุง ได้รับการยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2535 และยกฐานะเป็นอำเภอทรายทองวัฒนา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 และเป็นอำเภอหนึ่งในจำนวน 11 อำเภอ ของจังหวัดกำแพงเพชร  ห่างจากตัวจังหวัด 53 กิโลเมตร
 บ้านทุ่งทราย อำเภอทรายทองวัฒนา มีตำนานอันมหัศจรรย์และเหลือเชื่อ ชาวบ้านเรียกกันว่า ทุ่งขอม เมืองลับแลแห่งทรายทองวัฒนา องค์ประกอบของทุ่งขอม ประกอบด้วยสระ สี่เหลี่ยม ประตูทางเข้าทุ่งขอม ชาวบ้านที่อพยพมาจากจังหวัดอ่างทอง ชัยนาทและภาคอีสานเข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2490 เชื่อว่าเป็นสระโบราณที่หล่อเลี้ยงทุ่งขอม ให้วัฒนาถาวรขึ้นมาเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ในสมัยสมัยโบราณ มีผู้เห็นลำแสงประหลาดแสงนวลสว่างจากสระสี่เหลี่ยม ลอยไปสู่บริเวณสระคล้าซึ่งปัจจุบันคือวัดใหม่ทรายทองพัฒนา หรือวัดสระคล้าวนารามในอดีต
        นายวัง พิลึก อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทุ่งทราย เคยเล่าให้ฟังว่า ได้อพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณทุ่งขอม ได้ขุดพบถ้วยชาม พระเครื่อง พระบูชา ของใช้ของคนโบราณ อาวุธ เช่น ดาบ กระบี่ ง้าว จำนวนมาก มีเครื่องบดยา พิมพ์พระ วัตถุโบราณจะอยู่ลึกประมาณ 1 เมตร ลักษณะการขุดพบเป็นลักษณะของกรุ พระโดยทั่วไป ที่เรียกกันว่า เมืองลับแล บริเวณสระสี่เหลียมและทุ่งขอม ประชาชนอพยพพากันมาหักร้างถางพง ในช่วงวันโกนและวันพระสิ่งที่พวกท่านเหล่านั้นพบเห็นและเล่าเป็นเสียงเดียวกันคือ คือความมหัศจรรย์ ที่ได้ยินเสียงตำน้ำพริก ที่แว่วมาตามสายลม กลิ่นหอมของอาหาร ได้ยินเสียงเครื่องดนตรี วงมโหรี สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครยืนยันได้ว่า มันคืออะไร แต่ทุกคนเชื่อกันว่า เป็นวิถีชีวิตของชาวลับแล ซึ่งอาจอยู่อีกมิติหนึ่งเขากำลังประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของเขา
         บริเวณสระสี่เหลี่ยมและทุ่งขอมในอดีตเต็ม ไปด้วยสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ สัตว์นานาชนิด เช่น เสือ ช้าง เก้ง กวาง พออาทิตย์ลับขอบฟ้า ก็ไม่มีใครกล้าลงจากบ้าน ทุกครั้งที่ไปขุดแต่งพื้นที่บริเวณทุ่งขอมและสระสี่เหลี่ยม เพื่อทำกิน จะพบของโบราณเสมอ ชาวบ้านเชื่อกันว่าดินแดนแห่งนี้ มีชุมชนโบราณอาศัยอยู่ มีอารยธรรมที่รุ่งเรือง มีการสืบทอดวัฒนธรรมมาหลายชั่วคน เรียกดินแดนแห่งนี้กันว่าทุ่งขอม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่อยู่อาศัยของขอมโบราณ
อำเภอทรายทองวัฒนา สันนิษฐานว่าจะเป็นเมืองโบราณยุคขอมเรืองอำนาจ อีกเมืองหนึ่งในประเทศไทย
อำเภอทรายทองวัฒนาแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 3 ตำบล คือ
1.   ทุ่งทราย         
2.   ทุ่งทอง         
3.   ถาวรวัฒนา         
   อำเภอทรายทองวัฒนาตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้
