จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ตุลาคม 17, 2019, 09:03:11 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ยินดีต้อนรับสมาชิก และผู้เยื่ยมชมทุกๆท่าน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 8 9 [10]
 91 
 เมื่อ: มีนาคม 29, 2017, 11:38:05 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร
แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ ผลิตก๊าซธรรมชาติ     พุทธศาสตร์ลือเลื่อง เมืองแห่งคุณธรรม      เลิศล้ำความสะอาด
อำเภอลานกระบือมีชื่อเรียกตั้งแต่สมัยโบราณว่า "บ้านลานควาย" เนื่องจากสมัยก่อนบริเวณนี้เป็นพื้นที่ป่าดงดิบมีสัตว์ป่ามากมาย โดยเฉพาะ "ควายป่า" มีเป็นจำนวนมาก ฝูงใหญ่ ชอบนอนและกินดินโป่ง ซึ่งเป็นดินที่มีความเค็มตามธรรมชาติและมีอยู่เป็นบริเวณกว้าง สัตว์ป่านานาชนิดต่างก็ชอบกินดินโป่งทั้งสิ้น ณ บริเวณที่ดินโป่งนี้ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวัดแก้วสุริย์ฉาย  กลางอำเภอลานกระบือ  เมื่อมีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณนี้มากขึ้น จึงได้มีการยกฐานะเป็นตำบล และ เปลี่ยนชื่อเป็นตำบล "ลานกระบือ" อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอพรานกระต่าย จนเมื่อปี พ.ศ.2520 จึงได้มีการจัดตั้งเป็น "กิ่งอำเภอลานกระบือ" และยกฐานเป็น "อำเภอลานกระบือ" ตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 เป็นต้นมา เหตุที่เปลี่ยนชื่อเป็นลานกระบือเพราะ ราชการเห็นว่าคำว่าควายไม่เหมาะสม และมีชาวอิสานอพยพเข้ามาอยู่มาก เรียกลานควายเป็นภาษาอิสาน ฟังดูไม่เหมาะสม จึงเปลี่ยนมาเป็นลานกระบือในที่สุด
เดิมอำเภอลานกระบือ มี 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลลานกระบือ ตำบลหนองหลวง และตำบลช่องลม ปัจจุบัน มี 7 ตำบล โดยเพิ่มตำบล โนนพลวง ตำบลจันทิมา ตำบล บึงทับแรด และตำบลประชาสุขสันต์ ( ดงอีบุก)
          เมื่อราว พ.ศ. 2504 – 2505 นายธวัช แผ่ความดี นายอำเภอพรานกระต่าย ได้สำรวจ เส้นทาง พรานกระต่าย ลานกระบือ จากทางเดิมซึ่งเป็นทางเกวียน ทำเป็นถนนอย่างถาวรทำให้ การคมนาคม จากอำเภอพรานกระต่าย มาตำบลลานกระบือสะดวกขึ้น จนแยกมาเป็นกิ่งอำเภอลานกระบือ และอำเภอลานกระบือในที่สุด
คำขวัญอำเภอลานกระบือ
            แหล่งน้ำมันสิริกิติ์     ผลิตก๊าซธรรมชาติ     พุทธศาสตร์ลือเลื่อง   เมืองแห่งคุณธรรม        เลิศล้ำความสะอาด     
แหล่งน้ำมันสิริกิติ์
แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ ได้รับการค้นพบเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2524 โดยบริษัทเชลล์เอ็กซพลอเรชั่น แอนด์โปรดักชั่น จำกัด หรือ ไทยเชลล์ โดยมีการพบน้ำมันปริมาณมากพอในเชิงพาณิชย์ที่หลุมสำรวจ “ลานกระบือ เอ 01” ในอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร และเริ่มผลิตน้ำมันเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2525 นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่มีการผลิตน้ำมันเพื่อใช้ในการพาณิชย์ จนถึงปัจจุบันแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ยังคงเป็นแหล่งน้ำมันบนบกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
 
วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2526 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชินีนาถ ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด และพระราชทานนามอันเป็นสิริมงคลยิ่ง ให้แก่แหล่งน้ำมันแห่งนี้ว่า “แหล่งน้ำมันสิริกิติ์”
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2528 บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เข้ามาเป็นผู้ร่วมทุนในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในพื้นที่สัมปทานเอส 1 โดยที่ ปตท.สผ. ถือหุ้น 25% และไทยเชลล์ ถือหุ้น 75% ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 ปตท.สผ. ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดของไทยเชลล์ ทำให้ปตท.สผ. เป็นเจ้าของสัมปทานเอส 1 ทั้งหมด และกลายเป็นผู้ดำเนินการ “แหล่งน้ำมันสิริกิติ์”
ผลิตก๊าซธรรมชาติ
            แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ นอกจากผลิตน้ำมันดิบได้แล้ว ยังสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติ ได้ถึงวันละ 40-50 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และสามารถผลิตก๊าซหุงต้ม ( แอล พี จี) ได้ถึง 280 – 300 ตันต่อวัน ช่วยประหยัดการนำเข้าได้จำนวนมาก
พุทธศาสตร์ลือเลื่อง
            อำเภอลานกระบือ มีพระเถระผู้ใหญ่ที่ทรงพุทธคุณและวิทยาคุณ เป็นที่เลื่องลือไป ทั่วประเทศ คือหลวงพ่อขำ แห่งวัดโพธิ์เตี้ย และหลวงพ่อกลับ แห่งวัดแก้วสุริย์ฉาย คำสอนและความกรุณาที่มีต่อประชาชนยังตรึงใจและเป็นที่เล่าขานกันมาจนทุกวันนี้ มีวัดปลักไม้ดำ และวัดแก้วสุริย์ฉาย เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวอำเภอลานกระบือ
เมืองแห่งคุณธรรมคุณธรรม
หมายถึง อำเภอลานกระบือเป็นเมืองคนดี ถือหลักของความดี ความงาม ความถูกต้อง ซึ่งจะแสดงออกมาโดยการกระทำ   ทางกาย     วาจาและจิตใจของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นหลักประจำใจในการประพฤติปฏิบัติจนเกิดเป็นนิสัยเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเองผู้อื่นและสังคม    อันได้แก่ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี มีน้ำใจ เป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาวลานกระบือ
เลิศล้ำความสะอาด     
   อำเภอลานกระบือ เป็นอำเภอที่รักษาความสะอาดได้อย่างดียิ่ง ในทุกหนทุกแห่งของอำเภอลานกระบือ จนกลายมาเป็นคำขวัญวรรคสุดท้ายของอำเภอ
            อำเภอลานกระบือ มีคำขวัญที่ฉายภาพ อำเภอได้อย่างเหมาะสมและเด่นชัด ทำให้การศึกษาเรื่องราว ของอำเภอลานกระบือ ง่ายและชัดเจน มากยิ่งขึ้น กลายเป็น เป็นเอกลักษณ์ และอัตตลักษณ์ ของชาวลานกระบือ อย่างเหมาะสมที่สุด
           
อำเภอลานกระบือ ตั้งอยู่ ถนนสายกำแพงเพชร - พิษณุโลก มีพื้นที่ 359 ตารางกิโลเมตร
 โดยมีอาณาเขตดังนี้
                        ทิศเหนือ            ติดต่อกับ อำเภอคิรีมาศ จังหวัดสุโขทัย และอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก
                        ทิศใต้                ติดต่อกับ อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร
                        ทิศตะวันออก       ติดต่อกับ อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร
                        ทิศตะวันตก         ติดต่อกับ อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร
ลักษณะภูมิประเทศ
            พื้นที่เป็นที่ราบ เหมาะสำหรับทำการเกษตร ดินร่วนปนทราย มีพื้นที่ป่าเหลืออยู่เล็กน้อย ไม่มีภูเขา และแม่น้ำไหลผ่าน ได้ใช้น้ำจากคลองท่อทองแดงเป็นหลัก เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร    ทรัพยากรที่สำคัญ คือแหล่งน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งบริษัท ไทยเชลล์ เอกพลอเรชั่นแอนด์โปรดักชั่น ได้รับสัปทานตั้งแต่ปีพ.ศ. 2524 ปัจจุบัน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตเลียมจำกัด ได้ซื้อหุ้น ทั้งหมดของบริษัทไทยเชลล์ ฯและรับโอนสิทธิ์ พันธะ และหน้าที่ ที่มีอยู่ในสัมปทานทั้งหมด เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2547 ซึ่งหมายถึงประชาชนชาวไทย เป็นเจ้าของแหล่งน้ำมันสิริกิติ์อย่างสมบูรณ์ด้วยความภูมิใจ
ความเป็นมาของวัดแก้วสุริยฉาย
พระครูรัตนวชิโรภาส เจ้าอาวาสวัดแก้วสุริย์ฉาย และเจ้าคณะตำบลลานกระบือ ซึ่งเมตตาต่อสังคมและประชาชนที่มาพบยิ่งนัก ท่านเล่าประวัติวัดแก้วสุริย์ฉายว่า ได้สร้างราวพุทธศักราช 2400 ในสมัยรัชกาลที่4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ผู้ที่ยกที่ดินให้สร้างวัดคือ นายแก้ว และนางฉาย ประชาชนจึงร่วมกันสร้างวัดขึ้น ณ ที่ดินแห่งนี้และขนานนามวัดแห่งนี้ว่าวัดแก้วสุริย์ฉาย
        เจ้าอธิการยี้ เมตติโก ซึ่งเป็นนามสามัญของท่าน ได้เล่าถึง หลวงพ่อขำ หลวงพ่อกลับ ซึ่งมีรูปหล่อของท่านทั้งสอง อยู่ในศาลา กลางวัด ว่าท่านทั้งสองเป็นพระอาจารย์ของ เจ้าอธิการยี้ และได้รับการถ่ายถอดวิทยาคุณ จากพระอาจารย์ของท่าน คือหลวงพ่อขำ เป็นอาจารย์ของหลวงพ่อกลับ หลวงพ่อกลับเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อไสว (พระครูวินิจวชิรคุณ) หลวงพ่อไสวเป็นอาจารย์ของเจ้าอธิการยี้ ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ทรงวิทยาคุณทางคาถาอาคมยิ่ง เป็นที่พึ่งหลักทั้งทางธรรมะ และทางโลก นับว่าน่ายกย่องสรรเสริญยิ่ง
       ชมพระเจดีย์โบราณ สององค์ ซึ่งเป็นที่เก็บอัฐิของเจ้าอาวาสและผู้ที่มีพระคุณต่อวัด นำไปชมพระอุโบสถ ซึ่งเป็นโบสถ์สมัยโบราณที่ถมดินขึ้นมาสูงมากทำให้ อาคาร พระอุโบสถและพระวิหารเสียรูปทรงไปบ้าง... ในโบสถ์มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เป็นพระประธาน เมื่อสังเกตโดยละเอียด พบว่า ได้นำปูนไปฉาบพระองค์ไว้ จึงอาจสันนิษฐานได้ว่ามี พระที่เป็นโลหะชนิดใดชนิดหนึ่งที่มีคุณค่ามาก ที่พระวิหารอยู่หลังพระอุโบสถ เป็นวิหารเก่า ที่ได้รับการบูรณะเปลี่ยนรูปทรงไปบ้างแต่ก็ยังดูงดงามตามแบบสถาปัตยกรรม กำแพงเพชร ในสมัย รัตนโกสินทร์
วัดโพธิ์เตี้ย (วัดปลักไม้ดำ)
อยู่ที่บ้านปลักไม้ดำ ม.3 ตำบลลานกระบือ อำเภอลานกระบือ  เป็นวัดโบราณวัดหนึ่ง เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า “ วัดงิ้วงาม ” มีหลวงพ่อกล้ายเป็นเจ้าอาวาส หลังจากที่ท่านมรณภาพแล้ว หลวงพ่อขำ ได้เป็นเจ้าอาวาสรูปต่อมาและเปลี่ยนชื่อวัดจากวัดงิ้วงาม เป็นวัดโพธิ์เตี้ย ตามสัญลักษณ์ของต้นโพธิ์ที่มีลักษณะเตี้ยแคระ ซึ่งปัจจุบันต้นโพธิ์นี้ได้ตายแล้ว ด้านหลังพระเจดีย์ เป็นพระอุโบสถ อายุราว 150 ปี สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เป็นอุโบสถขนาดย่อม เรียกกันโดยทั่วไปว่าโบสถ์มหาอุตม์ คือมีทางเข้าด้านหน้าทางเดียวไม่มีทางออก เหมาะสำหรับปลุกเสก เครื่องราง ของขลังหรือแม้แต่บวชพระ สภาพค่อนข้างทรุดโทรมตามอายุขัยน่าเสียดายอย่างยิ่ง
ศาลาคลองพาน เป็นศาลาไม้สัก สถาปัตยกรรมแบบโบราณ สร้างในสมัยราชกาลที่ 5 สร้างโดยหมอยา ชื่อหมอจล สุขมี รักษาโรคให้ชาวบ้านทั้งใกล้ไกล เป็นที่นับถือของชาวบ้าน ในอดีตศาลานี้สำคัญมาก ทุกเดือน 11 ของทุกปีจะมีมหรสพฉลอง บริเวณข้างศาลามีต้นโพธิ์ 2 ต้น แต่รวมเป็นต้นเดียว    เป็นต้นโพธิ์ที่หมอจล ออฐิษฐานกับภริยาว่า ถ้าเป็นเนื้อคู่กันให้ต้นโพธิ์รวมเป็นต้นเดียวกันนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากเป็นตำนานที่สำคัญของชาวอำเภอลานกระบือ
อำเภอลานกระบือ เป็นอำเภอที่เป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดกำแพงเพชร และประเทศไทย คนทั่วโลกรุ้จักอำเภอลานกระบือ ในฐานะที่มีบ่อน้ำมันที่สำคัญในประเทศไทย จึงกลายมาเป็นคำขวัญวรรคสำคัญ ของอำเภอลานกระบือที่ว่า
แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ ผลิตก๊าซธรรมชาติ     พุทธศาสตร์ลือเลื่อง                เมืองแห่งคุณธรรม      เลิศล้ำความสะอาด
                 อ.สันติ อภัยราช   บท

 


