จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
กันยายน 18, 2020, 06:26:21 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ยินดีต้อนรับสมาชิก และผู้เยื่ยมชมทุกๆท่าน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 8 9 [10]
 91 
 เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2017, 09:23:50 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
  เรื่องเล่าชาวปากคลอง
      เรื่องที่ ๑๙ ตอนคลองสวนหมาก สายโลหิตชาวปากคลอง   
คลองสวนหมาก สายโลหิตของชาวบ้านปากคลอง ได้หล่อเลี้ยงชีวิตของคนปากคลอง มาหลายร้อยปี ทั้งปากคลองเหนือ ปากคลองกลางและปากคลองใต้ ….คลองสวนหมากเป็น สายน้ำที่มาจากเทือกเขาโมโกจู ไหลเป็นเส้นทางลำเลียงไม้มาจากป่า สายน้ำเย็นมาก ไข้ป่าชุมที่สุดมีคำกล่าวว่า ถ้าเดินทางมาในลำน้ำปิงทั้งขึ้นและล่อง ต้องหันหน้าไปทาง กำแพงเพชร ถ้าหันหน้ามาทางปากคลอง จะเป็นไข้ป่าตาย……..คนที่มาอยู่จึง เป็นพวกลาวที่ถูกกวาดต้อนมา กะเหรี่ยง ชาวพม่า ชาวมอญ ที่หัวแข็ง มีภูมิต้านทานไข้ป่า ….
     พระพุทธเจ้าหลวง พระราชนิพนธ์จดหมายเหตุประพาสต้น กล่าวถึงเรื่องคลองสวนหมากไว้ว่า
คลองสวนหมากนี้ ตามลัทธิเก่าถือว่าเป็นที่ร้ายนัก จะขึ้นล่องต้องเมินหน้าไปเสียข้างฝั่งตะวันออก เพียงแต่แลดูก็จับไข้ ความจริงนั้นเป็นที่มีไข้ชุมจริง เพราะเป็นน้ำลงมาแต่ห้วยในป่าไม้แต่เงินไม่เป็นเครื่องห้ามกันให้ผู้ใดกลัวความตายได้ แซงพอกะเหรี่ยงซึ่งเรียกว่า พญาตะก่า พี่พะโป้มาทำป่าไม้ราษฎรที่อยู่ฟากตะวันออกก็พลอยข้ามไปหากินมีบ้านเรือนคนมากขึ้น ความกลัวเกรงก็เสื่อมไป...
          แต่ในที่สุดสายโลหิต ชาวปากคลองกับ แห้งผาก ไม่มีสายน้ำหล่อเลี้ยงชาวปากคลอง ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็น นครชุมในที่สุด เพราะตื้นเขินจนไม่สามารถเดินเรือ และใช้ในชีวิตประจำวันได้ ความสำคัญของคลองสวนหมากหมดไป แม้แต่ต้นหมากที่มีมากมายที่ปากคลอง ก็หายไปสิ้น…ต้นสุดท้ายเพิ่งยอดด้วนตายไปเมื่อปีกลาย
                   แซภอหรือมองสุภอ หรือ พญาตะก่า ได้เข้ามาขอรับป่าทำจากพระยากำแพงเพชร (อ่อง) ในปลายรัชกาลที่4 หรือ ต้นรัชการที่5 ต่อมา พ.ศ 2418 พญาตะก่าถึงแก่กรรม มองกะเย หรือ มองสุเจ ผู้บุตรทำต่อแต่ขาดทุน ปี 2429 พะโป้และพวกจึงมาขอแบ่งทำกิจการเจริญรุ่งเรือง สามารถระดมทุนปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุธาตุจนสำเร็จด้วยความอุตสาหะ มานะ อย่างเต็มกำลัง พะโป้ถึงแก่กรรมต้นรัชกาลที่6 พ.ศ 2460
          ลำน้ำคลองสวนหมาก เกิดจากน้ำซับจากป่าอุทยานแห่งชาติคลองลานและป่าอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ไหลลงมารวมกันเกิดลำน้ำคลองสวนหมาก สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและมีชื่อเสียงของลำน้ำคลองสวนหมากคือ แก่งเกาะร้อย สำหรับน้ำคลองสวนหมากจะมีนักท่องเที่ยวนิยมล่องแพยางประมาณเดือน พฤศจิกายน ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก และมีแก่งหินเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบท้าทายลักษณะของลำคลองสวนหมากจะเป็นแก่งหินและเนินทราย มีน้ำไหลตลอดทั้งปี
   คลองสวนหมากที่บ้านปากคลองปัจจุบันนี้ ไม่ใช่คลองเดิม คลองเดิมชาวบ้านบุกรุกปลูกสิ่งปลูกสร้างคร่อม คลองเกือบตลอดสาย ที่เห็นคลองสวนหมากทุกวันนี้ มีการขุดใหม่ ในแนวเดิม นับว่าน่าเสียดายมากที่บรรยากาศเก่าๆได้หายไปหมดสิ้น แต่ก็ยังดีที่มีคลองสวนหมากให้เห็น
                  สันติ อภัยราช
            