•   ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอไทรงาม
•   ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบึงสามัคคี
•   ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบึงสามัคคีและอำเภอคลองขลุง
•   ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอคลองขลุง
คำขวัญประจำอำเภอทรายทองวัฒนา
ศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อแสวง   แหล่งปลูกอ้อยโรงงาน   สวยตระการดอกกระพี้จั่น   ลือลั่นการเป่าแก้ว     ยึดแนวเศรษฐกิจ พอเพียง
ศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อแสวง            
พระครูวชิรคุณากร (แสวง ฉนฺทโก) วัดวังน้ำแดง ต.ทุ่งทราย อ.ทรายทองวัฒนา จ.กำแพงเพชร เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชือเสียงมาก ในเรื่องการสร้างพระเครื่องและเหรียญ ใครได้ครอบครอง จะเกิดสิริมงคลต่างๆ
   
แหล่งปลูกอ้อยโรงงาน
   อ้อยโรงงาน  อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลทรายอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่้ำกว่า 1 แสนล้านบาท          มีการจ้างงวน ในชนบทไม่ต่้ำกว่า 600,000 คน ในแต่ละปีประเทศไทยส่งน้ำตาลไปจ้ำหน่ายในตลาดโลกปีละกว่า 3 ล้านต้น นำรายได้เข้าประเทศประมาณ 2 – 3 แสนล้านบสท จัดเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำตาลทรายเป็นอันดับ ๓ ของโลกรองจากประเทศบราซิล
          จังหวัดกำแพงเพชรเป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งผลิตอ้อยและน้ำตาลที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกประมาณ 4.5 แสนไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 10 ตันต่อไร่ (สำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร) ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยในอ้อยปลูกใหม่ 10,000 บาท/ไร่ และต้นทุนการผลิตเฉลี่ยในอ้อยตอ 8,000 บาท/ไร่ มีโรงงานผลิตน้ำตาลทราย จำนวน 3 โรง พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ร้อยละ 90 อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝน จึงมีผลทำให้ประสิทธิภาพการผลิตค่อนข้ำงต่้ำและเป็นสำเหตุสำคัญที่ทำให้ต้นทุนการผลิตอ้อยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้ น อัตราการถือครองที่ดินของเกษตรกร ร้อยละ 50 เป็นเกษตรกรรายใหญ่ (พื้นที่ถือครอง 1,600 – 2,000 ไร่) ร้อยละ 30 เป็นเกษตรกรขนาดกลาง (พื้นที่ถือครอง 200 - 500 ไร่) ร้อยละ 20 เป็นเกษตรกรขนาดเล็ก (มีพื้นที่ถือครอง 50 – 200 ไร่)

   การผลิตปี ๒๕๕๓/๒๕๕๔ พื้นที่เพาะปลูกอ้อยมี ๓๖๑,๓๑๐ ไร่ มีผลผลิตเฉลี่ยพื้นที่เก็บเกี่ยว ๑๑,๓๙๐ กก./ไร่   อำเภอที่มีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ สูง ๓ ลำดับแรก  ได้แก่  อำเภอทรายทองวัฒนา  คือ ๑๔,๔๙๙ กก./ไร่  รองลงมา คือ อำเภอบึงสามัคคี และอำเภอคลองขลุง อำเภอที่มีผลผลิตเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยได้แก่ อำเภอเมือง-กำแพงเพชร ขาณุวรลักษบุรี พรานกระต่าย ลานกระบือ และโกสัมพีนคร