 92 
 เมื่อ: มีนาคม 28, 2017, 09:50:03 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
พระราชกรณียกิจ
สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือ สมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 29 แห่งอาณาจักรอยุธยา และเป็นพระองค์ที่สองแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ราชวงศ์สุดท้ายของอาณาจักรอยุธยา ทรงครองราชย์ พ.ศ. 2246 — พ.ศ. 2251
 1.ทรงปฏิสังขรณ์มณฑปสวมรอยพระพุทธบาทสระบุรี ที่สร้างมาแต่ครั้งสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งทำเป็นยอดเดียวชำรุด โปรดฯ ให้สร้างใหม่เป็น 5 ยอด รวมทั้งปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งอาราม
2.ปี พ.ศ. 2249 เกิดอัสนีบาตร (ฟ้าผ่า) ต้องยอดมณฑปพระมงคลบพิตร เครื่องบนมณฑป ทรุดโทรมพังลงมาต้องพระศอพระมงคลบพิตรหัก โปรดฯ ให้รื้อเครื่องบนออก ก่อสร้างใหม่แปลงเป็นมหาวิหาร
3.เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระพุทธฉายและสันนิษฐานว่าค้นพบในสมัยพระองค์
4.พระราชกรณียกิจที่สำคัญอันเกี่ยวเนื่องเมืองพิจิตร เพื่อเป็นการรำลึกถึงชาติภูมิของพระองค์สมเด็จพระเจ้าเสือได้โปรดให้สร้างวัดโพธิ์ประทับช้างขึ้นที่เมืองพิจิตร โดยสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระมหาเจดีย์ ศาลาการเปรียญ และกุฏิสงฆ์ มีอาณาบริเวณวัดกว้างขวางใหญ่โต ใช้เวลาสร้าง 2 ปี จึงสำเร็จ เสด็จพระราชดำเนินมาทำการฉลองด้วยพระองค์เอง มีการฉลอง สามวันสามคืน มีมหรสพครึกครื้น และมีผู้คนมากมายมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและ ดูมหรสพ ฉลองเสร็จแล้วทรงพระราชอุทิศถวายเลกวัด(คนรับใช้ดูแลวัด) ไว้สำหรับอุปฐากพระอารามถึง 200 ครัวเรือน นับว่าครั้งนั้นวัดโพธิ์ประทับช้างเป็นวัดที่ใหญ่และงดงามที่สุดที่สุดในเมืองพิจิตร
5. สมเด็จพระเจ้าเสือทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา โปรดฯ ให้สมเด็จเจ้าแตงโม (พระสุวรรณมุนี) เป็นพระอาจารย์สอนวิชาความรู้แก่พระราชโอรสและพระราชนัดดา
6.ทรงเป็นกษัตริย์ ชาตินิยม ได้กำจัดอิทธิพลของชาวตะวันตก ไม่ให้ประชาชนชาวไทย เข้ารีตศาสนาอื่นโดยกำจัดเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ สมุหนายกในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและขับไล่ชาวตะวันตก ออกจากอยุธยา ได้สำเร็จ
ด้านคมนาคม
1. ทรงให้มีการตัดถนนข้ามบึงหูกวางที่เมืองนครสวรรค์
2. ทรงให้ขุดคลองโคกขาม คลองประวัติศาสตร์ของพันท้ายนรสิงห์ ซึ่งคดเคี้ยวให้ตรง และขุดลัดคลองอ้อมเกร็ด
3. ทรงให้มีการปรับปรุงเส้นทางไปพระพุทธบาทสระบุรี ให้เดินทางมาสะดวกยิ่งขึ้น

ด้านกีฬา
 ทรงเป็นบิดาแห่งมวยไทย  คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้สถาปนาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ทุกปี เป็น"วันมวยไทย"ยกพระเจ้าเสือพระบิดาแห่งมวยไทย ซึ่งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ตรงกับวันเสวยราชสมบัติของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8

 93 
 เมื่อ: มีนาคม 08, 2017, 04:38:18 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
นักแสดง
   พระนารายณ์
   พระเพทราชา
   พระนางกุสาวดี
   สนม ๓-๔
   การแสดง ๑ ชุด (รำอวยพร  รำกฤษฎาภินิหาร รำดอกไม้เงินดอกไม้ทอง รำกลองยาว) ๕-๗ คน อย่างใดอย่างหนึ่ง
   นายเดื่อ / หลวงสรศักดิ์  (พระเจ้าเสือหนุ่ม)
   เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (ฝรั่ง)
   พระมหาราชครู
   เจ้าแม่วัดดุสิต
   นักมวย ๔ คน
   นายอ่อน มหาดเล็กคู่ใจ
   นางนวล (นางเอก)
   นายสิน (พระเอก)
   ชาวบ้าน ๑๐-๒๐ คน ชาย หญิง เล่นเพลงเรือ และชมเพลงเรือ
   พระยาราชสงคราม
   ทหารติดตาม ๒ คน
   พระเจ้าเสือ (เปลี่ยนตัวใหม่)
   ครูเมือง ครูมวย
   พายเรือพระที่นั่ง ๑๐-๒๐ คน
ฉากจบ  จินตลีลาชุดฟ้าร้องไห้ (นักแสดง ๗-๙ คน)
รวมนักแสดง ๖๙-๗๙ คน



   
   

 94 
 เมื่อ: มีนาคม 03, 2017, 09:39:10 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
อำเภอไทรงาม
ไทรงาม เมืองคนแกร่ง      แหล่งธรรมรุ่ง   ทุ่งรวงทอง คลองใต้ดิน ถิ่นไทรงาม
อำเภอไทรงาม เป็นอำเภอสำคัญอำเภอหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชรเป็นอำเภอที่อุดมสมบูรณ์มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเกษตร มีทุ่งนาที่งดงามมีผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ และมีแหล่งธรรมรุ่ง คือมีวัดป่าไทรงามเป็นศูนย์กลางแห่งธรรมะของจังหวัดกำแพงเพชร  อำเภอไทรงาม แบ่งเป็น ๗ ตำบล คือ
1. ไทรงาม  (Sai Ngam)
2. หนองคล้า  (Nong Khla)
3. หนองทอง  (Nong Thong)
4. หนองไม้กอง  (Nong Mai Kong)
5. มหาชัย  (Maha Chai)
6. พานทอง  (Phan Thong)
7. หนองแม่แตง  (Nong Mae Taeng)
 อำเภอไทรงามตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดกำแพงเพชร  มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอลานกระบือ
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอวชิรบารมีและอำเภอสามง่าม (จังหวัดพิจิตร)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบึงสามัคคีและอำเภอทรายทองวัฒนา
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองกำแพงเพชร    มีพื้นที่ 448.9 ตร.กม.  ประชากร 51,087 คน (พ.ศ. 2557) ความหนาแน่น 113.80 คน/ตร.กม.
     อำเภอ ไทรงาม แต่เดิมเป็นเขตป่าเตรียมสงวน ตั้งอยู่ในเขตตำบลหนองคล้า อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ในปี พ.ศ.2501 มีราษฎรกลุ่มหนึ่งจากบ้านทุ่งทราย และชาวนครสวรรค์ ประมาณ 12 ครอบครัว ซึ่งล้วนเป็นญาติโยมของหลวงปู่อินทร์ จันทูปโม ได้สำรวจสภาพพื้นที่พบว่าเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีคลองธรรมชาติ เหมาะแก่การตั้งหลักแหล่งและประกอบอาชีพ จึงอพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของ หมู่ ๕ ต.ไทรงาม ในปีต่อมาเกิดน้ำท่วมจึงอพยพไปอยู่ที่บ้านหนองทราย หรือบ้านไทรงามใต้ หมู่ 7 ต.ไทรงาม ในปัจจุบัน
มีเรื่องเล่ากันเป็นตำนาน ต่อกันมาว่าคืนหนึ่งมีปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์เกิดขึ้นในเวลาพลบ ค่ำ คือเกิดดวงประทีปดวงใหญ่ลอยลงมากลางหนองทราย ซึ่งมีต้นไทรใหญ่ขึ้นอยู่ตรงกลางเป็นภาพที่งดงามมากจึงได้เรียกชื่อหมู่บ้าน นี้ใหม่ว่า "บ้านไทรงาม" โดยมีเหตุผลว่าหากใช้ชื่อหนองทรายตามที่เรียกกันมา ฟังดูเป็นที่ลุ่มไม่เป็นมงคลและยังคล้ายกับบ้านทุ่งทราย ซึ่งมีจำนวนครอบครัวส่วนหนึ่งอพยพมา นอกจากนี้ยังได้ร่วมกันสร้างสำนักสงฆ์ให้หลวงปู่อินทร์ พระสงฆ์ผู้ซึ่งได้รับการเคารพนับถือว่าเป็นเหมือนร่มโพธิ์ ร่มไทรของชาวบ้าน เรียกว่า "วัดไทรงาม" ปัจจุบันคือวัดไทรงามใต้
      ไม่นานนักมีจำนวนผู้อพยพครอบครัวมาอยู่อีก 23 ครอบครัวและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งชุมชนหนาแน่นขึ้น ในปี พ.ศ.2505 -2506 แกนนำที่เป็นผู้สำรวจพื้นที่ในคราวแรกได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนใน พื้นที่บริเวณไทรงามเหนือ ซึ่งเป็นสถานที่ที่อพยพมาอยู่ในครั้งแรก และเป็นพื้นที่เขตเทศบาลในปัจจุบัน
     ปัจจุบัน อำเภอไทรงามตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกและห่างจากที่ตั้งศาลากลางจังหวัด กำแพงเพชรประมาณ 45 กิโลเมตร โดยมีถนนทางหลวงแผ่นดินกำแพงเพชร - พิจิตร ตัดผ่าน ลักษณะทั่วไปของพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มดินเป็นดินปนทราย ไม่อุ้มน้ำ ไม่มีภูเขาไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน แต่เดิมพื้นที่อาณาบริเวณนี้เป็นเขตป่าเตรียมการสงวนตามมติคณะรัฐมนตรี ได้มีการจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอไทรงาม เมื่อปี พ.ศ.2518 และได้รับยกฐานเป็นอำเภอไทรงาม เมื่อปี พ.ศ.2522 ต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยกรมป่าไม้ได้ออกกฎกระทรวง กำหนดให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอไทรงามเป็นเขต "ป่าสงวนแห่งชาติหนองคล้า - ดงฉัตร"
จากคำขวัญประจำอำเภอไทรงามที่ว่า
ไทรงาม เมืองคนแกร่ง      แหล่งธรรมรุ่ง   ทุ่งรวงทอง   คลองใต้ดิน  ถิ่นไทรงาม   มีความหมาย ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
ไทรงาม เมืองคนแกร่ง      น่าจะหมายถึง ชาวไทรงาม ที่อพยพเข้าอยู่สถานที่นี้ ต้องผจญภัยต้องภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม และฝนแล้ง จนต้องอพยพผู้คน ออกจากหมู่บ้าน ไปสร้างหมู่บ้านใหม่ ทำให้คนไทรงามในยุคแรกๆ เป็นคนที่ สู้ชีวิต จนประสบความสำเร็จ ในการสร้างบ้านเรือนใหม่จนกลายเป็นอำเภอไทรงามในปัจจุบัน
แหล่งธรรมรุ่ง  
        อำเภอไทรงามมีวัดป่าไทรงามเป็นแหล่งธรรมะที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร ปัจจุบันอยู่ความปกครองดูแลของ พระครูโสภณวชิรกิจ หรือพระสง่า อุฏฐาโน โดยมีกำนันวิชัย ครองสมบัติ กำนันตำบลไทรงาม ทำหน้าที่สนับสนุนในกิจกรรมทาง พระพุทธศาสนา อยู่ในความร่วมมือของทุกองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน วัดป่าไทรงามตั้งขึ้นจากการดำริของหลวงปู่อินทร์ ได้ปรารภที่สร้างวัดและสำนักปฏิบัติธรรมขึ้นแต่ท่านมรณภาพไปก่อน ต่อมาจึงเปิดเป็นสำนักสงฆ์อินทราราม โดยมีหลวงพ่อจันทร์ อินทวีโร (พระครูบรรพตวรกิจ) และในวันที่ 28 มีนาคม 2533 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศรับรองสำนักสงฆ์อินทราราม เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ชื่อวัดไทรงาม โดยมีพระสง่า อุฎฐาโน เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก
"วัดไทรงาม" หรือในนามที่ประชาชนเรียกขานกันโดยทั่วไปว่า "วัดป่าไทรงาม" เป็นวัดสาขาที่ ๖๘ ของวัดหนองป่าพง ตั้งอยู่ที่บ้านไทรงาม หมู่ ๔ ต.ไทรงาม อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศยกย่องเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ให้วัดป่าไทรงามเป็นศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ
 
 
กระทรวงศึกษาธิการ ประจำ จ.กำแพงเพชร เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบ
        วัดป่าไทรงามมีลักษณะพิเศษ คือเป็นสถานที่ฝึกอบรมคุณธรรม จริยธรรม ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น ตลอดจนนักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชน ในปีหนึ่งจำนวนมากและได้ผลอย่างดียิ่งทุกครั้ง ทำให้วัดป่าไทรงาม มีผู้เข้ารับการอบรมอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนกระทั่งตั้งอาคารสำหรับทำบุญและอบรมคุณธรรมขนาดใหญ่ จุคนได้นับพันคนแต่กระนั้นก็ยังไม่พอกับความต้องการของผู้เข้ารับการอบรม ในศาลา มีพระประธานขนาดใหญ่ โดยจำลองมาจากประเทศอินเดีย พุทธลักษณะงดงามยิ่งแปลกตากว่าทุกวัด รอบวัดมีลักษณะเป็นวัดป่าที่กำลังพัฒนาให้เป็นป่าท่ามกลางท้องนา รอบๆศาลาอเนกประสงค์ มีสระบัวล้อมรอบ สะพานไม้ เราข้ามไปชมพระอุโบสถที่กำลังก่อสร้าง ที่แปลกกว่าอุโบสถโดยทั่วไปคือมีสองชั้น ชั้นล่างจะใช้สำหรับนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สอนให้คนเกรงกลัวบาป ท่ามกลางสังคมที่สับสนเป็นการฝ่ากระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไปอย่างกล้าหาญ
        ชั้นล่างด้านหลังพระอุโบสถ เป็นศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย สายใยชุมชน ที่ตั้งใจจะทำให้ผู้เข้าชมได้รำลึกถึง ความต่อเนื่องระหว่างสมัย ระหว่างชีวิตที่มีคุณค่าอย่างมิขาดสายใย ชั้นบนเป็นพระอุโบสถ ที่เน้นการใช้ประโยชน์ในสังคม มากกว่าการยึดรูปแบบโดยทั่วไปนับว่าผู้ออกแบบมีความคิดก้าวหน้ามีวิสัยทัศน์ที่น่ายกย่องชมเชยยิ่งนัก
        วัดป่าไทรงาม หรือวัดไทรงาม เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิตในสังคมและมี คุณค่าต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อย่างต่อเนื่อง มิได้ใช้วัตถุนิยมนำหน้าจิตนิยม แต่สามารถผสมกลมกลืนระหว่างวัตถุนิยมและจิตนิยมได้อย่างเหมาะสมและลงตัว

ทุ่งรวงทอง
  อำเภอไทรงาม มีแปลงนาที่งดงามมาก มีการปลูกข้าวจำนวนมาก เมื่อเวลาข้าวในทุ่งนาสุกแก่ เหมาะแก่การเก็บเกี่ยว จะเหลืองสวย เป็นสีทอง งดงามทั้งอำเภอไทรงาม จึงได้คำขวัญอีกวรรคหนึ่งว่า ทุ่งรวงทอง
คลองใต้ดิน
พื้นที่อำเภอไทรงาม ทั้งอำเภอเป็นที่ราบลุ่ม มีน้ำใต้ดินตื้นอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าเจาะหรือขุดไปที่ใด
จะพบน้ำใต้ดินจำนวนมาก สูบไม่มีวันหมดสามารถ ทำนาได้ปีละสามครั้ง โดยไม่ต้องรอน้ำฝน ชาวบ้านจึงเปรียบเทียบว่าเหมือนมีคลองอยู่ใต้ดิน จึงกลายมาเป็นคำขวัญวรรคสำคัญอีกวรรคของอำเภอไทรงามว่า คลองใต้ดิน