 92 
 เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2017, 10:37:46 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง ตอนที่ ๑๘  เรื่องส่างหม่องมีตัวตนจริงๆที่บ้านปากคลอง
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
   เรื่องเล่าชาวปากคลอง ตอนที่ ๑๘  เรื่องส่างหม่องมีตัวตนจริงๆที่บ้านปากคลอง
        ส่างหม่องเป็นชาวไทยใหญ่มาจากเมืองกุกกิก ประเทศพม่า  เป็นคหบดี หรือมหาเศรษฐี ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นผู้มีการศึกษาดี มีชีวิตที่ทันสมัยเหมือนชาวตะวันตก         ได้เดินทางมาอยู่คลองสวนหมากในสมัยเดียวกับพะโป้ ได้เข้ามาประกอบอาชีพการทำป่าไม้ ในราวพศ. ๒๔๒๐  และได้สมรสกับนางฝอยทอง มีบุตรธิดา ๔ คน เมื่อนางฝอยทองเสียชีวิตลง ส่างหม่องจึงได้แต่งงานใหม่กับนางเฮียงสาวชาวลาวเวียงจันทน์ที่อพยพมาอยู่คลองสวนหมาก และได้ย้ายมาปลูกบ้านเรือนไทยปั้นหยาห่างจากบ้านหลังเดิมเล็กน้อย ส่างหม่องและนางเฮียงไม่มีบุตรด้วยกัน ดังนั้นจึงขอนางเถาและนายหุ่นมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมต่อมานางเถาได้สมรสกับนายบุญคง ไตรสุภา  มีบุตรธิดา ๕ คน ส่วนนายหุ่นได้สมรสกับนางบน แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน และต่อมานางเถาได้เสียชีวิตลง       นายบุญคง ไตรสุภา จึงได้สมรสใหม่กับนางบนและได้ช่วยกันเลี้ยงดูบุตรของนายบุญคง และนางเถา   นางกฤษณา เหลี่ยมเคลือบ (บุตรสาวนายบุญคง ไตรสุภาเป็นผู้ให้ข้อมูล ปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี (๒๕๕๙) )  บ้านหลังนี้สันนิษฐานว่าควรสร้าง เมือง ๑๒๐ ปีมาแล้ว คือสร้างราวปี พ.ศ. ๒๔๓๙
 ส่างหม่องเป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการร่วมบูรณะพระบรมธาตุร่วมกับพะโป้ โดยเป็นผู้อัญเชิญยอดฉัตร  วัดพระบรมธาตุมาจากมะระแหม่ง ประเทศพม่าส่างหม่องเสียชีวิตก่อนนางเฮียง แต่ไม่มีใครสามารถระบุปี  ที่เสียชีวิตได้ เพราะไม่มีหลักฐานสนับสนุน ดูจากรูปถ่าย อายุราว ๕๐ ปี แสดงว่าส่างหม่อง น่าจะมีอายุกว่า  ๕๐ปีและสันนิฐานว่า เสียชีวิต ราวปี ๒๔๘๐ ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง กับวรรณกรรมเรื่องชั่วฟ้าดินสลาย ของ ครูมาลัย ชูพินิจ และมีตัวตนจริงๆ ในยุเดียวกับพะโป้

บ้านส่างหม่อง เป็นเรือนทรง ปั้นหยา(สิ่งปลูกสร้างซึ่งมีหลังคาเอนเข้าหาอกไก่ทั้ง ๔ ด้าน ไม่มีหน้าจั่ว เรียกว่า เรือนปั้นหยา. (เปอร์เซีย ปั้นหย่า ว่า วัตถุที่ทําเป็นหัตถ์ของเจ้าเซ็นประดิษฐานอยู่ในกะดีซึ่งมีลักษณะหลังคาเช่นนั้น).) เรือนปั้นหยา เป็นเรือนไม้อิทธิพลยุโรป ในยุคล่าเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศส พระราชวังและบ้านเรือนขุนนางนิยมสร้าง แบบยุโรป มุงหลังคาด้วยกระเบี้อง หลังคาทุกด้านชนกันแบบพีระมิด ไม่มีหน้าจั่ว ถ้ามีหน้าจั่ว จะกลายเป็นทรงมะนิลา ผสมกับปั้นหยา มีทั้งแบบใต้ถุนสูง และสองชั้น) ยกใต้ถุนสูง ใต้ถุนโล่งใช้เป็นพื้นที่เก็บของหลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์ แบบยุโรป  บ้านมีขนาดหน้ากว้าง ๑๒ เมตร ลึก ๘.๕๐ เมตร มีสองระดับ คือนอกชานขนาดใหญ่ มีระเบียงภายนอกขนาดกว้างประมาณ ๓ เมตร บริเวณทางเข้าสู่ตัวบ้านเป็นบันไดราว ๗ ขั้น เข้าสู่ชานบ้านภายใน พื้นที่โล่งส่วนกลางมีการยกพื้นราว ๐.๕๐ เมตร และยาวตลอดไปถึงพื้นที่ครัว ภายในบ้านมีห้องนอนใหญ่  อยู่ด้านหน้า เป็นห้องนอนมีประตูบานเฟี้ยมส่วนด้านหลังมีห้องเก็บของ ๑ ห้อง ปัจจุบันใช้เป็นที่อาศัยเพียงด้านเรือนชานด้านหน้า เนื่องจากในห้องจะใช้เก็บข้าวของเครื่องใช้ เช่น เตียงโบราณ ตู้เก็บถ้วยจานโบราณ โต๊ะเครื่องแป้ง ซึ่งของใช้อยู่ในสภาพที่ดีทุกชิ้น หน้าถัง บานเฟี้ยม ขนาดใหญ่ มีลวดลายที่งดงาม ช่องลมมีลายที่งดงาม หน้าต่างเปิดออก ต่างกับ แบบเรือนไทย
               บ้านส่างหม่องที่เราไปค้นพบ เป็นบ้านที่มีสภาพสมบูรณ์มาก เกือบร้อยเปอร์เซ็น ภายในบ้าน มีเครื่องใช้ ของส่างหม่อง ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่ทันสมัย มากมาย อาทิ เครื่องกรองน้ำ ตู้เซพ ขนาดใหญ่ ๒ ตู้ โต๊ะทำงาน เพียงเหล็กขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ โต๊ะเครื่องแป้งขนาดใหญ่สวยมาก  เครื่องมือใช้สอยครบถ้วน
บ้านส่างหม่องปัจจุบันเป็นของนายบุญคง  ไตรสุภา ตกมาเป็น ของนางกฤษณา เหลี่ยมเคลือบตั้งอยู่  บ้านเลขที่ ๑๓๑ หมู่ที่ ๕ ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร  อยู่เลยโรงเรียนบ้านนครชุม มาทางตลาดนครชุม นิดเดียว น่าเที่ยวชมที่สุด
บ้านส่างหม่องหลังนี้ สมควรที่ได้รับการปรับปรุงให้เป็น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ประจำจังหวัดกำแพงเพชร อย่างยิ่ง เพราะเหมาะสมทุกอย่างทุกประการ