สวยตระการดอกกระพี้จั่น
กระพี้จั่น เป็นไม้ต้นผลัดใบ สูงได้ถึง 20 เมตร เปลือกมีสีเทาตามกิ่งมีรอยแผลทั่วไป ใบเป็นใบประกอบ แบบขนนก ออกเวียนสลับแบบห่างๆ ใบย่อย 13-21 ใบ รูปรีแกมขอบขนาน ปลายสอบทู่ โคนมน หรือสอบ เบี้ยว เส้นใบเห็นไม่ชัด ดอกมีสีขาวปนม่วง ออกตามกิ่ง กลีบดอก 5 กลีบแบบดอกถั่ว เกสรเพศผู้ 10 อัน ผลเป็นฝักแบน โคนแคบกว่าปลาย เปลือกเกลี้ยง หนาคล้ายแผ่นหนัง ขอบเป็นสัน เมล็ดสีน้ำตาลดำ มี 1-4 เมล็ด เดิมมีจำนวนมากในอำเภอทรายทองวัฒนา มีดอกที่สวยดกและงดงามมาก สมเป็นต้นไม้ประจำอำเภอทายทองวัฒนา

 


ลือลั่นการเป่าแก้ว
การเป่าแก้วที่อำเภอทรายทองวัฒนา  เริ่มจากนายณรงค์  แสงอะโน ราษฎรบ้านโนนจั่นได้ไปทำงานที่กรุงเทพฯและได้ศึกษาหนังสือเกี่ยวกับวิธีการเป่าแก้วที่ได้มาจากญาติที่ทำงานอยู่สถาบันวิจัยแห่งชาติ แผนกแก้วเครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์  จากนั้นจึงได้ทำการทดลองทำ ดัดแปลง โดยเป่าเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เมื่อมีความชำนาญ จึงได้เปิดร้านเพื่อผลิตและจำหน่ายอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก
ต่อมาเมื่อสมรสแล้วจึงพาครอบครัวกลับมาอยู่ที่บ้านโนนจั่น หมู่ที่ 1  ตำบลทุ่งทอง อำเภอทรายทองวัฒนา  จังหวัดกำแพงเพชร  และได้ชักชวนชาวบ้านในหมู่บ้านมาฝึกหัดเป่าแก้ว และทำการสอนให้แก่ชาวบ้านที่สนใจ โดยไม่คิดค่าฝึกสอนแต่ประการใด เมื่อชาวบ้านที่เรียนเกิดทักษะ  ความชำนาญ ก็ซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่มีความจำเป็น ไปทำการเป่าแก้วที่บ้านของตนเองจากนั้นก็ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานต่างๆ และทางกลุ่มจดทะเบียนเมื่อ ปี 2541ทำชื่อเสียงและรายได้มาสู่กำแพงเพชร และอำเภอทรายทองวัฒนา อย่างมากมาย
 

ยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียง  เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ความสามารถของชุมชน เมือง รัฐ หรือประเทศ ในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อเลี้ยงสังคมนั้น ๆ โดยรู้จักการพึ่งพาตนเองเป็นสำคัญ และไม่พึ่งพาปัจจัยการผลิตอื่น ที่ตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของทีอำเภอทรายทองวัฒนา ดำเนินการตามเศรษฐกิจพอเพียงหลายประการ อาทิ
การทำปลาร้าสูตรดั้งเดิมของชาวบ้านบึงสำราญน้อย หมู่ที่ 8 ตำบลถาวรวัฒนา อำเภอทรายทองวัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร โดยการนำของผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ส.