 ถิ่นไทรงาม
ที่ตัวอำเภอไทรงามโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเข้าที่ว่าการอำเภอไทรงาม มีการปลูกต้นไทรไว้มากมาย ปลูกไว้ตั้งแต่ ปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ อายุเกือบสี่สิบปี สูงใหญ่เป็นทิวแถว งดงาม ร่มเย็น เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญ ของอำเภอไทรงาม ส่วนต้นไทรงามเก่าแก่ ที่เป็นที่มาของคำขวัญประจำอำเภอ ได้ตายไปแล้ว ต้นไทรเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของคำขวัญวรรคสำคัญอีกวรรคหนึ่งของอำเภอไทรงามว่า ถิ่นไทรงาม

อำเภอ ไทรงามจึงมีลักษณะเด่น ๓ ประการตามคำขวัญ ที่แสนเหมาะสม คือ
      ไทรงาม เมืองคนแกร่ง      แหล่งธรรมรุ่ง   ทุ่งรวงทอง คลองใต้ดิน  ถิ่นไทรงาม

            บท อ.สันติ อภัยราช

 95 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2017, 01:49:14 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร
ดินแดนหลวงพ่อปลอดภัย     ผลไม้รสดี      มีชื่อไม้ดอกไม้ประดับ
อำเภอคลองขลุง เป็นอำเภอที่อุดมสมบูรณ์มาก เพราะมีคลองขลุงไหลผ่าน  บรรจบกับแม่น้ำปิงที่ตำบลคลองขลุง ....เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2464 เรียกอำเภอนี้ว่า อำเภอขาณุ   ต่อมาได้เปลี่ยนอำเภอเป็นคลองขลุง" เนื่องจากบริเวณที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอมีลำน้ำคลองขลุงไหลผ่าน
ในปี พ.ศ.2482  กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศจัดตั้งกิ่งอำเภอแสนตอแยกจาก            อำเภอคลองขลุง ประกอบด้วยตำบลแสนตอ ตำบลยางสูง ตำบลระหาน ตำบลสลกบาตร และตำบลบ่อถ้ำ และในปีพ.ศ. 2490 กิ่งอำเภอแสนตอได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ โดยเปลี่ยนชื่อใหม่ว่าอำเภอขาณุวรลักษบุรี
 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศยกฐานะพื้นที่ของอำเภอคลองขลุงจัดตั้งเป็นอำเภอเพิ่มขึ้นอีก 2 อำเภอ คือ อำเภอทุ่งทราย จัดตั้งเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2535 มีเขตการปกครอง 3 ตำบล 30 หมู่บ้าน ประกอบด้วยตำบลทุ่งทราย ตำบลทุ่งทอง และตำบลถาวรวัฒนา ในปีต่อมาจัดตั้ง อำเภอปางศิลาทองเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2536 มีเขตการปกครอง 3 ตำบล 27 หมู่บ้าน ประกอบด้วยตำบลโพธิ์ทอง ตำบลหินดาต และตำบลปางตาไว
อำเภอคลองขลุง ตั้งอยู่ทางตอนกลางของจังหวัด อาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้
ทิศเหนือ             ติดต่อกับ อำเภอเมืองกำแพงเพชร
ทิศตะวันออก       ติดต่อกับ อำเภอทรายทองวัฒนา และ อำเภอบึงสามัคคี
ทิศใต้                 ติดต่อกับ อำเภอขาณุวรลักษบุรี และ อำเภอปางศิลาทอง
ทิศตะวันตก         ติดต่อกับ อำเภอเมืองกำแพงเพชร
 
เหตุที่เรียกว่าอำเภอคลองขลุงเพราะสันนิษฐานว่ามีที่ มา สามทางคือ
๑.   น้ำจากคลองวังไทร ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำปิงที่ ตำบลคลองขลุงเรียกกันว่าบ้านคลองคลุ้ง  บ้านท้องคลุ้ง   บ้านท้องคุ้ง กลายมาเป็นคลองขลุงในที่สุด
๒.   บริเวณลำน้ำคลอง บ้านคลองขลุง เดิมมีการเลี้ยงช้างกันจำนวนมาก ช้างมาเล่นน้ำในลำคลอง จึงเรียกกันกว่าคลองช้างโขลง คลองโขลง และเป็นคลองขลุง
๓.   ในลำน้ำคลองขลุง มีจระเข้ ชนิดหนึ่งจำนวนมาก ชาวบ้านเรียกว่าตะโขง เรียกตลองนี้กันว่า คลองตะโขง คลองโขง และกลายเป็นคลองขลุงในปัจจุบัน
อำเภอคลองขลุงแบ่งเขตการปกครองย่อย 10 ตำบล ประกอบด้วย ตำบลคลองขลุง ตำบลวังไทร ตำบลวังแขม ตำบลวังบัว ตำบลหัวถนน ตำบลคลองสมบูรณ์ ตำบลท่ามะเขือ ตำบลท่าพุทรา ตำบลวังยางและตำบลแม่ลาด
ของดีที่อำเภอคลองขลุง
ดินแดนหลวงพ่อปลอดภัย     
 
หลวงพ่อปลอดภัย " >> พระเกจิที่โด่งดังที่สุดของกำแพงเพชร พระวิบูลวชิรธรรม หลวงพ่อสว่าง อุตตโร (สว่าง เจริญศรี) หลวงพ่อปลอดภัย ณ วัดคฤหบดีสงฆ์ ( วัดท่าพุทรา)
หลวงพ่อสว่าง เป็นบุตรของขุนเจริญสวัสดิ์ (เจริญ เจริญศรี) กำนันตำบลท่างิ้ว อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ กับคุณแม่หอม เจริญศรี เกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2426 ตรงกับขึ้น 12 ค่ำ เดือน 7 ปีมะแม เป็นบุตรคนสุดท้ายที่เป็นชายส่วนคนก่อน ๆ ล้วนเป็นหญิง
ท่าน เป็นพระเกจิที่โด่งดังที่สุดของกำแพงเพชร ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์รุ่นราวคราวเดียวกับ #หลวงพ่อทบ วัดชนแดน จ.เพชรบูรณ์ #หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ท่านเกิด 17 มิถุนายน 2426 ตรงกับขึ้น 12 ค่ำ เดือน 7 ปีมะแม มรณภาพ 1 กุมภาพันธ์ 2520 รวมสิริอายุ94 ปี 7 เดือน 25 วัน 74 พรรษา
หลวงพ่อปลอดภัย ท่านได้สร้างเหรียญปลอดภัยไว้หลายรุ่น แต่ละรุ่นทรงอิทธิปาฏิหาริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคล้วคลาด กล่าวกันว่า ถ้ามีหลวงพ่อปลอดภัยไว้กับตัว จะไม่มีวันตายโหง มีอภินิหารมากมาย จนได้นามว่าหลวงพ่อปลอดภัย เป็นที่ปรารถนาของผู้คนอย่างมาก ที่อยากจะเป็นเจ้าของเหรียญปลอดภัย จนมาเป็นคำขวัญวรรคที่หนึ่งของอำเภอคลองขลุง ว่าดินแดนหลวงพ่อปลอดภัย
ผลไม้รสดี
 
คลองขลุงมีผลไม้หลากหลายชนิดอาทิ
กล้วยไข่ ผลไม้ประจำจังหวัดกำแพงเพชร จะเริ่มออกสู่ตลาด ตั้งแต่เดือนกรกฏาคม และจะออกสู่ตลาดมากที่สุด ในช่วงเดือน กันยายน - ตุลาคม การซื้อขาย จะใช้หน่วย "ตั้ง" เป็นเกณฑ์ กล้วยไข่ ๑ ตั้ง หมายถึง กล้วยไข่หวีที่มีผลสมบูรณ์ ๖ หวี ในแต่ละเครือ แหล่งเพาะปลูกกล้วยไข่ที่สำคัญในจังหวัดกำแพงเพชร คือ อำเภอเมืองกำแพงเพชร อำเภอไทรงาม อำเภอคลองขลุง และอำเภอ พรานกระต่าย อำเภออื่นๆ ตลาดบริโภคภายในประเทศแล้ว กล้วยไข่ยังเป็นสินค้าออก ทางเกษตรอีกด้วยตลาดกล้วยไข่ ในต่างประเทศที่สำคัญ คือ ตลาดฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เดนมาร์ก บัตตาเรีย และแคนนาดา นอกจากนี้ที่อำเภอคลองขลุงจะมีผลได้ประจำฤดูจำนวนมาก อาทิฝรั่งไร้เมล็ด(พันธุ์ เพชรกำแพง) กระท้อน ชมพู่ มะปราง ละมุดน้ำผึ้ง พุทรา ขนุน มะพร้าว มะไฟ มะม่วงเขียวใหญ่ ส้มเขียวหวาน ส้มโอ ส้มโชกุน
ถ้าจะรับประทานมะปราง ในเดือนมีนาคม ถึงพฤษภาคม บนถนนพหลโยธิน ช่วง “คลองขลุง-กำแพงเพชร” ระหว่างกม.317-320 ชาวบ้านเอามะยง-มะปราง ตั้งขายข้างทาง หลายสิบร้าน รสชาติอร่อยมากราคาไม่สูง นำรายได้มาสู่ชาวคลองขลุง จำนวนมาก
กระท้อน เป็นผลไม้ที่มีมาก ในอำเภอคลองขลุง ในฤดูจะวางขายอยู่ข้างถนนพหลโยธินเช่นเดียวกับมะปราง เป็นจัดเป็นไม้ผลรับประทานที่รับประทานได้ทั้งเปลือกผลที่ให้รสเปรี้ยวอมหวาน และเนื้อผลที่ให้รสหวาน ซึ่งนิยมทั้งรับประทานผลสด ทำอาหาร นำมาแปรรูปเป็นผลไม้ดองหรือของหวาน ราคาดี คู่กับอำเภอคลองขลุงมาตลอด
มะม่วง อีกหลากหลายพันธุ์ วางเรียงรายตลอดเส้นทางคลองขลุง กำแพงเพชร มีมะม่วงและผลไม้อื่นๆตามฤดูกาล ทำให้กำแพงเพชร มีคำขวัญวรรคทึ่ ๒ว่า ผลไม้รสดี
 

 มีชื่อไม้ดอกไม้ประดับ
 
คลองขลุงมีไม้ดอกไม้ประดับจำนวนมาก อาทิ
ฟาร์มกล้วยไม้ หมู่ 6 บ้านแหลมยาง ตำบลวังบัว อำเภอคลองขลุง ผลิตและจำหน่ายกล้วยไม้ตัดออก กล้วยไม้หายาก เป็นแหล่งผลิตกล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือตอนล่าง
  สวนกล้วยไม้รักษพร1-2  สวนกล้วยไม้ภัสนันท์ และสวนกล้วยไม้ชัยพงศ์รัตนา โดยเน้นผลิตกล้วยไม้ประเภทรองเท้านารี และเป็นศูนย์ รวมพันธุ์กล้วยไม้กว่า 50 สายพันธุ์ มีกล้วยไม้จำหน่ายตลอดทั้งปีเป็นแหล่งส่งกล้วยไม้ออกต่างประเทศอีกแหล่งหนึ่งนำรายได้เข้าประเทศได้ไม่น้อย
หมู่บ้านไม้ดอกไม้ประดับ หมู่ 5 บ้านวังน้ำแดง ตำบลท่ามะเขือ และหมู่ 2 ตำบลวังยาง  อำเภอคลองขลุง ผลิตและจำหน่ายกล้วยไม้ดอกไม้ประดับประเภทสนทุกชนิด จั๋ง อินทผาลัม มะนาวโห่ พญาสัตบรรณ ชาทอง ปาล์มทุกชนิด โมก ปีบ บานบุรีม่วง และกล้วยไม้ป่า เป็นแหล่งต้นไม้แบบขุดล้อมทุกชนิด น่าจะใหญ่ที่สุด ในภาคเหนือ มีทุกขนาด เป็นแหล่งใหญ่ตลอดแนวถนนวังแดงเลยทีเดียว

วัดสำคัญในอำเภอคลองขลุง
วัดศรีภิรมย์   เป็นวัดเก่าแก่ มีอุโบสถหลังเก่าที่งดงามมากอยู่ในตัวอำเภอคลองขลุง
วัดจันทาราม ตำบลวังแขม หลวงพ่อศรีมงคลที่ศักดิ์สิทธิ์. และมีวิหารหลวงพ่อศรีมงคลที่อายุร้อยกว่าปี และโบสถ์ที่วัดอัมพาพนาราม ที่ตำบลวังไทร คลองขลุง งดงามน่าไปชมอย่างยิ่ง
แม่น้ำปิง ในช่วงอำเภอคลองขลุงกว้างใหญ่ไพศาลและงดงามมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจริญของอำเภอคลองขลุง ข้ามฝากมาฝั่งตำบลท่ามะเขือจนหมดสิ้น แต่โชคดีที่ยังมีสะพานเชื่อมตัวอำเภอคลองขลุงกับตำบลท่ามะเขือ จึงทำให้ติดต่อกันอย่างง่ายดาย
โรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญของอำเภอคลองขลุงคือ บริษัท เบียร์ไทย (1991)  จำกัด สาขากำแพงเพชร
      เสน่ห์ของอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร ยังฝังแน่นกับคำขวัญประจำอำเภอคลองขลุง ที่ว่า
  ดินแดนหลวงพ่อปลอดภัย     ผลไม้รสดี      มีชื่อไม้ดอกไม้ประดับ ...................อยู่เสมอมานานแสนนาน

                                                         บทโทรทัศน์ อ. สันติ อภัยราช

 96 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2017, 08:11:29 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
 เรื่อง
พระเจ้าเสือ วีรกษัตริย์ นักพัฒนา ยอดกตัญญุตา ต่อแผ่นดิน
การแสดงแสงเสียง ประกอบจินตนาการ ในงานประจำปี วัดโพธิ์ประทับช้าง
 อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร
๑๑ เมษายน ๒๕๖๐ เวลา ๒๐.๐๐ น.
จัดโดยองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ประทับช้าง
........................