               สันติ อภัยราช





 93 
 เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2017, 10:18:44 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
   เรื่องเล่าชาวปากคลอง ตอนที่ ๑๗ ตอนวัดท่าหมัน วัดสำคัญของคนบ้านปากคลอง ในอดีต
   วัดท่าหมัน บ้านปากคลอง เคยเป็นวัดที่เก่าแก่และเคยเจริญรุ่งเรือง บ้านปากคลองเหนือ ที่เรียกว่าวัดท่าหมัน เพราะมีต้นหมันขนาดใหญ่ขึ้นเป็นร่มเงาของท่าน้ำ ที่มีการคมนาคมทางน้ำ มีการค้าขายทุกชนิดมีสินค้า ออกจากป่า ได้ หวาย น้ำมันยาง  ไม้ท่อน ไม้แผ่นที่ขายเป็นยก สีเสียด น้ำผึ้ง หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ทุกชนิด มาขึ้นซื้อขายกันที่ท่าหมันแห่งนี้   คือบริเวณ ตลาดนครชุมปัจจุบัน ท่าน้ำที่มีในตอนนี้ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีผู้คนมาใช้มากที่สุดแห่งหนึ่งที่บ้านปากคลองสวนหมาก   ร้านผัดไทยแม่สุภาพ ปากคลอง ก็ เคยเป็นที่ตั้งของวัดท่าหมันเช่นกัน ที่คนปากคลองรู้จักกันดี
   วัดท่าหมัน ไม่มีโบสถ์ มีแต่ศาลาขนาดใหญ่ หลังจากวัดท่าหมันร้าง ปัจจุบัน รื้อไปไว้ที่ วัดสว่างอารมณ์ ดัดแปลงแก้ไขให้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างศาลาอเนกประสงค์ วัดท่าหมันเคยมีโรงเรียนประชาบาลประจำหมู่บ้านประจำตำบลปากคลองเรียกกันว่า โรงเรียนวัดท่าหมันเมื่อวัดร้างจึงย้ายโรงเรียนมาอยู่ที่โรงเรียนบ้านนครชุมในปัจจุบัน วัดท่าหมันมีเจ้าอาวาสหลายรูป ที่รู้จักกันดีคือพระอาจารย์เณร (บุญมี ยศปัญญา) พระอาจารย์ปลั่ง วังลึก พระอาจารย์สวย  อินจันทร์ พระอาจารย์ช่วย พระอาจารย์เขียนพระอาจารย์แก้ว ต่อมาวัดกลายเป็นวัดร้าง  ด้วยสาเหตุหลายประการ ทำให้กลายเป็นวัดร้าง ต่อมาวัดท่าหมัน ได้ให้เช่าที่ดินสร้างเป็นอาคาร ร้านค้า บ้านเรือน ตลาดนครชุมบางส่วน ในขณะนี้
 ร่องรอยของวัดท่าหมัน เคยมีภาพถ่ายในอดีตซึ่งผู้เขียนเคยเห็นจากหีบโบราณของอาจารย์สนิม  บุญหนัก  ซึ่งปัจจุบันท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยภาพแรกเป็นศาลาท่าน้ำของวัดท่าหมัน มีเด็กนักเรียนหญิง ๘ คน อยู่ที่ท่าน้ำ เป็นเด็กนักเรียนของโรงเรียนประชาบาลวัดท่าหมัน สภาพของศาลาคงทรุดโทรมจะพังมิพังแหล่ ส่วนอีกภาพหนึ่งเป็นงานศพของนายส่างหม่อง ชาวไทยใหญ่ที่เข้ามาทำกิจการค้าไม้ที่คลองสวนหมาก เมื่อเสียชีวิตประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ทางญาติได้ตั้งบำเพ็ญการกุศลไว้ที่ศาลาวัดท่าหมัน ดูจากภาพถ่ายแล้วต้องเป็นพ่อค้าผู้ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ของชุมชนคลองสวนหมาก
      ประวัติของวัดท่าหมันเท่าที่พอสืบค้นได้ เกิดจากชาวคลองสวนหมากที่ผ่านการต่อสู่กับโรคภัยไข้เจ็บ ภัยธรรมชาตินานาประการ เมื่อร้อยกว่าปีก่อนได้กลับเข้ามาสู้ชีวิตด้วยความเสียสละและความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อท้องถิ่นจนสามารถสร้างบ้านเมืองสืบทอดต่อมา เมื่อชุมชนเจริญขึ้น และเห็นว่าวัดพระบรมธาตุอยู่ไกลไม่สะดวกในการไปทำบุญ จึงได้มีการรวบรวมทุนทรัพย์แล้วจัดสร้างเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นบริเวณกลางหมู่บ้าน ใช้เนื้อที่ประมาณ ๔-๕ ไร่ โดยมีพระอาจารย์ช่วยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการสร้างวัด
      บริเวณของวัดมีท่าน้ำ เป็นทางขึ้นลงของล้อเกวียนและอยู่ใกล้กับต้นหมันใหญ่ชาวบ้านจึงเรียกชื่อวัดแห่งนี้ว่า “วัดท่าหมัน” โดยมีพระอาจารย์ช่วยได้ดูแลวัดจนมรณภาพ ด้วยคุณงามความดีของพระอาจารย์ช่วย ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันก่อสถูปเพื่อบรรจุอัฐิของท่านเอาไว้เพื่อระลึกถึงคุณงามความดี บริเวณที่เป็นสถูปอยู่แถวกลางตลาดนครชุมซึ่งปัจจุบันถูกรื้อถอนออกไปหมดแล้ว  ภายหลังการมรณภาพของพระอาจารย์ช่วย ได้มีพระอาจารย์แก้ว เข้ามาดำเนินการต่อโดยพัฒนาและขยายบริเวณวัดให้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิม ชาวบ้านเลยเรียกว่าวัดเป็น “วัดท่าหมันแก้วปุณณวาสน์” และมีการจัดตั้งโรงเรียนประชาบาลขึ้นเป็นหลังแรกของตำบลคลองสวนหมาก โดยใช้ศาลาของวัดเป็นอาคารเรียน
พระเครื่องที่ได้จากกรุวัดท่าหมันนั้น มีจำนวนไม่มากนักจากที่พบเห็นจึงเป็นที่หวงแหนสำหรับผู้ที่ครอบครองเป็นอย่างยิ่งส่วนมากจะอยู่กับผู้มีฐานะที่ดี และเท่าที่รู้บางองค์บางพิมพ์โด่งดังแต่ลงเป็นกรุอื่นที่ดังและเป็นที่รู้จัก ไม่ได้ลงว่ากรุท่าหมัน ในเมื่อพระองค์นั้นๆขึ้นมาจากเจดีย์เก่าที่อยู่ที่บริเวณวัด ซึ่งพระที่ลงกรุนั้นจะมีผสมทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่ยุคแรกๆเป็นต้นมา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีพระเครื่อง.ของเมืองนี้ ที่อยู่กรุเดียวกัน อาจเป็นเพราะว่าเมื่อสร้างเจดีย์ที่วัดท่าหมันผู้คนได้นำพระกรุนานาชนิดมาประดิษฐานไว้ในเจดีย์วัดท่าหมัน จึงทำให้กรุวัดท่าหมันจึงมีพระที่หลากหลายมาก กรุแตกคนรุ่นนั้นเรียกว่ากรุวัดท่าหมัน คนรุ่นหลังไม่ทราบ จึงสันนิษฐานตามพระพุทธลักษณะเป็นกรุอื่นๆไป จะมีทั้งถึงยุคและไม่ถึงยุค   
มีนักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้ามาสัมภาษณ์ผู้เขียนบ่อยๆว่า วัดท่าหมันอยู่ตรงไหน หาไม่พบ วันนี้จึงถือโอกาสเล่าสู่กันฟัง ว่าวัดท่าหมันมีอยู่จริง แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว แม้แต่ต้นหมันที่ท่าน้ำ ก็อาจน้ำกัดเซาะโค่นไปแล้วเช่นกัน จึงเหลือเพียงตำนานวัดท่าหมันมาจนทุกวันนี้