อบต. ผู้นำสตรี ผู้นำ อช. รวมกลุ่มสมาชิก ลงมือทำกัน เป้าหมายปีนี้ ๓,๙๐๐ กก. ใช้โอ่ง ๓๐ ลูก นายฉัตรธร พรดอนก่อ ประธานกลุ่มทำปลาร้าบ้านบึงสำราญน้อย กล่าวว่าปลาร้าที่รวมกลุ่มกันทำขึ้นมานี้เป็นปลาร้าที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัยแน่นอน เพราะชาวบ้านทุกคนในนี้กินเองด้วย ถึงแม้จะขายทุกท่านที่ซื้อไปก็ได้กินของดีเหมือนกับพวกเรา ต่อไปชาวบ้านก็จะมีการเลี้ยงปลาไว้ขายให้กับกลุ่มทำปลาร้า ผู้สูงอายุก็จะมีกิจกรรม จักสานชะลอมไว้หุ้มหิ้วไหหรือโหลใส่ปลาร้า ทำเป็นของฝาก ถึงแม้จะเหนื่อยและยากในการเริ่มต้น แต่มีความมั่นใจว่าจะต้องสำเร็จและพัฒนาให้มีชื่อเสียงเป็น OTOP ตัวใหม่ของอำเภอทรายทองวัฒนา ทำให้ประชาชนมีทางเลือก มีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่แท้จริง เพราะเป็นอาหารประจำครอบครัวเกือบทุกบ้านกินปลาร้า ราคาที่ตั้งไว้ตามเกรดและชนิดของปลา คละทั่วไป กก.ละ ๙๐ บาท คัดพิเศษ กก.ละ ๑๒๐ บาท ปลาช่อนล้วน กก.ละ ๑๔๐ บาท" ประธานกลุ่มเล่าถึงในอนาคตว่าจะแปรรูปปลาร้าเป็นอาหาร ผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ พัฒนาสถานที่ผลิต บรรจุภัณฑ์ การตลาด การประชาสัมพันธ์ ทุกช่องทาง อีกทั้งได้มุ่งเน้นการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาให้เป็นรูปธรรม ปัจจุบันได้รับความอนุเคราะห์จาก นายเพิ่ม ชมเส็ง ให้ใช้บริเวณหลังบ้านเป็นสถานที่ผลิต
การผลิตผ้าไหมทอมือ
บ้านหนองนกชุม หมู่ที่ ๒ ตำบลทุ่งทราย อำเภอทรายทองวัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร มีคนจากภาคอีสานอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่อยู่ในหมู่บ้าน และได้นำภูมิปัญญาเรื่องการทอผ้ามาทอใช้กันเองภายในหมู่บ้านหนองนกชุมหรือบางครั้งก็มอบเป็นของฝากให้ญาติที่เยี่ยมเยือน ต่อมาสำนักงานพัฒนา-ชุมชนอำเภอทรายทองวัฒนา ได้เข้าไปส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้น โดยจัดตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๔๔   กลุ่มผ้าไหมทอมือประดิษฐ์ สมาชิกเริ่มแรก จำนวน ๒๕ คน ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 30 คน เงินทุนจำนวน 30,000 บาท ดำเนินกิจการได้อย่างน่าสนใจ
การผลิต ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดบ้านบึงสำราญน้อย
สร้างรายได้ ลดรายจ่าย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ที่บ้านบึงสำราญน้อย หมู่ที่ 8 ตำบลถาวรวัฒนา อำเภอทรายทองวัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ของชาวบ้านบึงสำราญน้อย โดยการนำของ นายนันทิพัฒน์ ภิรมกิจ ประธานกลุ่มทำปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งได้รับงบประมาณมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (มสต.) ด้วย
สำหรับอัตราการผลิต วันละ 25 - 30 กระสอบๆ ละ 20 กก.ๆ 10 บาท ปีที่ผ่านมาผลิตได้ 50 ตัน (2,500 กระสอบ) ปีนี้ผลิตตามที่สั่งจองคาดว่าจะสูงกว่าปีที่ผ่านมา เพราะผู้ใช้เชื่อมั่นในคุณภาพและเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น จำหน่ายในหมู่บ้าน 80% นอกหมู่บ้านร้อย 20% โดยใช้ปุ๋ยคอกเป็นหลัก ทำให้มีคุณภาพมากคุณค่าด้วยธาตุอาหารสำหรับพืชทุกชนิด บำรุงหน้าดินไม่เป็นดาน ใส่มะนาวให้ดอกติดผลดี