องก์ นำ   ๓ นาที
องก์ที่ ๑  ถิ่นประสูติ  พระเจ้าเสือ โพธิ์ประทับช้าง    ( ๙ นาที)
องก์ที่ ๒ กษัตริย์สร้าง วีรกรรมกู้   พระพุทธศาสนา   (๙ นาที)
องก์ที่ ๓ ปรมาจารย์  การต่อสู้   กู้นัครา (พันท้ายนรสิงห์)  (๑๙ นาที)   
องก์ที่ ๔ สร้างพัฒนา  วัดโพธิ์ประทับช้าง  กลางใจชน  ( ๙ นาที)
องก์สรุป  ๓ นาที
บทโดย อ.สันติ อภัยราช








องก์นำ    ( ๓ นาที )
ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน  เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่  8  พระพุทธเจ้าเสือ หรือสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 29 แห่งราช อาณาจักรอยุธยา พระองค์ประสูติเมื่อ พระพุทธศักราช  2204  ณ แผ่นดินแห่งวัดโพธิ์ประทับช้าง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
 องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ประทับช้างอำเภอโพธิ์ประทับช้างจังหวัดพิจิตร ภูมิใจที่นำเสนอ กฤษฎาภินิหารแห่ง สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่  8  พระพุทธเจ้าเสือ กษัตริย์ยอดกตัญญู ต่อแผ่นดิน พระมหากษัตริย์ผู้รักและกตัญญูต่อบ้านโพธิ์ประทับช้างแผ่นดินเกิด เสกสร้าง วัดโพธิ์ประทับช้างที่มี สถาปัตยกรรมอันล้ำเลิศ วิจิตรการตา งดงามหาที่เปรียบมิได้ เป็นมรดกล้ำค่า ของชาวพิจิตรและประเทศไทยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ชาตินิยมมากที่สุด ทรงปกป้อง มิให้ชาติไทย เปลี่ยนพระพุทธศาสนา และ ไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาวตะวันตก พระเกียรติคุณ และพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินยังฝังแน่นอยู่ในจิตใจของคนไทยทุกคนไม่รู้ลืม
         เพื่อแสดงความคารวะ ในพระมหากษัตริยาธิราช และดวงพระวิญญาณของพระมหากษัตริย์ ที่ทรงคุณต่อแผ่นดินไทย  โปรดยืนขึ้น เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ (เพลงสรรเสริญพระบารมี)
องก์ที่ ๑
องก์ที่ ๑  ถิ่นประสูติ  พระเจ้าเสือ โพธิ์ประทับช้าง    ( ๕ นาที)
ลุศักราช ๒๒๐๔ ในแผ่นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระนารายณ์เป็นเจ้า  เสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระพุทธชินราช และพระพุทธชินสีห์ ที่เมืองพิษณุโลก  ขณะถึงตำบลโพธิ์ประทับช้าง พระพันปีหลวง พระนางกุสาวดี พระราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่  พระสนมในสมเด็จพระนารายณ์ ที่ทรงพระนางพระราชทานแด่พระเพทราชา นายกรมช้าง โดยเสด็จพระราชดำเนินด้วยด้วย พระนางกุสาวดีทรงพระครรภ์แก่  ประสูติพระพุทธเจ้าเสือระหว่างต้นโพธิ์กับต้นมะเดื่อในเดือนอ้าย ปีขาล  และนำรกใส่ผอบเงินไปฝังใต้ร่มเงาต้นมะเดื่อ จึงขนานนาม พระเจ้าเสือ ว่า เจ้าเดื่อ หรือนายเดื่อ เพราะเหตุสำคัญนี้  
พระนารายณ์   เจ้าเด็กน้อย คนนี้ มีลักษณะมหาบุรุษ จะมีบุญญาธิการหนัก เหนือผู้คนทั้งปวง  เราจักขนานนามให้ว่า เจ้าเดื่อ เพราะได้ฝังรกราก ไว้ที่โคนมะเดื่อ ที่ตำบลโพธิ์ประทับช้าง แขวงเมืองพิจิตร แห่งนี้ ขอให้นายกรมช้างพระเพทราชา และพระนางกุสาวดี ได้เลี้ยงดูให้ดี เด็กคนนี้ จะพิทักษ์พระพุทธศาสนา และราชบัลลังก์ ไว้ด้วยชีวิต ขอให้เจ้าเดื่อเติบโตเป็นหลักชัยของราชอาณาจักรอยุธยาของเราสืบไป
พระเพทราชา  ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า ขอองค์สมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้า ไม่ต้องปริวิตก ข้าพระพุทธเจ้า พระเพทราชาและพระพระนางกุสาวดี จะทรงเลี้ยงพระราชโอรสของพระองค์ ให้ดีที่สุด ถวายด้วยชีวิต แด่พระองค์พระพุทธเจ้าข้า และจะสั่งสอนให้เจ้าราชบุตรเมื่อเติบใหญ่ขึ้น จะต้องมีความกตัญญูต่อแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา พระพุทธเจ้าข้า
พระนางกุสาวดี  ขอพระราชทานบรมราชานุญาต กระหม่อมฉัน พระนางกุสาวดี พระราชธิดาแห่งเจ้านครเชียงใหม่ จะดูแลเจ้าเดื่อราชโอรส ไว้ให้ดีที่สุด และเชื่อมั่นว่า เมื่อเติบใหญ่เจ้าเดื่อ จะดูแลบ้านเมืองราชอาณาจักรอยุธยา อย่างวิเศษ ขอพระองค์ทรงพระเจริญพระพุทธเจ้าข้า
พระนารายณ์  เมื่อท่านทั้งสอง รับปากว่าจะดูแลเจ้าราชบุตร ให้ดีที่สุด ข้าก็หมดห่วง เชื่อมั่นว่าเจ้าเดื่อเติบโตขึ้นจะเป็นที่พึ่งพาแก่อาณาประชาราษฎร์ มาเรามาเฉลิมฉลองกัน
การแสดง ๑ชุด    รำอวยพรอ่อนหวาน / รำกฤษฎาภินิหาร / รำดอกไม้เงินดอกไม้ทอง /หรือ กลองยาว ๑ชุด (๔ นาที)
องก์ที่ ๒ กษัตริย์สร้าง วีรกรรมกู้   พระพุทธศาสนา   (๙ นาที)
เมื่อนายเดื่อ เจริญวัยขึ้น พระเพทราชา  บิดาบุญธรรม นำนายเดื่อมาถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ในสมเด็จพระนารายณ์ เป็นที่โปรดปรานและเสน่หา ของสมเด็จพระนารายณ์ยิ่งนัก ไม่ว่านายเดื่อจะทำผิดสิ่งใด ก็มิเคยได้รับพระอาญาจากพระองค์ เพราะพระนารายณ์ทรงทราบดีว่า นายเดื่อเป็นราชโอรส นอกเศวตฉัตร ของพระองค์ และเป็นธรรมเนียมกษัตริย์แต่โบราณที่พระองค์ใดจะขึ้นเป็นกษัตริย์ จะต้องมีพระมารดา เป็นคนไทย เท่านั้น พระนารายณ์พระราชทานตำแหน่งนายเดื่อมหาดเล็ก เป็นหลวงสรศักดิ์ ในฐานที่เชี่ยวชาญการใช้อาวุธทุกชนิดและคิดค้นศาสตร์สำคัญคือ แม่ไม้มวยไทย ได้อย่างเจนจบทุกกระบวนท่า เป็นที่เลื่องลือ ไปถึง เขมรลาว หลวงสรศักดิ์ระดมคนหนุ่ม สร้างกองทัพนักมวยขึ้น ที่บ้านของตน
ลุศักราช  ๒๒๓๑ สมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้า พระองค์มีแต่พระราชธิดา ไม่มีราชโอรส คงมีแต่หม่อมปิยะ ราชโอรสบุญธรรม ซึ่งมีพระราชประสงค์จะให้ขึ้นครองราชย์ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์        ทำหน้าที่สมุหนายก สนับสนุน พระปิยะ ให้นับถือศาสนาหนึ่ง และให้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระนารายณ์ ซึ่งพระเพทราชา และหลวงสรศักดิ์ ไม่เห็นด้วย  ท่านทั้งสอง  ถือหลักชาตินิยม และศาสนาพุทธนิยม  อย่างมั่นคงจึงเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น
เจ้าพระยาวิชาเยนทร์  (กล่าวกับชาวต่างชาติและคนไทยที่จงรักภักดีต่อเขารวมถึงพระมหาราชครูด้วย)เราเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ สมุหนายก แห่งราชอาณาจักรอยุธยาจะต้องให้คนไทยเข้ารีต ให้ได้ ขณะนี้พระปียะราชโอรสบุญธรรม ของพระนารายณ์ ลูกศิษย์ของเรา เข้ารีตเรียบร้อยแล้ว เมื่อสิ้นบุญพระนารายณ์ พระปียะขึ้นครองราชย์ คนอยุธยาทั้งหมด จะเข้ารีตเหมือนเราและเราจักต้องสึกพระภิกษุที่เก่งกล้าสามารถออกมารับราชการให้หมด จะได้ไม่มีใครสามารถขัดขวางเราได้ ฮะฮ้าๆๆๆ
พระมหาราชครู  เราต้องนำความไปกราบทูลพระนารายณ์ ให้ทรงทราบ ถึงความนัยที่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ จะนำคนไทยในกรุงศรีอยุธยาเข้ารีต พุทธศาสนาจะสิ้นไปจากอยุธยา
พระนารายณ์ (เสด็จมาที่ศาลามหาราชครูมหาราชครูเข้าเฝ้า ) ท่านมหาราชครู เรามีภารกิจสำคัญให้ท่านทำ ขณะนี้คนไทยของเรา ฝักใฝ่ ในลัทธินอกศาสนา ไม่สนใจเรียนรู้เรื่องของไทย แม้แต่ภาษาไทย เราอยากให้ท่านมหาราชครูนิพนธ์แบบเรียนภาษาไทยขึ้นสักเล่ม เพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้ ไม่ไปเข้ารีตกันหมดหลักสูตรและเนื้อหาแล้แต่ท่านมหาราชครูวัตถุประสงค์คือ ให้เด็กไทย เรียนรู้เรื่องของคนไทยและภาษาไทยให้แตกฉานข้าจะให้เด็กอยุธยา ทุกคนที่เรียนจบเข้ารับราชการ จะได้ไม่ต้องไปสึกพระเก่งๆมาหมด ทำได้ไหมท่านมหาราชครู
มหาราชครู  ข้าพระพุทธเจ้า จะไปกราบบังคมทูลเรื่องนี้อยู่พอดี พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงปราขญ์เปรื่องยิ่งนัก ทราบพระเนตรพระกรรณทุกเรื่อง  ข้าพระพุทธเจ้า จะแต่งหนังสือแบบเรียนภาษาไทยเรื่องหนึ่งให้กุลบุตรได้เรียน ให้ชื่อหนังสือว่า จินดามณี ที่แปลว่าแก้วสารพัดนึก พระพุทธเจ้าข้า
พระนารายณ์ ดีมากเลยท่านมหาราชครูเราหมดห่วงเรื่องการเข้ารีตของเด็กไทยไปได้อย่างหนึ่งแล้ว
เราจะเปิดสำนักเรียนจินดามณี ในราชสำนักของเรา
ในท้องพระโรง
เมื่อพระนารายณ์เสด็จออกว่าราชการ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ไปกราบบังคมทูลฟ้องว่า
เจ้าพระวิชาเยนทร์  อาญาเป็นล้นเกล้า บัดนี้หลวงสรศักดิ์ชกเอาปากข้าพระพุทธเจ้า ฟันหักไปสองซี่ ข้าพระพุทธเจ้าสิ้นสมปฤดีล้มสลบลงอยู่ ปิ้มประหนึ่งจะถึงแก่ชีวิต ข้าพระพุทธเจ้าได้ความเจ็บอายแก่ข้าราชการทั้งหลายทั้งปวงเป็นอันมาก ขอทรงพระกรุณาโปรดลงพระราชอาญาแก่หลวงสรศักดิ์จงหนัก แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าจึ่งจะสิ้นความเจ็บอายพระพุทธเจ้าข้า
สมเด็จพระนารายณ์  ท่านทะเลาะวิวาทกับมันหรือประการใด ท่านสมุหนายก
เจ้าพระยาวิชาเยนทร์   ข้าพระพุทธเจ้าจะได้ทะเลาะวิวาทถุ้งเถียงกับหลวงสรศักดิ์สิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้นหามิได้ พระพุทธเจ้าข้า อยู่ดีๆก็ชกที่ปากข้าพระพุทธเจ้า เลยพระพุทธเจ้าข้า
สมเด็จพระนารายณ์  ตำรวจหลวง จงไปเอาตัว หลวงสรศักดิ์ มาลงโทษ นะบัดนี้ ทำอะไรตามใจตนเองไม่ได้
ที่พระนครศรีอยุธยา
เจ้าแม่วัดดุสิต ( ซึ่งเป็นมารดาเจ้าพระยาโกษาเหล็ก เจ้าพระยาโกษาปาน แลเป็นพระนมผู้ใหญ่ของสมเด็จพระนารายณ์ พระพุทธเจ้าอยู่หัวนั้นหลวงสรศักดิ์ ถวายบังคมแล้วก็กราบทูลแถลงการอันเจ้าพระยาวิชเยนทร์กระทำให้ร้อนในพระพุทธศาสนาดั่งนั้น แลได้กราบทูลพระกรุณาแล้วก็มิได้เอาโทษ
หลวงสรศักดิ์   ข้าพเจ้ามีความโทมนัสถึงพระพุทธศาสนา อันเจ้าพระยาวิชเยนทร์จะทำให้พระพุทธศาสนาให้พินาศเสื่อมสูญดั่งนั้น จึ่งชกเอาปากเจ้าพระยาสมุหนายก แล้วก็หนีลงมา แลบัดนี้สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธ จะลงพระราชอาญาแก่ข้าพระพุทธเจ้า ขอจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม อัญเชิญเสด็จขึ้นไปขอพระราชทานโทษ ข้าพระพุทธเจ้าครั้งหนึ่งเถิด ?
 ( เจ้าแม่ผู้เฒ่าได้ทรงฟังดั่งนั้นก็เห็นโทษ อันเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ทำผิด จึ่งเสด็จด้วยเรือพระที่นั่งขึ้นไปยังเมืองลพบุรี แลเสด็จถึงฉนวนน้ำประจำท่า ก็พาหลวงสรศักดิ์ขึ้นไปยังพระราชวัง แลให้ยับยั้งอยู่นอกลับแลก่อน แล้วก็เสด็จเข้าเฝ้าข้างใน    พระนารายณ์  พระมารดาเสด็จมาจากอโยธยาถึงพระนครลพบุรี ดูมีเรื่องร้อนพระทัย มีอะไรให้ลูกได้ช่วยเปลื้องทุกข์ ให้พระมารดา โปรดแสดงด้วยพระเจ้าข้า
เจ้าแม่วัดดุสิต  พระมารดา แจ้งว่า เจ้าเดื่อ มันทำผิดร้ายแรงนัก ชกปากเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ถึงสลบและฟันหัก ๒ ซี่  แม่จะขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่มันสักครั้ง  มันเล่าให้พระมารดาฟังว่า เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ จะนำ ศรีอโยธยา เข้ารีตฝรั่ง  และจะเป็นผู้สำเร็จราชการเองจริงหรือ พระมารดา ยึดมั่น ในบวรพระพุทธศาสนา รับไม่ได้เช่นกัน  เจ้าเดื่อ มันรักชาติและพระพุทธศาสนายิ่งชีพมันจึงกระทำการอุกอาจ พระมารดา ว่า แค่ว่ากล่าวตักเตือน น่าจะพอเพียงกับความผิด เมื่อเทียบกับความผิดของ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ทีจะให้ พวกเราเปลี่ยนพระศาสนา และสึกพระเก่งๆไปรับราชการ จำนวนมาก จนพระพุทธศาสนา เสื่อมถอย  แม่ขอเจ้า นะ
พระนารายณ์    พระพุทธเจ้าข้า สมเด็จแม่ ข้าจะเรียกเจ้าเดื่อ มาว่ากล่าวตักเตือน ข้าเองก็รักเจ้าเดื่อประดุจเลือดในอก เช่นกัน
ตั้งแต่นั้นมา หลวงสรศักดิ์ เป็นที่หวาดกลัวและเกรงใจของ กองทัพ ต่างชาติ ที่อยู่ในพระนครลพบุรีและ บรรดาข้าราชการทั้งปวง ที่ไม่พอใจ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ มาเข้ากับหลวงสรศักดิ์เป็นอันมาก
สมเด็จพระนารายณ์นั้นทรงประชวรอยู่ที่พระที่นั่งสุทธาสวรรย์  เมืองลพบุรี  พระเพทราชา  กับ  หลวงสรศักดิ์  เห็นว่า  พระเจ้าเหนือหัวทรงมีพระอาการหนัก  ไม่ทรงหายประชวรแน่แล้ว  จึงสั่งให้ตั้งกองทหารล้อมรักษาพระราชวังอย่างกวดขัน  แล้วทำการล่อเอาตัวพระปียะ  ไปประหารชีวิตเสียแล้วทำการจับเอาตัวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์มาไต่สวนกล่าวโทษว่า  เจ้าพระยาวิชาเยนทร์นั้นเป็นกบฏจะชิงราชสมบัติให้พระปียะ  ด้วยประสงค์จะเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเสียเอง  เมื่อสอบสวนแล้วก็ให้เอาตัวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ไปประหารชีวิตเสียที่ทะเลชุบศร
ขณะนั้นพระเพทราชา บิดาหลวงสรศักดิ์ ได้มุ่งที่จะทำการกำจัดพวกฝรั่งเศสที่อยู่ในอาณาจักรสยาม  โดยเฉพาะทหารฝรั่งเศสที่ประจำอยู่ป้อมเมืองธนบุรีศรีสมุทร  จึงมีเหตุการณ์สู้รบกันขึ้น  ต่อมาสมเด็จพระนารายณ์ที่ทรงประชวรอยู่เมืองลพบุรีนั้นสวรรคตลงเมื่อ  พ.ศ. 2231  เจ้านายฝ่ายราชวงศ์นั้นได้หมดสิ้นลงแล้ว  และเวลานั้นมีเหตุการณ์สู้รบกับทหารฝรั่งเศสอยู่  จึงทำให้ข้าราชการทั้งปวงจำต้องเชิญพระเพทราชาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาต่อมา  เป็นการเริ่มต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง  เมื่อพระเพทราชาได้ราชสมบัติ หลวงสรศักดิ์ ก็ได้รับสถาปนาเป็นมหาอุปราช มีฐานะคล้ายเป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ของอยุธยาแต่บัดนั้น
เมื่อพระเพทราชาสวรรคตแล้ว หลวงสรศักดิ์ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็มสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่  8  หรือ  สมเด็จพระเจ้าเสือ ตั้งแต่นั้นมา
องก์ที่ ๓ ปรมาจารย์  การต่อสู้   กู้นัครา (พันท้ายนรสิงห์)  (๑๙ นาที)
   พระเจ้าเสือปลอมตัว   (ทิดเดื่อ)  เราได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ไอ้อ่อน ประชาชนเขามุงดูอะไรกันที่แม่น้ำ ไปดูซิ
   อ่อน(มหาดเล็กคู่ใจ)  เสียงเหมือนเล่นเพลงเรือ เราไปชมกัน เลยนะขอรับ พระพุทธเจ้าข้า
   ทิดเดื่อ   ไอ้อ่อน กูบอกแล้ว ไงล่ะ วันนี้เรามาฐานะเพื่อนกัน ไม่ใช่พระเจ้าแผ่นดิน พูดแบบสามัญชนกับสามัญชน
   อ่อน  พระพุทธเจ้าข้า  (พระเจ้าเสือยันโครม)
ทิดเดื่อ  กูบอกว่าไง
อ่อน  จ้า ไอ้เดื่อ   เราไปชมชาวบ้านเล่นเพลงเรือกัน มึงตามกูมา
(ในลำน้ำ มีเรือ สองลำ ลำหนึ่งมีชายทั้งลำ ลำที่ ๒ เป็นหญิงทั้งลำ กำลังร้องโต้ตอบกันอย่างสนุกสนาน เสียงดังไปทั้งคุ้งน้ำ
เพลงเรือ  ชาย
เอ่อ เออ เอิง เอย ฮ้า ไฮ้ เชี้ยบ เชี้ยบ
พี่ลงเรือ ลำยาว หมายสาว กลางน้ำ       สองมือพี่ นี้กำ(ฮ้า..) ด้ามพาย (ไฮ้)
ด้ามพาย ของพี่ อันนี้ ไม่ใช่นิด             สองมือกำ ไม่มิด (ฮ้า..) ทั้งขวาซ้าย(ไฮ้)
พายก็ยาก เต็มที พี่นี้ อึดอัด                 ต้องพายงัด พายงัด (ฮ้า..) จนตาลาย(ไฮ้)
อยากชวน นวลเนื้อ มาพายเรือ ลำนี้       ลองมาใช้ พายพี่ (ฮ้า..) สักทีไหม(ไฮ้)
เรือน้อง คมขำ ก็ลำ ใหญ่โต                เชิญมาพาย เรือโชว์ (ฮ้า..) กับพี่ชาย(ไฮ้)
ช่วยกันพาย ช่วยกันจ้ำ ลอยลำ นาวา     ให้ก้าวล้ำ นำหน้า (ฮ้า..) สู่จุดหมาย(ไฮ้)
น้องจับ พี่จับ บังคับ ใบพาย                 ถึงแล้วก็ สบาย ใจเอย
(รับ) ถึงแล้วก็ สบาย ใจเอย                น้องจับ พี่จับ บังคับ ใบพาย พี่จับ พี่จับ บังคับ ใบพายถึงแล้วก็สบาย ถึงแล้วก็สบาย สบายใจเอย ฮ้า ไฮ้ เชี้ยบ เชี้ยบ