               อ.สันติ    อภัยราช

   
   

 94 
 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2017, 11:00:10 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
   เรื่องที่ ๑๖ ตอน ลายแทงมหาสมบัติ  ที่วัดสองพี่น้องปากคลองสวนหมาก
      เรื่องเล่าที่ ได้ยินมาจากปากของหลวงพ่อทองหล่อ เจ้าอาวาสวัด สว่างอารมณ์ ในอดีต ท่านเล่าว่า มีชาวล้านนา (ภาคเหนือตอนบน) มาถามหา วัดสองพี่น้อง ปากคลองสวนหมาก  ท่านตอบว่า ที่ปากคลอง มีสองวัดคือวัดท่าหมันและวัดสว่างอารมณ์ มามีชื่อวัดสองพี่น้อง แต่เดิมวัดสว่างอารมณ์แห่งนี่อาจจะมีชื่อวัดสองพี่น้องก็ได้ เพราะมีวัดเก่าแก่สมัยถึงเชียงแสน หลักฐานก็คือหลวงพ่ออุโมงค์ ที่หลวงพ่อบุญมี พบใจจอมปลวกยักษ์
   วัดสองพี่น้องในอดีต น่าจะเป็นวัดขนาดใหญ่มาก เพราะสังเกตจากหลวงพ่ออุโมงค์ ที่มีพุทธลักษณะมิใช่พระท้องถิ่น เพราะงดงามมากมาก อาจจะไม่ได้สร้างที่ปากคลอง อาจจะนำมาจากดินแดนล้านนาจริงๆถ้าเป็นเช่นนั้นลายแทงที่นำมานี้คงจะหมายถึงหลวงพ่ออุโมงค์หรือสมบัติที่ฝังไว้ใต้หลวงพ่ออุโมงค์ก็อาจจะเป็นได้ ซึ่งตั่งแต่หลวงพ่อบุญมี เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดสว่างพบหลวงพ่ออุโมงค์แล้วไม่มีการขุดค้นหาอย่างจริงจัง
   ลายแทงมหาสมบัติที่ว่า  ให้มาหาที่วัดสองพี่น้องปากคลองสวนหมาก ยังเป็นปริศนามาถึงทุกวันนี้ หลวงพ่อบุญมีผู้ทราบเรื่องราวทั้งหมด ได้มรณภาพไปแล้ว หลวงพ่อทองหล่อ ผู้รักษาความลับนี้ก็มรณภาพแล้วเช่นกัน ใครล่ะจะเฉลยความลับนี้ได้ หลวงพ่อทองหล่อ เคยปรารภ เรื่องนี้ให้ฟังหลายครั้ง  แต่บอกท่านว่า ให้เป็นความลับ ไปพร้อมกับการจากไปของท่านเถิด
      ลายแทงมหาสมบัติ  ที่วัดสองพี่น้องปากคลองสวนหมาก ความลับ ที่ไม่สมควรเปิดเผย

