จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ธันวาคม 14, 2019, 08:25:20 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ยินดีต้อนรับสมาชิก และผู้เยื่ยมชมทุกๆท่าน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กำลังใจ แก่ทุกท่าน ในวันปีใหม่ ๒๕๕๕ /ไม่มีพรใด ทำให้ประสบความสำเร็จถ้าไม่ลงมือ  (อ่าน 2556 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
apairach
Administrator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1306


ดูรายละเอียด อีเมล์
| |
« เมื่อ: ธันวาคม 30, 2011, 01:55:40 pm »

วิธีคิดของคนฉลาดที่สุดในโลก




สิ่งเดียวที่ผมทำไม่ได้คือ "การยอมแพ้" *~
ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอน อายุ 4 ขวบ
ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
ชายคน นั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอา ชีวะแห่งซูริค
ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้า  ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัว เองตลอดเวลา"
ชายคน นั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นทั้งนักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก เป็นนักคิดค้นที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง เป็นคนที่รักความสงบ มีนิสัยนอบน้อมถ่อมตน
             ไอน์สไตน์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ปี คศ. 1879  ที่เมืองอูล์ม ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมันนี บิดาของไอน์สไตน์เป็นชาวยิว มีชีวิตในวัยเด็กเหมือนเด็กทั่วไป  มีการกล่าวกันว่าจุดที่ทำให้ไอน์สไตน์มาสนใจวิทยาศาสตร์อย่างมากคือเข็มทิศ ในขณะนั้นเขามีอายุได้ 5 ปี และกำลังนอนป่วยอยู่บนเตียง บิดาได้นำเข็มทิศมาให้เล่น เขาใส่ใจและสนใจอยากรู้ว่าทำไมเข็มทิศจึงชี้ไปทางทิศเหนือ และตั้งแต่นั้นมาเขาเริ่มสนใจทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์

             หนังสือเรขาคณิตเป็นหนังสือที่เขาโปรดปรานมาก เขาศึกษาเรขาคณิตจากหนังสือของยูคลิด อายุเพียง 12 ปี เขาทำความเข้าใจในเรื่องเรขาคณิตของยูคลิดเป็นอย่างดี ครั้งเมื่อเติบโตขึ้นจนอายุเข้า 16 ปี เขาก็สามารถเรียนรู้หลักการทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงหลายอย่าง เช่น วิชาการแคลคูลัส และดิฟเฟอเรนเชียน การอินทิกรัล และกฎของนิวตัน ตลอดจนหลักการทางฟิสิกส์อีกมากมาย

             วันหนึ่งในวัยเรียนหนังสือเขามองดูท้องฟ้า และจินตนาการว่าถ้าตัวเขาวิ่งไล่ตามแสงด้วยความเร็วเท่ากับแสงแล้วอะไรจะเกิดขึ้น  เขาจะมองเห็นแสงหรือไม่ ถ้าไล่ตามแสงด้วยความเร็วเท่ากับแสง ความเร็วสัมพันธ์ของแสงจะเท่ากับศูนย์หรือไม่ ถ้าแสงหยุดชงัก มันก็จะไม่มาถึงตาเรา วัตถุทั้งหลายก็จะหายไป สิ่งนี้ทำให้เขาขบคิดอยู่ตลอดมา

             ต่อมาเขาได้เข้ามหาวิทยาลัย และเลือกเรียนวิชาฟิสิกส์เป็นวิชาเอก  เขาสนใจในวิชาฟิสิกส์อย่างมาก เขาได้มีโอกาสศึกษาวิชาฟิสิกส์ของผู้ยิ่งใหญ่ที่ผ่านมาหลายคน จนใน ปี คศ. 1900 เขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยและได้สิทธิการเป็นพลเมืองสวิส หลังจากนั้นได้มีโอกาสทำการวิจัยที่หน่วยงาน  จดทะเบียนลิขสิทธิ์สิ่งประดิษฐ์ที่เบิร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์  จากการทำวิจัยในวัยหนุ่มของเขานี้เอง  ทำให้เขาได้พบกับทฤษฎีสำคัญยิ่ง สามทฤษฎีคือ ทฤษฎีปรากฎการณ์โฟโตอิเล็กตริก การเคลื่อนที่แบบบราวเนียน  และทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ

             ในปี คศ. 1909 มหาวิทยาลัยชูริกได้เชิญเขาเป็นอาจารย์และต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ และได้ทำการสอนในอีกหลายมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยปราก มหาวิทยาลัยโปลิเทคนิคแห่งสวิส มหาวิทยาลัยเบอร์ริช และไอน์สไตน์ยังได้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลที่ทำให้เกิดการดึงดูดที่มีต่อการเดินทางของแสง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าแสงเป็นอนุภาคซึ่งเป็นสิ่งที่โต้แย้งมานานว่า  แสงเป็นอนุภาคหรือเป็นคลื่น  การสรุปครั้งนี้ทำให้ทราบว่าแสงเป็นทั้งอนุภาคและคลื่น