เพลงเรือ หญิง แก้
เอ่อ เออ เอิง เอย ฮ้า ไฮ้ เชี้ยบ เชี้ยบ
พายเรือ ลำน้อย ล่องลอย กลางน้ำ         แสนรำคาญ น้ำคำ(ฮ้า) ผู้ชาย (ไฮ้)
คุยนัก คุยหนา คุยว่าพาย ไม่เล็ก           โถแค่พาย เด็กเด็ก(ฮ้า) น่าอับอาย(ไฮ้)
เห็นพาย ของพี่ อันนี้นึก สงสาร             สู้พายเด็ก อนุบาล(ฮ้า) ยังไม่ได้(ไฮ้)
ด้ามโค้ง ปลายคด น่าสลด หดหู่            แถมยังสั้น จุ๊ดจู๋ (ฮ้า) ทู่ตรงปลาย(ไฮ้)
รูปพาย อย่างนี้ เห็นที พายไม่ทน           พายนิด ก็นั่งบ่น(ฮ้า) ทนไม่ไหว(ไฮ้)
จะมา ชวนน้อง ให้ลองใช้ พายพี่            ให้น้องใช้ ฟรีฟรี (ฮ้า) ไม่สนใจ(ไฮ้)
เบื่อคน คุยโว โม้กัน เกินไป                  นี่มันเป็น นิสัย ชายเอย
(รับ) นี่มันเป็น นิสัย ชายเอย             เบื่อคน คุยโว โม้กัน เกินไป คุยโว คุยโว โม้กัน เกินไปนี่มันเป็น นิสัย นี่มันเป็น นิสัย นิสัย ชายเอย ฮ้า ไฮ้ เชี้ยบ เชี้ยบ
ทิดเดื่อ  อีสาวเพลงเรือนั่นใครวะ ต้องตากูจังเลย สวยสะดุดตากูจัง อยากรู้จัก
อ่อน   ได้ยินเพื่อนๆเขาเรียกกันว่า อีนวล  มันขึ้นจากเรือแล้ว นวลๆ(ไอ้อ่อนเรียกเสียงดัง)
นวล  เสียงใครเรียกกูวะ กูว่ามันไม่ใช่คนบ้านเราว่ะ หน้าตาพิกล แต่ไอ้คนที่มากับมันสง่างาม เหมือนไม่ใช่พวกเรา ชาวบ้าน
อ่อน นวล เพื่อนข้าทิดเดื่อ อยากรู้จักเจ้า เขาชอบเจ้า หยุดคุยสักคำสองคำสิ
นวล พวกมึงมีอะไรจะคุยกับกูรึ กูไม่มีอะไรจะคุยกับพวกมึง คนต่างถิ่น
ทิดเดื่อ แม่คุณ แม่นวล ฉันชอบแม่นวล ร้องเพลงเรือเพราะจับใจฉันเหลือเกิน อยากรู้จักแม่คุณ
นวล ฉัน เป็นสาวชาวบ้าน เป็นลูกครูมวย ฉันมีคนรักแล้ว ชื่อพี่สิน คนเล่นเพลงเรือกับฉันเมื่อกี้ไงล่ะ  
      ขอบคุณพี่ทิดที่ชอบฉัน แต่ฉันชอบใครไม่ได้แล้วล่ะ
สิน  นวลมีอะไรหรือ ไอ้ทิดนี้มันทำอะไรนวล บอกพี่มา พี่จะจัดการให้
นวล ไม่มีอะไร หรอกพี่สินพี่ทิด เขาชอบฟังเพลงเรือ เขาเลยมาทักฉัน ไม่มีอะไรจริงๆ
สิน  (เดินเข้ามาหาทิดเดื่อ)  พี่ทิดมีอะไรหรือ  กับนวลมัน
ทิดเดื่อ  ข้าชื่อทิดเดื่อ มาจากพระนครศรีอยุธยา กับไอ้อ่อนเพื่อนข้า  บอกตามตรง ข้าชอบแม่เพลง
เรือนางนวล คนนี้ เจ้าชื่อสินหรือ ยกนางนวลให้ข้าได้ไหม ข้าชอบมันมาก
สิน  ได้ซิ ถ้าเจ้า ชกชนะข้า มาลองกันสักตั้ง ในวิเศษชัยชาญ ไม่มีใครรับเชิงมวยไอ้สินได้ (นวลปราดเข้ามาห้าม) นวลเองถอยไป ข้าไม่อยากให้คนต่างถิ่น มาดูถูกคนบ้านนอกอย่างเรา และข้าเชื่อมั่นว่า ในสิบหัวเมือง ไม่มีใครรับมือเชิงมวยข้าได้ ข้าเป็นศิษย์เอก ครูเมือง พ่อเองไม่ใช่หรือ ไม่ต้องกลัวข้าไม่มีทางพ่ายแพ้ ข้าต้องสั่งสอนไอ้คนสามหาวคนนี้
ทิดเดื่อ ข้าได้ยินว่า ครูมวยชื่อครูเมือง ดังไปถึงอยุธยา นี่หรือไอ้สิน ศิษย์เอกครูเมือง ดีล่ะข้าอยากสู้กับคนดีมีฝีมือมวยมานานแล้ว มาเข้ามา
ทั้งสอง ไหว้ครูอย่างงดงาม ในท่วงท่าของมวยไทย มวยเอกแห่งวิเศษชัยชาญ พบกับมวยเอกจากเมืองหลวง ผู้คนล้อมวงเข้าชมเป็นจำนวนมาก ทุกคนถือหาง เจ้าสิน มีไอ้อ่อนเท่านั้นที่ถือหางทิดเดื่อ เมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้น
   ทั้งสองผลัดกันรุก ผลัดกันรับ ด้วยมีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทิดเดื่อปล่อยหมัดเด็ดที่ปลายคางเจ้าสิน ล้มลง ครูเมืองปราดเข้าไปนับถึงแปด เจ้าสินลุกขึ้น ตะลุยเตะซ้ายขวา จนทิดเดื่อถอยกรูด ตั้งตัวไม่ทันล้มลง ครูเมืองปราดเข้าไปนับ ทันใดมีทหารหลวง ๓-๔ คนวิ่งเข้ามา ทำท่าป้องกันทิดเดื่อ
พระยาราชสงคราม (ตวาด) ถอยไปพวกมึงรู้ไหม คนที่มึงทำร้าย คือพ่ออยู่หัว ของพวกมึง พระเจ้าเสือ ไอ้พวกนี้จะต้องถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร
ทิดเดื่อ  พวกมึงออกไป ไม่ต้องมาช่วยกู กูจะสู้กันตัวต่อตัว ให้รู้แพ้รู้ชนะ ไปออกไป
อ่อน    ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท ยกโทษให้นายทหารเถิดพระเจ้าข้า เขาไม่ทราบเรื่องว่า
          พระองค์กำลังต่อสู้กับไอ้สินแบบลูกผู้ชาย มีนางนวลเป็นเดิมพัน
ทิดเดื่อ เออไม่เป็นไร หมดสนุกเลย ความแตก กูกำชับแล้ว ให้อยู่ห่างๆ ไม่ต้องมาคุ้มกันกู คนอย่างกูไม่มีใครมาทำร้ายได้ง่ายๆหรอก
พระยาราชสงคราม  ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า ข้าพระพุทธเจ้า ผ่านมาพบพอดี ขอพระราชทานอภัยโทษ ไม่ทราบว่าพระองค์กำลังสนุก คิดว่าพระองค์ถูกรุมทำร้าย ขอพระราชทานอภัยพระพุทธเจ้าข้า
ทุกคนตะลึง เมื่อทราบว่าทิดเดื่อคือ เจ้ามหาชีวิต พระพุทธเจ้าเสือ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงศรีอยุธยา
ทั้งวงทุกคนก้มลงกราบ รวมทั้ง สิน นวล และครูเมือง ต่างตัวสั่นงันงก ไม่คิดว่า ไอ้หนุ่มที่เขา เตะจนล้มไปคือ พระเจ้าเสือ
สิน  ขอเดชะ ยกโทษให้ข้า ให้นวล ให้ครูเมือง และพวกเราชาววิเศษชัยชาญ อย่าเผาพวกเราทั้งเป็นเลย ขอรับ พวกเราไม่ทราบจริงๆว่าเป็นพระเจ้าเสือเจ้าชีวิต ของพวกเรา
ทิดเดื่อ ข้าโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้เลยหรือ เอะอะก็จะเผาทั้งเป็น ข้าไม่โหดเช่นนั้นหรอก ไอ้สิน ข้าชอบฝีมือเอง วะ ไปอยู่กับข้าไหม ข้าจะให้เป็นราชองครักษ์ติดตามข้าไปทุกแห่ง แล้วอีนวล เองจะยกให้ข้าไหม ครูเมือง ข้าขอมันกับเอง
สิน ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ไม่มีความรู้อะไรเลย นอกจากเชิงดาบและเชิงมวย ข้าพระพุทธเจ้าไม่อยากรับราชการ พระพุทธเจ้าข้า อยากเป็นชาวบ้านอย่างนี้ ตลอดไป
ครูเมือง  ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้ากระหม่อมฉันไม่ขัดข้อง เรื่อง อีนวล จะไปเป็นสนมของพระองค์  
ทิดเดื่อ ไอ้สินมึงว่าไง จะยกอีนวลให้กูไหม กูให้พวกมึงไปตัดสินใจหนึ่งคืน พรุ่งนี้ไปหากู ที่เรือพระที่นั่งเอกชัย ท้ายเมือง วิเศษชัยชาญ
พระเจ้าเสือเสด็จจากไป อย่างรวดเร็ว
นวล (โผมาหาสิน) พี่สิน ฉันจะทำอย่างไรดี พรุ่งนี้ฉันต้องไป เป็นเมียพระเจ้าเสือแล้ว ไม่มีใครกล้าขัดพระราชโองการหรอก หรือพี่พาฉันหนีไปคืนนี้ หรือให้ฉันจะเป็นของพี่ก่อน พระเจ้าเสือพี่สินเราจะทำอย่างไรดี
(ทิดเดื่อและไอ้อ่อนแอบอยู่ข้างประตูบ้านของนวล)
สิน (เปิดเพลงน้ำตาแสงใต้)  ไม่ได้หรอกนวล พระองค์คือเจ้าชีวิตของเรา เราจะต้องซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระองค์ เราทำอะไรที่ผิดประเพณีไม่ได้ ข้ารักเองเพียงใด เองรักข้าเพียงใด ข้าจะไม่ยอมทำผิด ต่อพ่ออยู่หัวของเรา
นวล ฉันจะรักพี่สินตลอดไป พรุ่งนี้ ฉันจะก้มหน้า รับชะตากรรมของฉัน
เรือเอกชัยค่อยๆเคลื่อนมา เสียงร้องเห่เรือดังเข้ามาใกล้   พระเจ้าเสือประทับบนพระที่นั่งเรือเอกชัย  พร้อมไพร่พล และคนสนิท ประชาชนจำนวนมาก มาเข้าเฝ้ารับเสด็จที่ท่าน้ำ
พระเจ้าเสือ (องค์ใหม่ ) ว่าอย่างไร ครูเมือง  มึงพร้อมหรือยังที่จะให้อีนวลแต่งงาน
ครูเมือง พร้อมแล้วพระพุทธเจ้าข้า แล้วแต่พระองค์จะทรงโปรด
พระเจ้าเสือ  อีนวลเข้ามาใกล้ๆกู (นวลก้มกราบพระบาท)  ไอ้สิน เข้ามา ใกล้อีนวล กูพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยา ขอประกาศว่า ให้ไอ้สินและอีนวล แต่งงานกัน กูขอให้มึงทั้งสองครองรักกันตราบนิรันดร์ (เจ้าเสือหลั่งน้ำพระพุทธมนต์รดศีรษะคนทั้งสอง ) และกูประกาศว่าให้ไอ้สิน รับตำแหน่ง พันท้ายนรสิงห์ คนถือท้ายเรือพระที่นั่งกูตลอดไป (ทั้งสองก้มกราบ  ปิดไฟ)
องก์ที่ ๔ สร้างพัฒนา  วัดโพธิ์ประทับช้าง  กลางใจชน  ( ๙ นาที)
พระเจ้าเสือ  (ทรงเรือพระที่นั่งเอกชัย จอดเรือหน้าเมือง มีพระมหาราชครูออกมาอ่านพระบรมราชโองการความว่า)
พระมหาราชครู (อ่านบรมราชโองการ)
            ลุศักราชได้   ๑๐๖๑   ปี เถาะ  เอกศก (พ.ศ. ๒๒๔๒) สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระราชดำริถึงภูมิชาติแห่งพระองค์  ซึ่งสมเด็จพระพันปีหลวง ตรัสบอกไว้แต่ยังทรงพระเยาว์อยู่นั้นว่า   เมื่อศักราช  ๑๐๒๔  ปี ขาล  อัฐศก (พ.ศ. ๒๒๐๕) แต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จบรมพิตรพระนารายณ์เป็นเจ้า  เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปนมัสการพระพุทธปฏิมากรพระชินราช  พระชินสีห์   ณ  เมืองพิษณุโลก  ทรงพระกรุณาให้มีการมหรสพถวายพุทธสมโภชคำรบ   ๓  วัน   ครั้งนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในพระบรมโกศพาเอาสมเด็จพระพันปีหลวงตามเสด็จขึ้นไปด้วย  ขณะนั้นสมเด็จพระพันปีหลวงทรงพระครรภ์แก่  จึงประสูติพระองค์ที่ตำบลบ้านโพธิ์ประทับช้าง  แขวงเมืองพิจิตร  ในเดือนอ้าย  ปีขาล อัฐศก  แล้วจึงเอารกที่สหชาตินั้นใส่ลงในผอบเงิน  เอาไปฝังไว้หว่างต้นโพธิ์ประทับช้าง และต้นมะเดื่ออุทุมพร  ต่อกันนั้น  เหตุนั้นจึงได้นามกรชื่อ  มะเดื่อ   และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระราชดำริระลึกถึงที่ภูมิชาติ  อันพระองค์ประสูติ  ณ  แขวงหัวเมืองฝ่ายเหนือ  เป็นที่มหามงคลสถานอันประเสริฐสมควรจะสร้างขึ้นเป็นพระอาราม  
         จึงมีพระราชดำรัสสั่ง สมุหนายก ให้เกณฑ์กันขึ้นไปสร้างพระอาราม  ตำบลบ้านโพธิ์ประทับช้าง  มีพระอุโบสถ  วิหาร  มหาธาตุเจดีย์  ศาลาการเปรียญ และกุฎีสงฆ์พร้อมเสร็จ  และสร้างพระอารามนั้นสองปีเศษ  จึงจะสำเร็จ  ในปีมะเส็ง ตรีศก  จึงสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จด้วยพระชลวิมานโดยกระบวนนาวาพยุห  ขึ้นไปพระอารามตำบลโพธิ์ประทับช้างนั้น และท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาท  ซึ่งขึ้นไปคอยรับเสด็จโดยสถลมารคนั้นก็เป็นอันมาก  แล้วทรงพระกรุณาให้มีการฉลอง และมีการมหรสพคำรบสามวัน  ทรงถวายไทยทานแก่พระสงฆ์เป็นอันมาก  และทรงพระราชอุทิศถวายเลขข้าพระไว้สำหรับอุปฐากพระอาราม  ๒๐๐  ครัว  และถวายพระกัลปนาขึ้นแก่พระอารามตามธรรมเนียม  แล้วทรงพระกรุณาตั้งเจ้าอธิการ  ชื่อ  พระครูธรรมรูจีราชมุนี อยู่ครองพระอาราม ถวายเครื่องสมณบริขารตามศักดิ์พระราชาคณะแล้วเสร็จ  ก็เสด็จกลับยังพระนครศรีอยุธยา จำเดิมแต่นั้นมา  พระอารามนั้นให้เรียกว่า    วัดโพธิ์ประทับช้าง
                                   “””””””””””””””””””””””
องก์สรุป  ๔ นาที แสดงความอาลัย ในหลวงรัชกาลที่ ๙
เนื่องในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสู่สวรรคาลัย เราชาวโพธิ์ประทับช้าง และชาว ไทยทุกคนขอ “กราบแทบพระยุคลบาท ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ข้าพระพุทธเจ้า…”
เพลง ฟ้าร้องไห้
แล้วพ่อก็จากลูกไป จากไปไม่เอ่ยคำลา
แม้ทำใจเอาไว้ล่วงหน้า ถึงเวลากลั้นน้ำตาไม่ไหว
เสียงครวญคร่ำไปทั่วขวานทอง
ความหม่นหมองครอบครองอยู่ทั่วไทย
แม้แต่ฟ้าก็ยังร้องไห้
เหมือนรู้ใจ คนไทยอาลัยอาวรณ์