                  สันติ อภัยราช




 95 
 เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2017, 11:44:42 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
เรื่องที่ ๑๕ ตอน บ้านห้างพะโป้    บ้านร.๕     บ้านห้างล่ำซำ      บ้านผีสิง
           เมืองกำแพงเพชร มีบ้านโบราณ จำนวนมาก เนื่องจากกำแพงเพชร เป็นเมืองเก่าแก่ อายุหลายร้อยปี บ้านหลังหนึ่ง เป็นห้างทำไม้ของพะโป้ ในอดีต ยังหลงเหลือความยิ่งใหญ่ ให้เห็น เพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของอดีต จากตัวเมืองกำแพงเพชรเดินทางไปยังฝั่งนครชุมแล้วข้ามคลองสวนหมากผ่านวัดสว่างอารมณ์ ขึ้นไปชมบ้านไม้สองชั้นใต้ถุนสูงหลังใหญ่ ชาวบ้านเรียกกันว่า บ้านห้าง หรือ บ้านห้าง ร ๕ หรือบ้านพะโป้ ตั้งตระหง่านอยู่ริมคลองด้วยสภาพที่ทรุดโทรม พื้นบ้านผุพัง เรือนไม้หลังนี้ มีประวัติความเป็นมาที่ทรงคุณค่าของชาวนครชุม และเมืองกำแพงเพชร บ้านห้างเป็นแหล่งรวมเรื่องราวการทำไม้ในป่าคลอง สวนหมากกับตำนานพะโป้ วีรบุรุษของชาวปากคลองผู้บูรณะวัดพระบรมธาตุ ให้อยู่คู่เมืองนครชุมมาจนถึงทุกวันนี้
พะโป้ เจ้าของบ้าน มีชื่อเต็มๆ คือ พะโป้พะเลวาซวยล่า สะมะเย เป็นพ่อค้าไม้ผู้มั่งคั่งชาวกะเหรี่ยงอยู่ในบังคับของอังกฤษ เดินทางจากพม่าเข้ามาทำไม้ในเขตพื้นที่ป่าคลองสวนหมาก โดยการนำพาของ มองม่อ มองปีล ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๙ พะโป้ก็ได้แต่งงานกับคนไทยที่ชื่อ แม่ทองย้อย บุตรสาวผู้ใหญ่บ้านวัน และอำแดงไทย ซึ่งมีบ้านเรือนอยู่ริมคลองสวนหมากใกล้กับบ้านห้าง และได้มีบุตรธิดาด้วยกัน ๔ คน (ปัจจุบันเสียชีวิตหมดแล้ว) เท่าที่พอสืบค้นได้รู้จักชื่อเพียง ๓ คนคือ ป้าแกล ป้าทับทิม และนายทองทรัพย์ ซึ่งได้ตั้งนามสกุล                     “รัตนบรรพต” ซึ่งเป็นนามสกุลที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ ๕ สืบสายมาจนถึงทุกวันนี้
ลักษณะสถาปัตยกรรม
            บ้านห้าง หรือเรือนปั้นหยาประยุกต์สองชั้น ขนาดหน้ากว้าง ๒๐.๕๐ เมตร ลึก ๑๑.๕๐ เมตร มีเรือนประกอบด้านข้างอีก สองหลัง มีนอกชานแล่นกลางขนาดกว้าง ๑๐เมตร ยาวเกือบ ๒๐ เมตร เชื่อมบ้านสามหลังเข้าด้วยกัน ด้านหลังมีสะพาน เชื่อมต่อไปยังครัว และ ห้องน้ำห้องส้วม ห่างจากตัวบ้าน ราว ๗ เมตรโครงสร้างทั้งหมดทำด้วยไม้ เบญจพรรณ สภาพบ้านรื้อมา (มีเรื่องเล่าขานว่า ซื้อมาจาก เรือนพระยารามรณรงค์สงคราม เจ้าเมืองกำแพงเพชร) นำมาปลุกใหม่ แต่ดัดแปลง บางส่วนออกให้เหมาะกับการเป็นสำนักงาน ห้างค้าไม้ ระเบียงด้านหลัง ทั้งหมด ได้กั้นเป็นห้อง ทำงานเพื่อให้ กว้างขวางขึ้น ชั้นล่าง เรือนใหญ่ มี ๔ ห้อง คือห้องพัสดุกองช้าง ห้องเสมียนพนักงาน ห้องโถงใหญ่ เป็นห้องทำงานของพะโป้ มีบันไดขึ้นลง ๒ ทาง ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ชั้นบน มีลักษณะ เหมือนชั้นล่าง แต่มีระเบียงยื่นออกไป ทางคลองสวนหมาก เล่าว่าพะโป้ นั่งชม การต่อแพ บนเรือนหรือบ้านห้างนี้เอง บ้านห้าง เป็นเรือนที่สร้างได้ละเอียดอ่อน มีลายฉลุแบบเครือเถารอบเรือน สวยงามสมกับเป็น เรือนและห้างสำหรับคหบดี ผู้ใหญ่ในเมืองกำแพงเพชร
เจ้าของบ้านคนปัจจุบันคือ นางวัฒนา อุดมรัตน์ศิริชัย ข้าราชการครูบำนาญ มีเจตนาเสียสละจึงเคยทำเรื่องยกบ้านและที่ดิน หลังนี้ ให้กับทางราชการ กรมศิลปากร โดยการประสานงานของ ชมรมผู้รักษ์เมืองกำแพงเพชร (อาจารย์สันติ อภัยราช ประธานชมรม) ในปีพ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อทำพิพิธภัณฑ์พระพุทธเจ้าหลวง ประพาสต้นกำแพงเพชร แต่ทางราชการปฏิเสธมา บ้านหลังนี้ จึงยังมิได้ดำเนินการอย่างไรต่อไป นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่ง
อ.สันติ อภัยราช


 96 
 เมื่อ: พฤษภาคม 02, 2017, 08:32:21 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
   ตอนที่ ๑๔  แหย่งพระที่นั่งต้องห้าม พระพุทธเจ้าหลวง เมื่อเสด็จไปบ้านพะโป้
      พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสต้นกำแพงเพชร ๑๐ คือตั้งแต่วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๔๙ และกลับพระนคร ในวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๔๔๙ มีอยู่หนึ่งวันที่ พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสบ้านปากคลอง คือวันที่ ๒๕ สิงหาคม ตอนเช้าเสด็จเข้าไปในคลองสวนหมาก ไปบ้านพะโป้ มีเรื่องเล่าว่า พะโป้ ได้นำแหย่ง (ที่นั่งบนหลังช้าง) ให้พระพุทธเจ้าหลวงประทับนั่ง
   เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จกลับ พะโป้ ได้บูชาแหย่งองค์นี้อย่างดี โดยเก็บไว้ในฐานะสิ่งสักการะบูชาเลยทีเดียว เมื่อพะโป้สิ้น(ถึงแก่กรรม)แล้ว ทรัพย์สมบัติของท่านถูกแบ่งปันกันไปหลายส่วน แหย่งได้ตกไปอยู่กับหลายท่าน แต่มีเรื่องมหัศจรรย์เล่าขานกันว่า เมื่อผู้ใดขึ้นนั่ง มักจะมีปัญหาเกิดกับผู้นั่งเสมอ ทั้งร้ายแรงและไม่ร้ายแรง จนเล่าขานเลื่องลือไปทั่วปากคลอง ไม่มีใครกล้านั่งหรือแตะต้องแหย่งองค์นี้อีกเลย
   จนกระทั่งเจ้าของท่านสุดท้าย ต้องนำมาถวายวัดสว่างอารมณ์ และนำไปประดิษฐานไว้ที่พระอุโบสถวัดสว่างอารมณ์ หลวงพ่อทองหล่อ เจ้าอาวาสรูปที่ ๒วัดสว่างอารมณ์เล่าว่า ภิกษุที่ได้เป็นมหาเปรียญ(ภิกษุสามเณรที่สามารถเล่าเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีและสอบไล่ได้ตามหลักสูตรตั้งแต่ 3 ประโยคขึ้นไปจนถึง 9 ประโยค เรียกว่า พระเปรียญ ) จะสามารถนั่งได้ แต่ปัจจุบัน ก็ยังไม่มีใครกล้าทดลองนั่งมาจนทุกวันนี้ น่าพิศวงจริงๆ
                  สันติ อภัยราช
   
   