ในอนาคต จะปรับปรุงต่อเติมสถานที่ผลิตให้ได้มาตรฐานและมีเครื่องมือในการผลิตให้ได้ปริมาณมากเพียงพอแก่ความต้องการ สถานที่เก็บ สถานที่จำหน่าย บรรจุภัณฑ์ และการประชาสัมพันธ์ โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก นายนันทิพัฒน์ ภิรมกิจ เสียสละให้ใช้พื้นที่โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างโครงการ "ประชารัฐ" ของอำเภอทรายทองวัฒนา ภายใต้การบริหารของ เรืออากาศตรี อดุลย์ พรหมวาทย์ นายอำเภอทรายทองวัฒนา ที่มองเห็นความก้าวหน้า ไปสู่ความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน แน่นอน
อำเภอทรายทองวัฒนา มีคำขวัญใหม่ที่บอกเอกลักษณ์ อัตตลักษณ์ และภูมิปัญญาของอำเภอได้อย่างชัดเจนและเหมาะสมดังคำว่า
ศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อแสวง   แหล่งปลูกอ้อยโรงงาน   สวยตระการดอกกระพี้จั่น
 ลือลั่นการเป่าแก้ว     ยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียง
บท อ.สันติ อภัยราช


 100 
 เมื่อ: มีนาคม 29, 2017, 11:38:05 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร
แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ ผลิตก๊าซธรรมชาติ     พุทธศาสตร์ลือเลื่อง เมืองแห่งคุณธรรม      เลิศล้ำความสะอาด
อำเภอลานกระบือมีชื่อเรียกตั้งแต่สมัยโบราณว่า "บ้านลานควาย" เนื่องจากสมัยก่อนบริเวณนี้เป็นพื้นที่ป่าดงดิบมีสัตว์ป่ามากมาย โดยเฉพาะ "ควายป่า" มีเป็นจำนวนมาก ฝูงใหญ่ ชอบนอนและกินดินโป่ง ซึ่งเป็นดินที่มีความเค็มตามธรรมชาติและมีอยู่เป็นบริเวณกว้าง สัตว์ป่านานาชนิดต่างก็ชอบกินดินโป่งทั้งสิ้น ณ บริเวณที่ดินโป่งนี้ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวัดแก้วสุริย์ฉาย  กลางอำเภอลานกระบือ  เมื่อมีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณนี้มากขึ้น จึงได้มีการยกฐานะเป็นตำบล และ เปลี่ยนชื่อเป็นตำบล "ลานกระบือ" อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอพรานกระต่าย จนเมื่อปี พ.ศ.2520 จึงได้มีการจัดตั้งเป็น "กิ่งอำเภอลานกระบือ" และยกฐานเป็น "อำเภอลานกระบือ" ตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 เป็นต้นมา เหตุที่เปลี่ยนชื่อเป็นลานกระบือเพราะ ราชการเห็นว่าคำว่าควายไม่เหมาะสม และมีชาวอิสานอพยพเข้ามาอยู่มาก เรียกลานควายเป็นภาษาอิสาน ฟังดูไม่เหมาะสม จึงเปลี่ยนมาเป็นลานกระบือในที่สุด
เดิมอำเภอลานกระบือ มี 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลลานกระบือ ตำบลหนองหลวง และตำบลช่องลม ปัจจุบัน มี 7 ตำบล โดยเพิ่มตำบล โนนพลวง ตำบลจันทิมา ตำบล บึงทับแรด และตำบลประชาสุขสันต์ ( ดงอีบุก)
          เมื่อราว พ.ศ. 2504 – 2505 นายธวัช แผ่ความดี นายอำเภอพรานกระต่าย ได้สำรวจ เส้นทาง พรานกระต่าย ลานกระบือ จากทางเดิมซึ่งเป็นทางเกวียน ทำเป็นถนนอย่างถาวรทำให้ การคมนาคม จากอำเภอพรานกระต่าย มาตำบลลานกระบือสะดวกขึ้น จนแยกมาเป็นกิ่งอำเภอลานกระบือ และอำเภอลานกระบือในที่สุด
คำขวัญอำเภอลานกระบือ