พ่อเหนื่อยมานานนัก งานหนักไม่ค่อยได้พักผ่อน
พันยอดดอยร้อยทุ่งนาป่าดอน
พ่อห่วงหาอาทร พสกนิกรของพ่อ

นับตั้งแต่นี้ต่อไป คงไม่ได้เห็นหน้าพ่ออีกหนอ
ด้วยผลบุญพ่อก่อ เป็นสะพานทอดรอ
นำพ่อสู่สรวงสวรรค์

ขาดพ่อเหมือนเรือถ่อหัก เราจงรักสามัคคีกันไว้
ทำตามคำสอนของพ่อ ชาติไทยก็เดินต่อไปได้
พ่อคอยจับจ้องมองมา จากชั้นฟ้าสวรรคาลัย
ถ้าลูกทุกคนรักพ่อ จงสานต่อตามรอยพ่อไป
รักษาบ้านเมืองเอาไว้ รักษาบ้านเมืองเอาไว้
ให้พ่อภูมิใจว่าเป็นลูกพ่อ

นับตั้งแต่นี้ต่อไป คงไม่ได้เห็นหน้าพ่ออีกหนอ
ด้วยผลบุญพ่อก่อ เป็นสะพานทอดรอ
นำพ่อสู่สรวงสวรรค์

พ่อเหนื่อยมานานนัก งานหนักไม่ค่อยได้พักผ่อน
พันยอดดอยร้อยทุ่งนาป่าดอน
พ่อห่วงหาอาทร พสกนิกรของพ่อ

นับตั้งแต่นี้ต่อไป คงไม่ได้เห็นหน้าพ่ออีกหนอ
ด้วยผลบุญพ่อก่อ เป็นสะพานทอดรอ
นำพ่อสู่สรวงสวรรค์
“พระองค์จะสถิตอยู่ในดวงใจปวงชนตลอดไป ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ข้าพระพุทธเจ้า…”
ฟินาเร่ จบด้วย มาร์ช พิจิตร
https://www.youtube.com/watch?v=V9Zbhk3GC3E


  
  

 97 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2017, 09:31:17 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เป็นศิษย์เก่าดีเด่นพิบูลสงคราม
จึงสร้างความดีใจให้ผองเพื่อน
ป.กศ.รุ่นสิบหยิบดาวเดือน
ไม่ลืมเลือนเพื่อนเราสองคนนี้
คือ"สันติ อภัยราช"ปราชญ์กำแพง
ที่รู้แจ้งศิลป์ศาตร์ชาติวิถี
คือ"ประทีป สุขโสภา"เมืองธานี
้เพลงขอทานจึงมีลมหายใจ
๙๐ ปีพิบูลสงครามนามกระฉ่อน
เพื่อนอวยพรร่วมยินดีที่ยิ่งใหญ่
เป็นศักดิ์ศรีรุ่น ๑๐ ลอยลิบไกล
ขออวยชัยให้เพื่อนเรารุ่งเรืองรอง

 98 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2017, 01:43:22 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
เมืองตอเป็นแสน    ดินแดนประพาสต้น     ถิ่นคนผมแดง     แหล่งอารยธรรมโบราณ
เมืองแสนตอเป็นชื่อเดิมของ อำเภอขาณุวรลักษบุรี ตั้งอยู่บริเวณทางใต้ลุ่มแม่น้ำปิง เป็นชุมชนโบราณเรียกว่า เมืองแสนตอ สันนิษฐานว่าเป็นเมืองโบราณรุ่นเดียวกับเมืองเทพนคร เมืองไตรตรึงษ์ เมืองพาน เมืองคณฑี เมืองนครชุม เมืองซากังราว มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานในสมัยสมเด็จพระมหาจักพรรดิ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา มีบันทึกในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ  ว่าพ.ศ. 2102 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จมาคล้องช้าง ณ เมืองแสนตอ ซึ่งขึ้นกับเมืองกำแพงเพชร ได้ช้าง 40 เชือก
      ชุมชนเก่าแก่ของอำเภอขาณุวรลักษบุรี คือชุมชนเขากะล่อน บริเวณบ้านป่าพุทรา เป็นชุมชนในยุคหินใหม่มีอายุประมาณ 5,000 – 10,000 ปี จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปีพุทธศักราช 2530 พบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก อาทิ ขวานหินขัด หัวธนู กำไล ลูกปัด เศษภาชนะดินเผา จากหลักฐานดังกล่าวยืนยันได้ว่าชุมชนเมืองแสนตอเป็นเมืองเก่าแก่ก่อนประวัติศาสตร์ของจังหวัดกำแพงเพชร
       แต่เดิมอำเภอขาณุวรลักษบุรี มีฐานะเป็นกิ่งอำเภอ แยกจากอำเภอคลองขลุง มีชื่อว่า "กิ่งอำเภอแสนตอ"  ที่ว่าการกิ่งอำเภอแสนตอเดิมตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำปิง (หน้าโรงเรียนวัดน้อยวรลักษณ์ในปัจจุบัน)เนื่องจากถูกน้ำกัดเซาะจึงย้ายมาตั้งในสถานที่ปัจจุบันนี้
เมืองแสนตอ ” เป็นเมืองโบราณหลายร้อยปี ต่อมาลดฐานะมาเป็นตำบล แสนตอ เมื่อมีการตั้งกิ่งอำเภอ ทางราชการก็นำชื่อมาตั้งเป็น “ กิ่งอำเภอแสนตอ ที่เรียกว่าเมืองแสนตอเพราะ  มีตอจำนวนมากในแม่น้ำปิงช่วงนี้ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นรอ ที่เมืองแสนตอ ทำดักเรือของพม่าเมื่อไปตีกรุงศรีอยุธยา หรือ บางท่านว่า มีการตัดไม้มาก เมื่อตลิ่งพังตอเหล่านั้นได้ตกลงไปในน้ำทำให้ลำน้ำปิงช่วงแสนตอ มีตอมากมาย จึงเรียกว่าเมืองแสนตอ
กระทรวงมหาดไทยได้เสนอ ให้ตั้งชื่อใหม่ว่า “กิ่งอำเภอขาณุบุรี ” ซึ่งแปลได้ความว่า เมืองแสนตอ คงเดิม แต่ปรากฏว่า เมื่อกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศตั้งเป็นกิ่งอำเภอ ในปี พ.ศ. 2483 ได้เพิ่มคำว่า “ วรลักษณ์ ” ต่อท้ายด้วย จึงมีชื่อว่า “ กิ่งอำเภอขาณุวรลักษณบุรี ” คำว่า ” ขาณุวรลักษณบุรี ” นั้นประกอบด้วยคำว่า ขาณุ แปลว่า ตอ คำว่า วร เป็นชื่อขุนวรลักษณ์ เจ้าเมืองแสนตอในอดีต  คำว่า ลักษณ์ แปลว่า หมื่นแสน คำว่า บุรี แปลว่าเมือง เมื่อมารวมกันก็ยังมีความหมายเช่นเดิม และในปี พ.ศ. 2490 กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศยกฐานะเป็นอำเภอ และได้พิจารณาตัดพยัญชนะตัว “ ณ ” ออกไป จึงมีชื่อว่า “ อำเภอขาณุวรลักษบุรี มาจนถึงทุกวันนี้
อำเภอขาณุวรลักษบุรี แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 ตำบล 29 หมู่บ้าน   คือ   ตำบลแสนตอ   ตำบลยางสูง  ตำบลระหาน ตำบลสลกบาตร และตำบลบ่อถ้ำ ต่อมาภายหลังได้เปลื่ยนชื่อเป็น "กิ่งอำเภอขาณุบุรี" และ "กิ่งอำเภอขาณุวรลักษณบุรี" ตามลำดับ และได้ประกาศตั้งเป็น
"อำเภอขาณุวรลักษบุรี" เมื่อ พ.ศ.2490 นับว่ามีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจยิ่งนัก