 97 
 เมื่อ: พฤษภาคม 02, 2017, 08:16:10 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
   เรื่องที่ ๑๓ ตอนหลวงพ่ออุโมงค์ วัดสว่างอารมณ์
หลวงพ่ออุโมงค์ พระพุทธรูปสมัยเชียงแสน องค์มหึมา พบที่วัดสว่างอารมณ์ กำแพงเพชร
หลวงพ่ออุโมงค์ เป็นพระพุทธรูปสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร ศิลปะเชียงแสน สิงห์สาม  สร้างราวพุทธศักราช ๑๗๐๐ - ๑๘๐๐  มีข้อสันนิษฐานมากมาย ว่าท่านเสด็จมาอยู่ในกำแพงเพชรได้อย่างไร เพราะกำแพงเพชร มิได้อยู่ในสมัยเชียงแสน
ข้อสันนิษฐาน ที่พิสดาร คือ เมื่อคราว พระเจ้าชัยศิริ โอรสของพระเจ้าพรหมมหาราช อพยพผู้คน มาตั้งเมืองแปบ เขตเมืองกำแพงเพชร ในราวพุทธศักราช ๑๖๐๐ อาจจะนำ หลวงพ่ออุโมงค์ มาเป็นมิ่งขวัญด้วย แต่ พุทธลักษณะน่าจะเป็นเชียงแสนสิงห์หนึ่ง  ( อาจจะบูรณปฏิสังขรณ์ภายหลัง ทำให้พุทธลักษณะเปลี่ยนไป)
             ขัอสันนิษฐานข้อที่สองคือ เมื่อพระเจ้าชัยศิริ มาสร้างเมืองแปบ ในเขตกำแพงเพชร ได้สร้างหลวงพ่ออุโมงค์ ขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพระสมัยเชียงแสนที่ ปากคลองสวนหมาก
หลวงพ่ออุโมงค์  เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง  ๒ เมตร สูงกว่า ๓ เมตร ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร  พระองค์อวบอ้วน พระอุระนูน ชายสังฆาฏิ อยู่บริเวณพระนาภี พระพักตร์กลมสั้น พระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์เล็ก พระหนุเป็นปม เส้นพระศกใหญ่  ฐานมีบัวรอง ทั้งบัวคว่ำและบัวหงาย งดงามอย่างที่สุด
            หลวงพ่อบุญมีและ หลวงพ่อทองหล่อ อดีตเจ้าอาวาส วัดสว่างอารมณ์ ได้เล่าให้ฟังว่า  แต่เดิม หลวงพ่ออุโมงค์อยู่ริมคลองสวนหมาก พบในลักษณะคล้ายจอมปลวก เห็นพระพักตร์ เหมือนอยู่ในอุโมงค์ จึงเรียกกันว่า หลวงพ่ออุโมงค์  หลังจากนั้นได้ทำวิหารถวายหลวงพ่ออุโมงค์ ปิดทองหลวงพ่ออุโมงค์ ใหม่ทั้งองค์  หลวงพ่อทองหล่อ เล่าต่อไปว่า พระพุทธรูปหลวงพ่ออุโมงค์นี้ศักดิ์สิทธิ์นัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่ขอ ในเรื่องการสอบบรรจุ การศึกษาต่อ โดยมักจะแก้บนด้วย พวงมาลัย ทั้งสดและแห้ง มีผู้ประสบความสำเร็จบ่อยครั้ง  ที่แปลกคือ บริเวณเศียร คือพระเมาลี ของหลวงพ่ออุโมงค์สามารถเปิดได้ เหมือน ฝาหม้อ ในพระเศียรมีน้ำมนตร์ อยู่คือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก ปัจจุบัน ได้ปิดไปแล้วเพราะ มีผู้มาลักลอบ ตักน้ำมนตร์บ่อยๆ และปีนขึ้นไปบนพระอังสาของหลวงพ่ออุโมงค์
หลวงพ่ออุโมงค์ วัดสว่างอารมณ์ เป็นพระพุทธรูป ที่เก่าแก่ และสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในเมืองกำแพงเพชร มีพุทธลักษณะที่งดงาม หาที่เปรียบมิได้ ถ้ามากำแพงเพชร ควรจะได้มีโอกาส ไป สักการบูชา หลวงพ่ออุโมงค์จะเป็นสิริมงคลต่อตนเองอย่างที่สุด ชาวปากคลองเชื่อว่า ในองค์หลวงพ่ออุโมงค์ ประดิษฐานพระบรมสารีริธาตุ เล่ากันว่า วันดีคืนดีrพระบรมสารีริกธาตุจะแสดงปาฏิหารย์เป็นดวงไฟกลมโต ลอยวนรอบวิหารหลวงพ่ออุโมงค์
                  สันติ อภัยราช
     

 98 
 เมื่อ: พฤษภาคม 02, 2017, 08:15:32 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
   เรื่องที่ ๑๒ ตอน หลวงพ่อยักษ์ กินเณร ที่วัดสว่างอารมณ์
   หลวงพ่อยักษ์  เป็นพระพุทธรูป ปางมารวิชัย ขนาดใหญ่ ประดิษฐานอยู่ในวิหารริมคลองสวนหมาก ด้านหน้าของหลวงพ่ออุโมงค์ มีพุทธลักษณะพระพักตร์เป็นแบบ ศิลปะท้องถิ่นกำแพงเพชร เล่ากันว่า ผู้ปั้นคือปู่นวนและปู่เกิด สองพี่น้องนามสกุลธรรมสอน เป็นช่างทองมาจากจังหวัดตาก พร้อมๆกับหลวงพ่อบุญมี เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดสว่างอารมณ์ ปากคลองเหนือ ช่วยกันปั้นเศียรเปลี่ยนให้ใหม่ แต่เดิมหลวงพ่อยักษ์นี้ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามแต่อย่างใด
   ต่อมามีเณรรูปหนึ่งเข้ามานอน ในวิหารแห่งนี้ และหายไป พบจีวรอยู่บนอังสะ (บ่า) ของพระพุทธรูปและที่พระโอษฐ์ (ปาก)มีรอยคล้ายเปื้อนเลือด จึงตกใจกันทั้งวัดทั้งหมู่บ้านเล่าต่อๆกันมาว่าพระกินเณร เสียงลือไปทั้งคุ้งน้ำปากคลองสวนหมาก ทั้งปากคลองเหนือ ปากคลองกลาง และปากคลองใต้ ว่าพระกินคน จึงขนานนามพระองค์นี้ว่า หลวงพ่อยักษ์ตั้งแต่นั้นมา ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปใกล้ หลวงพ่อยักษ์อีกเลย
   นานวันเข้า วิหารหลวงพ่อยักษ์ทรุดโทรม ผู้คนหายกลัวมากขึ้น จึงได้ร่วมกันบูรณะ และเปลี่ยนพระนามหรือตั้งนามใหม่เพื่อให้เป็นสิริมงคลและหายกลัวว่า หลวงพ่อมหามงคล มาจนทุกวันนี้
   ลือกันว่าเณรรูปนั้นกลับมา เล่าว่าได้สึกหน้าพระในวิหารนั้นแล้วตามพวกล่องแพไป เท็จจริงอย่างไร เป็นเรื่องเล่าชาวปากคลอง ถึงที่มาของคำว่าหลวงพ่อยักษ์ ซึ่งคนปากคลองได้ยินชื่อแล้วขนหัวลุก มาหลายสิบปี ที่มาของเรื่อง หลวงพ่อยักษ์ หลวงพ่อมหามงคล
               สันติ อภัยราช
                                 