            แหล่งน้ำมันสิริกิติ์     ผลิตก๊าซธรรมชาติ     พุทธศาสตร์ลือเลื่อง   เมืองแห่งคุณธรรม        เลิศล้ำความสะอาด     
แหล่งน้ำมันสิริกิติ์
แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ ได้รับการค้นพบเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2524 โดยบริษัทเชลล์เอ็กซพลอเรชั่น แอนด์โปรดักชั่น จำกัด หรือ ไทยเชลล์ โดยมีการพบน้ำมันปริมาณมากพอในเชิงพาณิชย์ที่หลุมสำรวจ “ลานกระบือ เอ 01” ในอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร และเริ่มผลิตน้ำมันเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2525 นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่มีการผลิตน้ำมันเพื่อใช้ในการพาณิชย์ จนถึงปัจจุบันแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ยังคงเป็นแหล่งน้ำมันบนบกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
 
วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2526 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชินีนาถ ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด และพระราชทานนามอันเป็นสิริมงคลยิ่ง ให้แก่แหล่งน้ำมันแห่งนี้ว่า “แหล่งน้ำมันสิริกิติ์”
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2528 บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เข้ามาเป็นผู้ร่วมทุนในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในพื้นที่สัมปทานเอส 1 โดยที่ ปตท.สผ. ถือหุ้น 25% และไทยเชลล์ ถือหุ้น 75% ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 ปตท.สผ. ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดของไทยเชลล์ ทำให้ปตท.สผ. เป็นเจ้าของสัมปทานเอส 1 ทั้งหมด และกลายเป็นผู้ดำเนินการ “แหล่งน้ำมันสิริกิติ์”
ผลิตก๊าซธรรมชาติ
            แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ นอกจากผลิตน้ำมันดิบได้แล้ว ยังสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติ ได้ถึงวันละ 40-50 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และสามารถผลิตก๊าซหุงต้ม ( แอล พี จี) ได้ถึง 280 – 300 ตันต่อวัน ช่วยประหยัดการนำเข้าได้จำนวนมาก
พุทธศาสตร์ลือเลื่อง
            อำเภอลานกระบือ มีพระเถระผู้ใหญ่ที่ทรงพุทธคุณและวิทยาคุณ เป็นที่เลื่องลือไป ทั่วประเทศ คือหลวงพ่อขำ แห่งวัดโพธิ์เตี้ย และหลวงพ่อกลับ แห่งวัดแก้วสุริย์ฉาย คำสอนและความกรุณาที่มีต่อประชาชนยังตรึงใจและเป็นที่เล่าขานกันมาจนทุกวันนี้ มีวัดปลักไม้ดำ และวัดแก้วสุริย์ฉาย เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวอำเภอลานกระบือ
เมืองแห่งคุณธรรมคุณธรรม
หมายถึง อำเภอลานกระบือเป็นเมืองคนดี ถือหลักของความดี ความงาม ความถูกต้อง ซึ่งจะแสดงออกมาโดยการกระทำ   ทางกาย     วาจาและจิตใจของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นหลักประจำใจในการประพฤติปฏิบัติจนเกิดเป็นนิสัยเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเองผู้อื่นและสังคม    อันได้แก่ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี มีน้ำใจ เป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาวลานกระบือ
เลิศล้ำความสะอาด     
   อำเภอลานกระบือ เป็นอำเภอที่รักษาความสะอาดได้อย่างดียิ่ง ในทุกหนทุกแห่งของอำเภอลานกระบือ จนกลายมาเป็นคำขวัญวรรคสุดท้ายของอำเภอ
            อำเภอลานกระบือ มีคำขวัญที่ฉายภาพ อำเภอได้อย่างเหมาะสมและเด่นชัด ทำให้การศึกษาเรื่องราว ของอำเภอลานกระบือ ง่ายและชัดเจน มากยิ่งขึ้น กลายเป็น เป็นเอกลักษณ์ และอัตตลักษณ์ ของชาวลานกระบือ อย่างเหมาะสมที่สุด
           
อำเภอลานกระบือ ตั้งอยู่ ถนนสายกำแพงเพชร - พิษณุโลก มีพื้นที่ 359 ตารางกิโลเมตร
 โดยมีอาณาเขตดังนี้
                        ทิศเหนือ            ติดต่อกับ อำเภอคิรีมาศ จังหวัดสุโขทัย และอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก
                        ทิศใต้                ติดต่อกับ อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร
                        ทิศตะวันออก       ติดต่อกับ อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร
                        ทิศตะวันตก         ติดต่อกับ อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร
ลักษณะภูมิประเทศ
            พื้นที่เป็นที่ราบ เหมาะสำหรับทำการเกษตร ดินร่วนปนทราย มีพื้นที่ป่าเหลืออยู่เล็กน้อย ไม่มีภูเขา และแม่น้ำไหลผ่าน ได้ใช้น้ำจากคลองท่อทองแดงเป็นหลัก เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร    ทรัพยากรที่สำคัญ คือแหล่งน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งบริษัท ไทยเชลล์ เอกพลอเรชั่นแอนด์โปรดักชั่น ได้รับสัปทานตั้งแต่ปีพ.ศ. 2524 ปัจจุบัน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตเลียมจำกัด ได้ซื้อหุ้น ทั้งหมดของบริษัทไทยเชลล์ ฯและรับโอนสิทธิ์ พันธะ และหน้าที่ ที่มีอยู่ในสัมปทานทั้งหมด เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2547 ซึ่งหมายถึงประชาชนชาวไทย เป็นเจ้าของแหล่งน้ำมันสิริกิติ์อย่างสมบูรณ์ด้วยความภูมิใจ
ความเป็นมาของวัดแก้วสุริยฉาย
พระครูรัตนวชิโรภาส เจ้าอาวาสวัดแก้วสุริย์ฉาย และเจ้าคณะตำบลลานกระบือ ซึ่งเมตตาต่อสังคมและประชาชนที่มาพบยิ่งนัก ท่านเล่าประวัติวัดแก้วสุริย์ฉายว่า ได้สร้างราวพุทธศักราช 2400 ในสมัยรัชกาลที่4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ผู้ที่ยกที่ดินให้สร้างวัดคือ นายแก้ว และนางฉาย ประชาชนจึงร่วมกันสร้างวัดขึ้น ณ ที่ดินแห่งนี้และขนานนามวัดแห่งนี้ว่าวัดแก้วสุริย์ฉาย