เมืองตอเป็นแสน   
อำเภอขาณุ มีตออยู่ในแม่น้ำปิงจำนวนมาก ดังในบทพระราชนิพนธ์ประพาสต้นของพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ เมืองคราวเสด็จผ่าน เมืองขาณุเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๙  ทรงบันทึกไว้ว่า
ตำบลที่เรียกว่าแสนตอ จนเป็นชื่อเมืองขาณุนี้ มีตอมากจริงเรือได้โดนครั้งหนึ่ง เพราะเหตุที่เป็นที่ตลิ่งพังมาก
ในปัจจุบันในฤดูน้ำแล้ง เราไม่เห็นตอไม้ที่ตำบลแสนตอโพล่มาอีก เพราะ ตอไม้ได้เปลี่ยนแปลงมีราคามากขึ้น ผู้คน ต่างเก็บเอาไปจำหน่ายหรือนำไปประดับบ้านเรือน จีงมองไม่เห็นตอ เหลือเพียงชื่อว่า เมืองแสนตอเป็นอนุสรณ์เท่านั้น
ดินแดนประพาสต้น     
ในเดือนสิงหาคม ปีพระพุทธศักราช ๒๔๔๙ พระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จประพาสต้นหัวเมืองเหนือ เพื่อได้ทรงทอดพระเนตร ความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฎร์ด้วยพระเนตรของพระองค์ พระบารมีปกเกล้าชาวแสนตอ ในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๔๙ พระองค์ทรงบันทึกจดหมายเหตุไว้ว่า
จนเวลาย่ำค่ำขึ้นที่หาดบ้านแสนตอ เดินข้ามไปวัดสว่างอารมณ์ ตำบลที่เรียกว่าแสนตอ จนเป็นชื่อเมืองขาณุ นี้มีตอมากจริง เรือได้โดนครั้งหนึ่ง เพราะเหตุที่เป็นตลิ่งพังมาก เดินตามถนนฝั่งตะวันตก แวะเก็บอะไรต่ออะไรบ้าง มาจนถึงวัดซึ่งเป็นวัดสร้างใหม่ เรียกว่าวัดหัวเมือง ต่อแต่วัดนั้นมาถึงที่ว่าการเมือง ซึ่งยังเป็นหลังคามุงแฝกอยู่ทั้งนั้น ที่จอดเรืออยู่เหนือที่ว่าการนิดหนึ่ง
พระองค์ทรงประทับแรม ณ ที่ นี้ หนึ่งราตรี ชาวแสนตอ มีความภาคภูมิใจมากว่า ครั้งหนึ่งพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ได้เสด็จพระราชดำเนินจากวัดสว่างอารมณ์ถึงที่ว่าการเมืองแสนตอ ชาวแสนตอยังประทับใจอยู่มิรู้ลืม
ถิ่นคนผมแดง     
พระพุทธเจ้าหลวง ที่บันทึกเรื่องของคนผมแดงไว้ว่าวันที่ ๑๙ วันนี้ตื่นสายไป แล้วพระวิเชียรพาคนผมแดงมาให้ดู อันลักษณะผมแดงนั้นเป็นผมม้า แดงอย่างอ่อนหรือเหลืองแก่ ผมที่แดงนี้มาข้างพันธุ์พ่อ ถ้าผู้หญิงไปได้ผัวผมดำ ลูกออกมาก็ผมดำไปด้วย ผมแดงนั้นเปลี่ยน ๓ อย่าง แรกแดงครั้นอายุมากเข้าก็ดำหม่น ลงแก่ก็เลยขาวทีเดียว บอกพืชพันธุ์ว่า ทราบว่าตัวมาแต่เวียงจันทน์ แต่มาก่อนอนุเป็นขบถ จะได้ตั้งอยู่นานเท่าไรไม่ทราบ พูดเป็นไทยประพฤติอาการกิริยาก็เป็นไทย เฉพาะมีมากอยู่ที่เมืองขาณุ ที่กำแพงเพชรนี้มี แต่กระเส็นกระสาย
คนผมแดงในปัจจุบันยังมีอยู่หลายครอบครัว พวกเขามีความสุขและได้รับความชื่นชมและยอมรับในทุกฝ่าย ทำให้คนผมแดงภูมิใจในชาติกำเนิดของพวกเขามาก

แหล่งอารยธรรมโบราณ  เมื่อประมาณ หมื่นปี ที่ผ่านมา มีขุนเขา เหยียดยาว สามลูกต่อกัน  ใกล้ลำน้ำปิง อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วย น้ำท่า ข้าวปลา สัตว์ป่า นานาชนิด มนุษย์ยุคหิน ของกำแพงเพชร ได้อาศัยอยู่ในถ้ำและเพิงผา เขาการ้อง ซึ่งเรียกขานกันต่อมาว่าเขากะล่อน ปัจจุบัน อยู่ที่บ้านหาดชะอม ตำบลป่าพุทรา  อำเภอขาณุวรลักษบุรี  จังหวัดกำแพงเพชร จากการค้นพบขวานหินขัด ขนาดต่างๆ รวมที่ยังทำไม่สำเร็จหลายร้อยอัน หัวธนูหิน กำไลหิน ที่ติดอยู่กับกระดูกท่อนแขน สันนิษฐานว่า น่าจะมีประชากรยุคหินกำแพงเพชร อาศัยอยู่ในถ้ำเขาการ้อง หลายครอบครัว
ปัจจุบันเขากะล่อน ยังถูกทิ้งร้าง ยังไม่ได้มีการค้นคว้าและศึกษาอย่างจริงจัง น่าเสียดายว่าหลักฐานสำคัญต่างๆ จะมลายไปสิ้น
เมืองแสนตอ เป็นเมืองที่น่ามาเยือนอีกเมืองหนึ่ง เดินทางท่องเที่ยวตามคำขวัญประจำอำเภอ ก็คุ้มแล้ว
เมืองตอเป็นแสน    ดินแดนประพาสต้น     ถิ่นคนผมแดง     แหล่งอารยธรรมโบราณ
บทโทรทัศน์ อ.สันติ อภัยราช


 99 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2017, 11:06:06 am 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
อำเภอคลองลาน
คลองลานเมืองคนงาม     น้ำตกสวย   เต็มไปด้วยไม้สัก    อนุรักษ์วัฒนธรรมมากมี        ของดีเครื่องเงิน
 
อำเภอที่มีมรดกทางธรรมชาติและทิวทัศน์ที่งดงามที่สุด แห่งหนึ่งในโลก อำเภอที่มีความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์มากที่สุดในประเทศไทย อำเภอที่มีความงดงามทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตภูมิปัญญามากมาย คืออำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร  อำเภอคลองลานจึงเป็นอำเภอที่น่าจะได้รับการเยี่ยมชมมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย
อำเภอคลองลาน เดิมเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอเมืองกำแพงเพชร มีชื่อว่า " ตำบลโป่งน้ำร้อน "
 ในปี 2519 แยกตำบล ออกเป็นตำบลคลองน้ำไหล       ในปี 2520 แยกตำบลออกเป็นตำบลคลองลานพัฒนา ในปี 2521  ยกฐานะขึ้นเป็น  " กิ่งอำเภอคลองลาน "  เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2529 ได้รับการยกฐานะเป็น " อำเภอคลองลาน"
จากการสืบค้น หลายร้อยปีที่ผ่านมามีชนกลุ่มหนึ่งเป็นชาวไทยภูเขา โดยเฉพาะชาวปะกาเกอะญอ อพยพมาจากประเทศพม่าและทางตอนใต้ของจีน  เข้าไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในบริเวณป่าลานต้นน้ำตกคลองลาน ซึ่งมีต้นลานขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาทางราชการได้อพยพชาวเขาคนกลุ่มลงมาจากต้นน้ำด้วยเหตุผลสำคัญทางความมั่นคงของชาติ ชาวไทยภูเขาโดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง ได้ใช้ต้นลาน ซึ่งมีอยู่จำนวนมากมามุงหลังคาบ้าน ทำฝาบ้าน จึงเป็นที่มาของชื่อบ้านคลองลาน และได้มาเป็นชื่ออำเภอคลองลานในปัจจุบัน
อำเภอคลองลานแบ่งเขตการปกครองเป็น 4 ตำบล ได้แก่
ตำบลคลองลานพัฒนา
ตำบลคลองน้ำไหล
ตำบลโป่งน้ำร้อน
ตำบลสักงาม
คลองลานเมืองคนงาม
 
ที่คลองลานมีคนหลากหลายเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีชาวไทยภูเขา จำนวน 6 เผ่า คือ ม้ง เย้า มูเซอ ลีซอ กะเหรี่ยง และลัวะ และชาวอิสาน คนพื้นถิ่นที่อากาศดี  ทำให้สตรี ที่อำเภอคลองลาน งดงาม ด้วยผิวพรรณ หน้าตา และวัฒนธรรมประเพณี เป็นสตรีชนเผ่าที่ ที่น่าสนใจและงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
   น้ำตกสวย
 

อำเภอคลองลาน มีน้ำตกที่งดงามหลายแหล่ง อาทิน้ำตกคลองลาน น้ำตกคลองน้ำไหล น้ำตกเพชรจะขอ น้ำตกวุ้งกะสัง แต่ละน้ำตก งดงามหลากหลาย ไม่แพ้น้ำตกใดในประเทศไทย ทำให้อำเภอคลองลานจึงมีผู้มาเยี่ยมชม จำนวนมากในแต่ละปี ท่ามกลางท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม อากาศเย็นสบาย สายน้ำ ลำธาร ภูเขา ป่าไม้ และสายหมอก เป็นเสน่ห์ที่น่าชมอย่างยิ่งที่อำเภอคลองลาน
เต็มไปด้วยไม้สัก
อำเภอคลองลานเป็นเขตป่าเขามีอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง จึงเต็มไปด้วยไม้สักจำนวนมาก ทีมีขนาดใหญ่หลายคนโอบ เพราะเป็นเขตหวงห้ามมีอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง อาทิ
 อุทยานแห่งชาติคลองลาน  กำแพงเพชร อุทยานแห่งชาติคลองลาน เป็นอุทยานแห่งชาติในจังหวัดกำแพงเพชร มีพื้นที่มากกว่า 187,500 ไร่ ครอบคลุม 3 ตำบล
 อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า  คลุมตำบลโป่งน้ำร้อน และตำบลคลองน้ำไหล อำเภอคลองลานพัฒนาอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า มีพื้นที่ครอบคลุมทั้งท้องที่อำเภอคลองลาน อำเภอโกสัมพีนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร
        อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
              ครอบคลุม     พื้นที่อำเภอคลองลาน อำเภอปางศิลาทอง   มีพื้นที่ครอบคลุม อำเภอแม่วงก์ และกิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตาม
          เทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ที่สำคัญของ
              จังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ มีเนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร

อนุรักษ์วัฒนธรรมมากมี
อำเภอคลองลาน มีชนเผ่าไทยภูเขาจำนวนถึง ๖ เผ่า มีชาวอีสานมากมาย ทำให้อำเภอคลองลานจึงมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย สมควรที่จะได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง อาทิประเพณี การแต่งงาน การตาย ตลอดจนการนับถือผี และที่งดงามและมีความสุขคือ ประเพณีปีใหม่ของชาวไทยภูเขาแต่ละเผ่า น่าศึกษาและน่าชมมาก
         

 ของดีเครื่องเงิน
อำเภอคลองลานมีศูนย์ส่งเสริมหัตถกรรมเครื่องเงินชาวเขา จ.กำแพงเพชร ตั้งอยู่ที่หมู่ 9 บ้านคลองเตย เส้นทางคลองลาน - อุ้มผาง กม.ที่ 42 ศูนย์นี้จะจำหน่ายเครื่องเงินฝีมือชาวเขาเผ่าเย้า เช่น สร้อยคอ ต่างหู สร้อยข้อมือ กำไล แหวน หากสนใจจะชมวิธีการทำและซื้อเป็นของฝาก สามารถเลือกชมและซื้อได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมหัตถกรรมฯ นอกจากนั้น ในหมู่บ้าน ชาวเย้า ยังมีการทำเครื่องเงินแทบทุกบ้าน ฝีมือประณีตและงดงามเป็นอย่างยิ่ง สมควรได้เก็บเป็นของที่ระลึกและเครื่องประดับ
แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในอำเภอคลองลาน
                    1. อุทยานแห่งชาติคลองลาน มีเนื้อที่ประมาณ 300 ตารางกิโลเมตร หรือ 187,500 ไร่ อยู่ในท้องที่ตำบลคลองลานพัฒนา ตำบลคลองน้ำไหล และตำบลโป่งน้ำร้อน มีสภาพป่าเป็นป่าดงดิบเกือบทั้งหมด และเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ เช่น กระทิง เสือ เลียงผา เม่น เก้ง กวาง และหมูป่า เป็นแหล่งกำเนิดของน้ำตกที่สวยงาม อาทิ น้ำตกคลองลาน น้ำตกคลองน้ำไหล ตาดทะเล ตาดวุ้งกระสังข์ ตาดลูกไข่ หาชมได้ยากในที่เดียวกัน
                       2. น้ำตกคลองลาน สายธารที่ยิ่งใหญ่ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคลองลาน หมู่ 18  ตำบลคลองลานพัฒนา น้ำตกคลองลาน เป็นน้ำตกที่ได้ชื่อว่าสวยงามที่สุดในจังหวัดกำแพงเพชร  เกิดจากยอดขุนเขาคลองลาน ซึ่งด้านบนยอดน้ำตกเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีน้ำจากลำห้วยไหลลงมาสู่แอ่งน้ำ กลางหุบเขา เป็นวังน้ำลึก และมีลำน้ำยาว 2 กิโลเมตร  แล้วไหลผ่านหน้าผาลงมาเป็นน้ำตกคลองลาน เป็นน้ำตกสูงประมาณ 100 เมตร กว้าง 40 เมตร จึงทำให้น้ำตกคลองลาน เป็นน้ำตกสายใหญ่งามตระการ เป็นที่ตื่นตาของผู้มาเยือนจากทั่วทุกสารทิศที่พากันหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวชม และเติมความสุขให้กับชีวิตกับที่น้ำตกคลองลานสายธารที่ยิ่งใหญ่ตระการตา สุดพรรณนา
           3. น้ำตกคลองน้ำไหล หรือน้ำตกปางควาย  หมู่ 16 ต.คลองน้ำไหล สูง 9 ชั้น     แต่ละชั้นมีแอ่งน้ำและความสูงแตกต่างกัน มีลานหินกว้างเป็นสีนิลวาววับ ชั้นที่3 เหมาะสำหรับการเล่นน้ำตก ธรรมชาติงดงาม มีที่พักมากมาย กลมกลืนกับธรรมชาติได้อย่างน่าสนใจ
๔.แก่งเกาะร้อย เกิดจากคลองสวนหมากเป็นลำธารสลับด้วยแก่งหิน และหาดทรายขาวสะอาด อยู่ท่ามกลางทิวทัศน์แห่งขุนเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยแก่งหินตะปุ่มตะป่ำนับร้อยพันก้อนเรียงรายเป็นลานกว้าง มีธารน้ำไหลตลอดปี งามมาก ลำธารสามารถลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย
๕.ช่องเย็น
 เป็นจุดสูงสุดของถนนคลองลาน-อุ้มผาง สูง 1,340 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีสายลม พัดผ่านและหมอกปกคลุมอยู่เสมอ อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี และเป็นที่ดูพระอาทิตย์ตกได้อย่างสวยงามอีกจุดหนึ่ง อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียล เนื่องจากบริเวณนี้เป็นช่องเขาที่มีสายลมพัดผ่านตลอดเวลา จึงถูกขนานนามว่า “ช่องเย็น” เย็นสมนามจริงๆไม่ว่าเวลาใด เย็นเสมอ