   

 99 
 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2017, 11:31:43 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เรื่องเล่าชาวปากคลอง
ตอนที่ ๑๑ (ประเพณีกินสี่ถ้วย) ประเพณีการแต่งงานของชาวปากคลอง
เมื่อชาวปากคลองแต่งงาน จะมีประเพณีหนึ่ง ที่รับมาจากภาคกลาง หรือภาคกลางรับไปจากปากคลอง ไม่เป็นที่ยืนยัน  ชาวบ้านจะเรียกว่า ไปกินสี่ถ้วย แปลว่าไปงานแต่งงาน
เมื่อชาวปากคลอง จะถามกันว่า วันนี้จะไปกินสี่ถ้วยหรือเปล่า หมายถึงว่าจะไปงานมงคลสมรสหรือเปล่าเพราะ มีอาหารที่รับรองแขก  หมายถึงการเลี้ยงขนมสี่อย่าง โดยขนมทั้งสี่อย่างเป็นขนมโบราณแต่ดั้งเดิมของไทย ได้แก่ เม็ดแมงลักน้ำกะทิ หรือ "ไข่กบ" ลอดช่องน้ำกะทิ หรือ "นกปล่อย" ข้าวตอกน้ำกะทิ หรือ "นางลอย" และข้าวเหนียวน้ำกะทิ หรือ "อ้ายตื้อ" ซึ่งทั้งหมดล้วนมีความหมายในทางมงคล อาทิ
    ไข่กบ คือ       เม็ดแมงลักน้ำกะทิ มีลักษณะเป็นเม็ดใสจับกันเป็นแพ คล้ายไข่กบมีความหมายว่า ให้คู่บ่าวสาว มีลูกมีหลานเต็มบ้าน สมบูรณ์พร้อมหน้าครอบครัวอบอุ่น เปรียบดั่งกบที่ออกไข่ครั้งละมาก ๆ ส่วนน้ำกะทิหมายถึงความหวานชื่น
       นกปล่อย คือ    ลอดช่องน้ำกะทิ มีความหมายว่า ให้คู่บ่าวสาวมีความรักยืนยาว จะทำการใด ก็ขอให้ผ่านพ้นไปได้ตลอด ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ ดังลักษณะลื่นไหลของลอดช่อง
         นางลอย คือ  ข้าวตอกน้ำกะทิ มีความหมายว่า ให้คู่บ่าวสาวมีความรักที่เบ่งบานเฟื่องฟู เช่นเดียวกับข้าวตอก มีความหวานชื่นเหมือนน้ำกะทิ ขอให้ความรักเบ่งบานสวยงามภายใต้กรอบประเพณีอันดีงามเช่นเดียวกับข้าวตอกที่ไม่เคยกระเต็นออกนอกที่ครอบเวลาคั่วข้าว
         อ้ายตื้อ คือ  ข้าวเหนียวน้ำกะทิ มีความหมายว่า ให้คู่บ่าวสาวนั้นรักกันแน่นเหนียวเหมือนข้าวเหนียวและมีความหวานชื่นเหมือนน้ำกะทิ
ชาวปากคลองเชื่อว่า อาหารทั้งสี่ถ้วย เป็นเคล็ดลับ ให้ บ่าวสาว สามีภรรยา อยู่เป็นเป็นสุข ไม่มีปัญหาต่อกัน อยู่กันไปจนถึงไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร หรือมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง เป็นภูมิปัญญาสำคัญ ปัจจุบันเริ่มเลือนหายไป
                                       สันติ อภัยราช


 100 
 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2017, 08:17:04 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
แผนกำหนดการ พิธีประชุมเพลิง
คุณสุทัศน์ ทัศนะแจ่มสุข
๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ณ เมรุเทศบาลเมืองกำแพงเพชร เวลา ๑๕.๐๐ ณ
...............................
เรียนท่านประธาน (นายแพทย์ปรีชา มุสิกุล ) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน
 ผมอาจารย์สันติ อภัยราชในนามสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร ได้รับฉันทานุมัติ จากคุณแม่นารี ทัศนะแจ่มสุขและธิดาทั้งสองของท่าน ให้ทำหน้าที่ เป็นพิธีกร ในงานฌาปนกิจศพ คุณสุทัศน์ ทัศนะแจ่มสุข
ผมขออนุญาตดำเนินการให้สมาชิกสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร ที่คุณสุทัศน์ ทัศนะแจ่มสุข ร่วมก่อตั้งสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร  ตั้งแต่ปี พุทธศักราช ๒๕๒๓ นับเป็นเวลา ถึงสามแปดปีผ่านมาแล้ว
   ด้วยความรัก เคารพ นับถือและอาลัย ในการจากไปของท่านท่าน
ท่านแรก เชิญนายทักษิณ จันโทสถ สมาชิกอาวุโส สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ตำแหน่ง พนักงานไปรษณีย์ระดับ ๗ หัวหน้างานแผนกงานขาออก ไปรษณีย์จังหวัดกำแพงเพชร อ่านบทกวี รำลึกถึง คุณสุทัศน์ ทัศนะแจ่มสุข
ขอเรียนเชิญครับ
“””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””
ขอบคุณ คุณทักษิณ จันโทสถ โทสถ สมาชิกอาวุโส สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง พนักงานไปรษณีย์ระดับ ๗ หัวหน้างานแผนกงานขาออก ไปรษณีย์จังหวัดกำแพงเพชร
ท่านที่ ๒ เรียนเชิญ นายสายรุ้ง  วงศ์สมบูรณ์ นายกสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร คนปัจจุบัน ได้กล่าวสุนทรพจน์ สดุดี คุณสุทัศน์ ทัศนะแจ่มสุข ขอเชิญครับ
...
ขอบคุณ นายสายรุ้ง  วงศ์สมบูรณ์ นายกสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร คนปัจจุบัน
ท่านที่ ๓ เรียนเชิญ คุณอนันท์ หารวัง สมาชิกคนสำคัญของสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร พยาบาลวิชาชีพ ประจำโรงพยาบาลคลองลาน กล่าวสุนทรพจน์ ความรู้สึกที่มีต่อ คุณสุทัศน์ ทัศนะแจ่มสุข ขอเชิญครับ
...ขอบคุณคุณอนันท์ หารวัง สมาชิกคนสำคัญของสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร พยาบาลวิชาชีพ ประจำโรงพยาบาลคลองลาน