        เจ้าอธิการยี้ เมตติโก ซึ่งเป็นนามสามัญของท่าน ได้เล่าถึง หลวงพ่อขำ หลวงพ่อกลับ ซึ่งมีรูปหล่อของท่านทั้งสอง อยู่ในศาลา กลางวัด ว่าท่านทั้งสองเป็นพระอาจารย์ของ เจ้าอธิการยี้ และได้รับการถ่ายถอดวิทยาคุณ จากพระอาจารย์ของท่าน คือหลวงพ่อขำ เป็นอาจารย์ของหลวงพ่อกลับ หลวงพ่อกลับเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อไสว (พระครูวินิจวชิรคุณ) หลวงพ่อไสวเป็นอาจารย์ของเจ้าอธิการยี้ ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ทรงวิทยาคุณทางคาถาอาคมยิ่ง เป็นที่พึ่งหลักทั้งทางธรรมะ และทางโลก นับว่าน่ายกย่องสรรเสริญยิ่ง
       ชมพระเจดีย์โบราณ สององค์ ซึ่งเป็นที่เก็บอัฐิของเจ้าอาวาสและผู้ที่มีพระคุณต่อวัด นำไปชมพระอุโบสถ ซึ่งเป็นโบสถ์สมัยโบราณที่ถมดินขึ้นมาสูงมากทำให้ อาคาร พระอุโบสถและพระวิหารเสียรูปทรงไปบ้าง... ในโบสถ์มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เป็นพระประธาน เมื่อสังเกตโดยละเอียด พบว่า ได้นำปูนไปฉาบพระองค์ไว้ จึงอาจสันนิษฐานได้ว่ามี พระที่เป็นโลหะชนิดใดชนิดหนึ่งที่มีคุณค่ามาก ที่พระวิหารอยู่หลังพระอุโบสถ เป็นวิหารเก่า ที่ได้รับการบูรณะเปลี่ยนรูปทรงไปบ้างแต่ก็ยังดูงดงามตามแบบสถาปัตยกรรม กำแพงเพชร ในสมัย รัตนโกสินทร์
วัดโพธิ์เตี้ย (วัดปลักไม้ดำ)
อยู่ที่บ้านปลักไม้ดำ ม.3 ตำบลลานกระบือ อำเภอลานกระบือ  เป็นวัดโบราณวัดหนึ่ง เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า “ วัดงิ้วงาม ” มีหลวงพ่อกล้ายเป็นเจ้าอาวาส หลังจากที่ท่านมรณภาพแล้ว หลวงพ่อขำ ได้เป็นเจ้าอาวาสรูปต่อมาและเปลี่ยนชื่อวัดจากวัดงิ้วงาม เป็นวัดโพธิ์เตี้ย ตามสัญลักษณ์ของต้นโพธิ์ที่มีลักษณะเตี้ยแคระ ซึ่งปัจจุบันต้นโพธิ์นี้ได้ตายแล้ว ด้านหลังพระเจดีย์ เป็นพระอุโบสถ อายุราว 150 ปี สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เป็นอุโบสถขนาดย่อม เรียกกันโดยทั่วไปว่าโบสถ์มหาอุตม์ คือมีทางเข้าด้านหน้าทางเดียวไม่มีทางออก เหมาะสำหรับปลุกเสก เครื่องราง ของขลังหรือแม้แต่บวชพระ สภาพค่อนข้างทรุดโทรมตามอายุขัยน่าเสียดายอย่างยิ่ง
ศาลาคลองพาน เป็นศาลาไม้สัก สถาปัตยกรรมแบบโบราณ สร้างในสมัยราชกาลที่ 5 สร้างโดยหมอยา ชื่อหมอจล สุขมี รักษาโรคให้ชาวบ้านทั้งใกล้ไกล เป็นที่นับถือของชาวบ้าน ในอดีตศาลานี้สำคัญมาก ทุกเดือน 11 ของทุกปีจะมีมหรสพฉลอง บริเวณข้างศาลามีต้นโพธิ์ 2 ต้น แต่รวมเป็นต้นเดียว    เป็นต้นโพธิ์ที่หมอจล ออฐิษฐานกับภริยาว่า ถ้าเป็นเนื้อคู่กันให้ต้นโพธิ์รวมเป็นต้นเดียวกันนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากเป็นตำนานที่สำคัญของชาวอำเภอลานกระบือ
อำเภอลานกระบือ เป็นอำเภอที่เป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดกำแพงเพชร และประเทศไทย คนทั่วโลกรุ้จักอำเภอลานกระบือ ในฐานะที่มีบ่อน้ำมันที่สำคัญในประเทศไทย จึงกลายมาเป็นคำขวัญวรรคสำคัญ ของอำเภอลานกระบือที่ว่า
แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ ผลิตก๊าซธรรมชาติ     พุทธศาสตร์ลือเลื่อง                เมืองแห่งคุณธรรม      เลิศล้ำความสะอาด
                 อ.สันติ อภัยราช   บท

 


หน้า: 1 ... 8 9 [10]
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!