อำเภอคลองลาน  จึงเป็นอำเภอที่น่าอยู่และน่าท่องเที่ยวมาก มีความงดงามทางธรรมชาติอย่างครบถ้วน ถ้ามีโอกาสมาท่องเที่ยวอย่าลืม อำเภอคลองลานดินแดนแห่ง 
เมืองคนงาม     น้ำตกสวย   เต็มไปด้วยไม้สัก    อนุรักษ์วัฒนธรรมมากมี        ของดีเครื่องเงิน

บท โทรทัศน์
อ.สันติ อภัยราช


 100 
 เมื่อ: มกราคม 15, 2017, 01:01:18 pm 
เริ่มโดย apairach - กระทู้ล่าสุด โดย apairach
อำเภอพรานกระต่าย
       เอกลักษณ์ภาษาถิ่น     หินอ่อนเมืองพาน        ตำนานถ้ำกระต่ายทอง     เห็ดโคนดองรสดี
เป็นคำขวัญประจำอำเภอพรานกระต่าย ที่แสดงให้เห็นภาพถึงภาพประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของอำเภอพรานกระต่ายอย่างชัดเจน อำเภอพรานกระต่ายเป็นอำเภอสำคัญอำเภอหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร
  พรานกระต่ายเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ทางเหนือของจังหวัด มีฐานะเป็นอำเภอมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โดยได้รับจัดตั้งขึ้นเป็นอำเภอเมื่อปี 2438 เป็นส่วนหนึ่งในการปกครองของจังหวัดกำแพงเพชร มีมณฑลนครเป็นหน่วยปกครองส่วนภูมิภาคอีกชั้นหนึ่ง ชื่ออำเภอ “พรานกระต่าย” มีประวัติความเป็นมาเป็นตำนานเล่าขนานกันมาหลายชั่วคนดังนี้
          เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1420 เมืองพรานกระต่ายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองบางพานมี มหาพุทธสาครเป็นกษัตริย์ ตัวเมืองตั้งอยู่ห่างจากอำเภอปัจจุบันทางทิศใต้ประมาณ 15 กิโลเมตร เมืองบางพานนั้นเจริญรุ่งเรืองมา เพราะตั้งอยู่ในที่ราบลำน้ำใหญ่ไหลผ่านจากกำแพงเพชรไปสู่ที่จังหวัดสุโขทัย จึงเป็นเส้นทางคมนาคมเมืองใหญ่และเป็นแหล่งนี้อันอุดมสมบูรณ์ บ้านเรือนเรียงขนานแน่นสองฝั่งคลอง ปัจจุบันมีเมืองเก่าแก่ทรุดโทรมอยู่ในป่ารกเป็นคันเมือง คูเมือง (วัดเก่าหลายแห่ง) หมู่บ้านในอดีตยังเป็นหมู่บ้านในปัจจุบันอยู่บ้าง เช่น วัดโคก บ้านวังไม้พาน และบ้านจำปีจำปา เป็นต้น สัญลักษณ์แห่งความเจริญสูงสุดก็คือการสร้างรอยพระพุทธบาทจำลองสัมฤทธิ์ไว้ที่ เขานางทอง บนเขานางทองใกล้เมืองบางพาน ชื่อ “นางทอง” เป็นชื่อของมเหสีพระร่วง มีถนนจากสุโขทัยผ่านอำเภอพรานกระต่ายไปถึงจังหวัดกำแพงเพชร เรียกว่า “ถนนพระร่วง”
          กล่าวกันว่าในปี พ.ศ. 1800 เศษ พระร่วงครองสุโขทัย ทรงมีนโยบายที่จะขยายอาณาเขตให้กว้างขวางและมั่นคง จึงดำริที่จะสร้างเมืองหน้าด่านขึ้นทุกทีซึ่งได้รับสั่งให้นายพรานผู้ชำนาญเดินป่าออกสำรวจเส้นทางและชัยภูมิที่มีลักษณะดี กลุ่มนายพรานจึงได้กระจายกันออกสำรวจเส้นทางต่าง ๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณแห่งนี้ได้พบกระต่ายป่าขนสีเหลืองเปล่งปลั่งด้วยทองสวยงามมาก นายพรานจึงกราบถวายบังคมทูลขอราชานุญาตจากพระร่วงเจ้าเสด็จไปติดตามจับกระต่ายขนสีทองตัวนี้มาถวายเป็นราชบรรณาการถวายแด่พระมเหสีพระร่วง นายพรานจึงกลับไปติดตามกระต่ายป่าตัวสำคัญ ณ บริเวณที่เดิมที่พบกระต่ายได้ใช้ความพยายามดักจับหลายครั้ง แต่กระต่ายตัวนั้นสามารถหลบหนีไปได้ทุกครั้ง นายพรานมีความมุมานะที่จะจับให้ได้จึงไปชวนเพื่อนฝูงนายพรานด้วยกันมาช่วยกันจับ แต่ยังไม่ได้จึงอพยพลูกหลานพี่น้อง และกลุ่มเพื่อนฝูง
ต่าง มาสร้างบ้านถาวรขึ้นเพื่อผลที่จะจับกระต่ายขนสีทองให้ได้ กระต่ายก็หลบหนีเข้าไปในถ้ำซึ่งหน้าถ้ำมีขนาดเล็กนายพรานเข้าไปไม่ได้แม้พยายามหาทางเข้าเท่าไรก็ไม่พบจึงได้ตั้งหมู่บ้านขึ้นหน้าถ้ำเพื่อเฝ้าคอยจับกระต่ายขนสีทอง           ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซึ่งต่อมาหมู่บ้านได้ขยายตัวเป็นชุมชนขนาดใหญ่จึงได้เรียกชุมชนนั้นว่า “บ้านพรานกระต่าย” และเป็นชื่ออำเภอพรานกระต่าย ในสมัยต่อมา
          ในปัจจุบันถ้ำที่กระต่ายขนสีทองหนีเข้าไปซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ถ้ำกระต่ายทอง”ได้รับการบูรณะใหม่เพื่อทำให้เป็นสัญลักษณ์ประจำท้องถิ่นและประชาชนก็เห็นความสำคัญของสถานที่นี้จำได้ช่วยกันดูแลรักษาตกแต่งบริเวณให้สะอาดมีอนุสาวรีย์ของนายพรานที่มาล่ากระต่าย มีอาคาร เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญสำหรับ หมู่บ้านสมกับเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอพรานกระต่าย          
ถ้ำกระต่ายทองจึงเป็นตำนานที่ประชาชนเล่าขานกันต่อๆ มา และกลายเป็นอำเภอพรานกระต่ายในที่สุด ในปัจจุบัน
          รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็น สยามมงกุฎราชกุมาร ในรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จ เมืองพรานกระต่ายเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2450 ได้กล่าวถึงเมืองพรานกระต่ายว่า
          ถึงบ้านพรานกระต่ายจวนเที่ยง ที่บ้านพรานกระต่ายนี้ มีบ้านเรือนหนาแน่น ทุก ๆ บ้านมีรั้วกั้นเป็นอาณาเขต สังเกต ว่าบ้านช่องดี สะอาดเรียบร้อย เป็นระเบียบ จึงเข้าใจว่าราษฎร ตามแถบนี้อยู่จะบริบูรณ์ ... สังเกตกิริยามารยาทเรียบร้อย ซึ่งทำให้เข้าใจว่าที่นี่จะเป็นเมืองอย่างโบราณกาล
   
 
 
อำเภอพรานกระต่าย แบ่งเขตการปกครอง เป็น 10 ตำบล , 129 หมู่บ้าน
ประกอบด้วยตำบล พรานกระต่าย , หนองหัววัว , ท่าไม้ , วังควง , วังตะแบก , เขาคีริส , คุยบ้านโอง , คลองพิไกร , ถ้ำกระต่ายทอง , ห้วยยั้ง
อำเภอพรานกระต่ายมีเอกลักษณ์ที่สำคัญหลายประการเช่น
เอกลักษณ์ภาษาถิ่น
อำเภอพรานกระต่ายมีเอกลักษณ์สำคัญ คือภาษาถิ่น    ที่มีลักษณะพิเศษ สืบทอดมาแต่สมัยสุโขทัย
เป็นอำเภอเดียวที่มีภาษาพูดและมีสำเนียงที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนกับแห่งใดในประเทศไทยดังตัวอย่าง (สัมภาษณ์ชาวพรานกระต่ายแท้ๆ)
หินอ่อนเมืองพาน
        แหล่งหินอ่อนที่สำคัญในจังหวัดกำแพงเพชร อยู่ที่อำเภอพรานกระต่าย บริเวณทิวเขา สว่างอารมณ์ เขาเขียว และเขาโทน ในทางธรณีวิทยา จัดว่าหินอ่อนที่เขาสว่างอารมณ์ มีอายุประมาณ 300 – 400 ล้านปี เป็นหินปูนที่ตกผลึกใหม่อาจเรียกว่า หินอ่อนในแง่การค้า เขาสว่างอารมณ์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของตลาดพรานกระต่าย ลักษณะเป็นภูเขายอดแหลม มีผาชันเช่นเช่นเดียวกับหินปูนทั่วไป ประกอบด้วยหินปูนตกผลึกใหม่ โดยทั่วไปมีชั้นหนาสีขาว สีเทาอ่อน สีเทาแก่ปานกลาง ชั้นหินทั้งหมดหนาประมาณ 150 เมตร ในปัจจุบัน รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการทำเหมืองหินอ่อน ในจังหวัดกำแพงเพชร โดยการให้สัมปทาน การทำเหมืองหินอ่อน ในเขตเขาโทน อันเป็นภูเขาลูกหนึ่ง ในทิวเขาสว่าง ให้ประทาน บัตร ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2524 หินอ่อนที่เขาโทนมีคุณสมบัติเด่น คือผิวเป็นมัน มีสีเทาและขาว อมชมพู
        การผลิตหินอ่อนที่อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร จึงเป็นอาชีพเด่นที่สุดอาชีพหนึ่งของจังหวัดกำแพงเพชร ที่นำรายได้มาสู่จังหวัด จำนวนมากหินอ่อนของพรานกระต่าย มีมาตรฐานการผลิต ที่พัฒนาแล้ว ทัดเทียมหรือบางอย่างอาจล้ำหน้าต่างชาติ ผลิตภัณฑ์หินอ่อนที่มีชื่อเสียงของอำเภอพรานกระต่าย จัดเป็นสินค้าของชุมชน อาทิ ช้างแกะสลัก โคมไฟ ที่ทับกระดาษ บาตรพระ แจกัน ศาลเจ้า นาฬิกาตั้งโต๊ะ โต๊ะ เก้าอี้ จานแก้ว ถังแช่ไวน์ และของแต่งบ้านจำนวนมาก มีความละเอียดอ่อนที่สวยงาม ทำชื่อเสียงและรายได้มาสู่จังหวัดกำแพงเพชร จำนวนมาก
เห็ดโคนดองรสดี
      พรานกระต่ายเป็นแหล่งเห็ดโคนที่รสดีมากๆ เป็นเห็ดโคนมี รสหวาน กรอบ ไม่เหนียว ขนาดไม่ใหญ่มาก ขึ้นทั่วไป ในป่าที่พรานกระต่าย มีราคาค่อนข้างสูง สามารถส่งออกไปขายต่างจังหวัดได้ มีมากจนต้อง นำมาดอง ถนอมอาหาร เป็นเห็ดโคนดองที่รสชาติอร่อย ที่สามารถรับประทานได้ทั้งปี
แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญคือ
      เมืองบางพาน อยู่ที่บ้านวังพาน ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย เป็นชุมชนโบราณที่ตั้งอยู่บนเส้นทางถนนพระร่วง ที่จะไปยังสุโขทัย มีลักษณะเมืองค่อนข้างกลม มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบสามชั้น ภายในเมืองพบซากโบราณสถานขนาดเล็ก มีสภาพเป็นกองศิลาแลง ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองมี เขานางทอง บนยอดเขามีโบราณและฐานพระเจดีย์ทรงดอกบัวตูม ภายในเมืองพานแม้ว่าจะพบซากโบราณสถานขนาดเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของผังเมือง แต่ความสำคัญของชุมชนแห่งนี้คือ เป็นเมืองที่อยู่บนเส้นทางคมนาคม ที่ติดต่อกับกรุงสุโขทัย และเมืองอื่นได้สะดวก เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ท่ามกลางที่ราบลุ่มซึ่งเพาะปลูกได้ดี เคยเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ที่พญาลิไท นำมาประดิษฐานไว้
•   อำเภอพานกระต่าย ยังมีวัดที่เก่าแก่ และทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและ โบราณคดี จำนวนมาก อาทิวัด
•   วัดไตรภูมิ ตำบลถ้ำกระต่ายทอง
•   วัดอินทาราม ตำบลท่าไม้
•   วัดกุฏิการาม ตำบลพรานกระต่าย
     อำเภอพรานกระต่าย เป็นอำเภอที่เก่าแก่ และมีประชาชน ที่อยู่มาตั้งแต่สมัยโบราณ  มีภาษา วัฒนธรรม และเอกลักษณ์เป็นของตนเอง นับว่าเป็นอำเภอที่ทรงคุณค่าที่น่าศึกษาที่สุดอำเภอหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร
                            บท สันติ อภัยราช




หน้า: 1 ... 8 9 [10]
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!