ท่านที่ ๔ เรียนเชิญ คุณอมร ถาวรศักดิ์ นายกผ่านพ้น สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร และเจ้าของธุรกิจ ร้านเพชร คัลเลอร์แลป  กล่าวสุนทรพจน์ แสดงความรู้สึกที่มีต่อ คุณสุทัศน์ ทัศนะแจ่มสุข ขอเชิญครับ
...
ขอบคุณ คุณอมร ถาวรศักดิ์ นายกผ่านพ้น สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร และเจ้าของุรกิจ ร้านเพชร คัลเลอร์แลป 
ท่านที่ ๕ เรียนเชิญคุณครูรัชนีย์ ศรีศักดา สมาชิกคนสำคัญของสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร และครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านลานหิน  ขอเชิญครับ
...
ขอบคุณคุณครูรัชนีย์ ศรีศักดา สมาชิกคนสำคัญของสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร และครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านลานหิน
ท่านที่ ๖ เชิญ หลาน รัชชนก สันติพัฒน์ (แยมมี่) ยุวสมาชิกที่น่ารัก ของสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร
ซึ่งคุณตาสุทัศน์ ทัศนะแจ่มสุข รักมากๆ กล่าวถึงความในใจ ที่มีต่อคุณตาสุทัศน์
...
ขอบใจ หลาน รัชชนก สันติพัฒน์ (แยมมี่) ยุวสมาชิกที่น่ารัก ของสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร
๗ ต่อไปท่านจะได้ชม การแสดงชุด ระบำชุดกินรีร่อน     ระบำกินรีร่อน เป็นแสดงที่อยู่ในละครเรื่องพระสุธน-มโนราห์ ซึ่งกรมศิลปากรได้เคยจัดแสดงให้แก่ประชาชนชมมาแล้ว คุณหญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย ของกรมศิลปากร ได้ปรับปรุงและประดิษฐ์ท่ารำให้ประณีตสวยงามและกะทัดรัดเหมาะแก่ผู้ชมซึ่งเป็นทั้งประชาชนชาวไทย และชาวต่างประเทศประกอบกับเรื่องมโนราห์เป็นวรรณกรรมที่แพร่หลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ การแสดงชุดนี้จึงได้รับความนิยมยกย่องมากในด้านความวิจิตรสวยงามของกระบวนท่ารำและเครื่องแต่งกายการแสดงระบำกินรีร่อนจัดแสดงได้สองรูปแบบคือ รำเฉพาะเพลงเชิดจีนแบบหนึ่ง หรือรำมโนราห์บูชายัญต่อท้ายเพลงเชิดจีนอีกแบบนึ่ง การแสดงชุดนี้ได้รับความนิยมว่ากระบวนรำงดงาม กะทัดรัด ลีลาท่ารำแปลกตา มีลักษณะผสมนาฏศิลป์ไทยกับนาฏศิลป์สากล
หลาน พลอย ดญ.กันต์ณสินี สุภานิชทวาสิน ดญ.วราภรณ์ ศรีโพธิ์  ดญ.ปาลิตา ศรีสิงห์ ดญ. มทาลัย อ่อนกล้า  ดญงวณิชญา  ทาสุ่ม  ยุวสมาชิกสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร ร่วมกับ ชุมนุมนาฎศิลป์ เรือนไทย ร่วมระลึกถึงคุณตาสุทัศน์ ทัสนะแจ่มสุข ด้วยหัวใจ เชิญชมครับ
...
ขอบใจ ดญ.กันต์ณสินี สุภานิชทวาสิน ดญ.วราภรณ์ ศรีโพธิ์  ดญ.ปาลิตา ศรีสิงห์ ดญ. มทนาลัย อ่อนกล้า  ดญ.วณิชญา  ทาสุ่ม  ยุวสมาชิกสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร ร่วมกับ ชุมนุมนาฎศิลป์ เรือนไทย

๘ เชิญคุณจันทนา ศรีโพธิ์ เลขาธิการสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร พยาบาลวิชาชีพชำนาญการโรงพยาบาลกำแพงเพชร เชิญผู้แทนผู้มีเกียรติ ทอดผ้าบังสุกุล ตามลำดับ
๘.๑...
๘.๒...
๘.๓...
๘.๔...
๘.๕...
๘.๖...
๘,๗...
๘.๘...
๘.๙...
๙ เชิญดญ.ถวิกา อินทรโส (ปิ่น) สาวน้อยมหัศจรรย์ ในสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร อ่านประวัติ คุณสุทัศน์ ทัศนะแจ่มสุข
...
เชิญผู้มีเกียรติ สงบนิ่ง ไว้อาลัย ผู้วายชนม์ ๑ นาที
๑๐ เชิญนางสาว เมธาวี ลิ่มวชิรโชติ ยุวชนคนสำคัญ อ่านบทกวีของ อาจารย์พิทักษ์ บุณยโอภาส กวีแห่งกำแพงเพชร
...
คุณจันทนา ศรีโพธิ์ เชิญ ประธาน ทอดผ้า บังสุกุลชุดใหญ่ ................................................................
อาราธนา ประธานสงฆ์ พิจารณาผ้าบังสุกุล
และเชิญประธาน จุดไฟประชุมเพลิง เชิญภิกษุ และท่านผู้มีเกียรติ ขึ้นด้านข้างและลงด้านหน้า
๑๐ อ.มงคล มั่นเขตวิทย์นายกสโมสรผ่านพ้น ขอบคุณผู้มีเกียรติ ทุกท่าน และ กล่าวสัมโมทนียกถาเสร็จพิธี


หน้า: 1 ... 8 9 [10]
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!