             ในปี คศ.1922 ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลในสาขาฟิสิกส์ ต่อมาในปี คศ.1933 ขณะที่เขามีอายุ 54 ปี ที่เยอร์มัน นาซีได้ยึดอำนาจการปกครอง ไอน์สไตน์จึงหลบออกจากเยอรมัน เข้าเป็นสมาชิกของศูนย์วิทยาศาสตร์ชั้นสูงของอเมริกา และใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา

             เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง มีข่าวคราวว่าเยอรมันนีกำลังพัฒนาระเบิดปรมาณู ไอน์สไตน์กลัวว่าเยอรมันนีจะพัฒนาระเปิดปรมาณูได้ก่อน  จึงทำจดหมายถึงประธานาธิบดีโรสเวลท์เสนอให้ศึกษาการพัฒนาระเบิดปรมาณู

             ขณะที่อเมริกากำลังพัฒนาระเปิดปรมาณู โดยใช้ชื่อโครงการว่าแมนฮัตตัน  ในปี 1940 ไอน์สไตน์ได้ปฏิเสธที่จะร่วมในองค์กรพัฒนาระเบิดปรมาณู แต่การพัฒนาระเบิดก็ทำได้สำเร็จ  และนำมาทิ้งที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ

             ชีวิตในปั้นปลาย ไอน์สไตน์ได้รณรงค์เรื่องการต่อต้านการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ เขาเสียชีวิตที่พรินซ์ตัน ในปี คศ. 1955 ขณะที่มีอายุได้ 76 ปี



--------------------------------------------------------------------------------
ที่มา : รศ. ยืน ภู่วรวรรณ, สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์




ชีวิตของนายทหารที่เก่งที่สุดในโลก



ชายคนหนึ่งเคยถูก ปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอ ยต์
ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีก ที
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม
ชาย คนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ
ชาย คนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลก ครั้งที่สองได้สำเร็จ
ชาย คนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์"  ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง

พลเอกดักลาส แมกอาร์เธอร์ (Douglas MacArthur; 26 มกราคม พ.ศ. 2423 - 5 เมษายน 2507) นายทหารบกชาวอเมริกัน เกิดที่เมืองลิตเติล ร็อก มลรัฐอาร์คันซอ เข้ารับการศึกษาวิชาทหารที่โรงเรียนนายร้อยเวสพอยต์ เข้าเป็นทหารที่กรมทหารช่างเป็นครั้งแรก ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้เข้าสู่สมรภูมิที่ประเทศฝรั่งเศสและได้รับเหรียญกล้าหาญ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แมกอาร์เธอร์ได้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกไกลและได้ช่วงชิงพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิก ด้านตะวันตกเฉียงใต้จากประเทศญี่ปุ่น (พ.ศ. 2485-2488) โดยใช้ประเทศออสเตรเลียเป็นฐาน ถ้อยวลีที่มีชื่อเสียงที่แมกอาเธอร์กล่าวแก่ชาวฟิลิปปินส์ระหว่างถอยหนีกองทัพญี่ปุ่นในฟิลิปปินส์คือ "ข้าพเจ้าจะกลับมา" (I Shall Return) และเมื่อกลับมาตามคำสัญญาหลังการถอยไปตั้งหลักที่ออสเตรเลีย แมกอาเธอร์ได้ประกาศอีกครั้งในขณะที่เดินลุยน้ำลงจากเรือที่อ่าวเลย์เตว่า "ข้าพเจ้ากลับมาแล้ว" (I Have Returned) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2487 ซึ่งเป็นภาพถ่ายข่าวสงครามที่ดีที่สุดภาพหนึ่ง

พลเอกแมกอาร์เธอร์ทำหน้าที่เป็นผู้รับการยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขเป็นทางการของญี่ปุ่น เนื่องจากเขามีเชื้อสายของ นาวาเอก(พิเศษ) แมททิว คราวเรท เพอรี่ ผู้ที่เคยบีบให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศในปี พ.ศ. 2397 [1]และดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการยึดครองประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ พ.ศ. 2488-2494 เป็นผู้จัดการให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของญี่ปุ่นที่กำหนดให้สมเด็จพระจักรพรรดิ์ฯ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและห้ามมีกองกำลังทหาร ทำให้ญี่ปุ่นมุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเนื่องจากไม่ต้องใช้งบประมาณและทรัพยากรเพื่อการป้องกันประเทศ

ในปี พ.ศ. 2493 แมกอาร์เธอร์ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังสหประชาชาติในสงครามเกาหลี เกือบจะสามารถเอาชนะเกาหลีเหนือ แต่ก็ถูกปลดออกจากหน้าที่ เนื่องจากการเตรียมบุกประเทศจีน และเสนอให้มีการใช้ระเบิดปรมาณู กับประเทศจีนซึ่งผู้สนับสนุนหลักของเกาหลีเหนือในสงครามเกาหลี ซึ่งเป็นการพยายามฝ่าฝืนคำสั่งของประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน




นักดนตรีวงที่ดังที่สุดในโลก




ชายกลุ่มหนึ่ง...เป็นนัก ดนตรี
ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจาก   บริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง
ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า  "เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา  และกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"
ชายกลุ่มนั้น...มีนาม ว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน

เดอะ บีทเทิลส์ (The Beatles) หรือ "วงสี่เต่าทอง" เป็นวงดนตรีจากเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ โด่งดังตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมาหรือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ประกอบด้วยสมาชิกสี่คน ได้แก่ จอห์น เลนน่อน (กีตาร์/ ร้องนำ) พอล แม็กคาร์ตนีย์ (เบส/ ร้องนำ) จอร์จ แฮริสัน (กีตาร์/ ร้องนำ) และ ริงโก้ สตาร์ (กลอง/ร้องนำ)

เดอะ บีตเทิลส์ มีจุดเริ่มต้นจากวง "เดอะ ควอรีเม็น" สมาชิกที่อายุเยอะที่สุดของวง คือ จอห์น เลนน่อน ในวัย 16 ปี เป็นผู้ก่อตั้งวงเมื่อปี 2500 ขณะที่เขาเรียนมัธยมปลาย ต่อมาชักชวนรุ่นน้อง พอล แม็กคาร์ตนีย์ มาร่วมวงด้วยในฐานะมือกีตาร์ ตามมาด้วย จอร์จ แฮริสัน สมาชิกที่มีอายุน้อยที่สุดในวงด้วยวัย 14 ปีในตำแหน่งมือกีตาร์ลีด สจ๊วร์ต ซุตคลิฟฟ์ มือเบส และ พีต เบสต์ มือกลอง ซึ่งสองคนหลังนี้ ต่อมาได้ลาออกจากวงไป

วงเดอะ ควอรีเม็น เปลี่ยนชื่อไปหลายครั้ง จนกลายมาเป็น "เดอะ บีตเทิลส์" ในปี 2503 แล้วย้ายวงจากบ้านเกิดไปเล่นดนตรีที่เมืองแฮมเบิร์ก เยอรมนี

สองปีถัดมา เต่าทองทั้งสี่กลับเมืองบ้านเกิดพร้อมกับชื่อเสียงที่สั่ง สมมาจากเยอรมนี พวกเขาเล่นดนตรีที่บาร์ในเมืองลิเวอร์พูลจนกระทั่งได้พบกับ ไบรอัน เอปส์ไตน์ เจ้าของร้านขายแผ่นเสียงและคอลัมนิสต์ กระทั่งเอปส์ไตน์กลายมาเป็นทั้งเพื่อนสนิท ผู้จัดการ และเป็นผู้ที่ทำให้วงได้เซ็นสัญญากับค่ายพาร์โลโฟน ที่สำคัญ เอปส์ไตน์ ยังเป็นผู้ที่ร่วมชักชวนให้ ริงโก้ สตาร์ เข้ามาแทนที่ตำแหน่งกลองของ พีต เบสต์ ในที่สุด

ผลงานส่วนใหญ่ของวงเป็นฝีมือของสองสมาชิกหลัก คือ เลนน่อน และ แม็ก คาร์ตนีย์ เช่น เพลง All You Need Is Love, Strawberry Fields Forever, She Loves You หรือ Let It Be

ซิงเกิ้ลเพลงแรก คือ Love Me Do ประสบความสำเร็จพอสมควร แต่มาโด่งดังสุดขีดหลังจากซิงเกิ้ลที่สาม From Me To You ไต่ถึงอันดับหนึ่งบนชาร์ตอังกฤษ เพลงของเดอะ บีตเทิลส์หลายเพลงขึ้นอันดับหนึ่งมากและยาวนานที่สุดวงหนึ่ง ทั้งยังเป็นวงดนตรีจากอังกฤษวงแรกๆ ที่ข้ามไปประสบความสำเร็จในอเมริกาซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยากสำหรับวงดนตรีอังกฤษในหลายยุคสมัย

ยุคทองของ เดอะ บีตเทิลส์ อยู่ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เกิดเป็นกระแสคลั่งไคล้สี่หนุ่มที่มีชื่อเรียกว่า "บีตเทิลมาเนีย" ซึ่งส่งผลต่อวัฒนธรรม โดยเฉพาะดนตรีร็อกแอนด์โรลและแฟชั่นวัยรุ่น แฟนเพลงของสี่เต่าทองจะติดตามวงไปทุกที่ แม้ว่าจะต้องปีนหน้าต่างของโรงแรมก็ตาม

คำว่า "บีตเทิลมาเนีย" นำมาใช้เป็นครั้งแรกเพื่อบรรยายถึงคอนเสิร์ตที่สกอตแลนด์และนำมาใช้อย่างแพร่หลายหลังจากเดอะ บีตเทิลส์ออกรายการ ดิ เอ็ด ซัลลิแวน โชว์ ที่อเมริกา

กระแสชื่นชอบ เดอะ บีตเทิลส์ ยังแรงต่อเนื่อง แต่ในที่สุดต้องยุบวงไปหลังจาก จอห์น เลนน่อน แยกตัวไปทำอัลบั้มเดี่ยว เมื่อประมาณ 2513

ปัจจุบันเหลือสมาชิกที่มีชีวิตอยู่เพียงสองคน คือ แม็กคาร์ตนีย์ และริงโก้ สตาร์ ในขณะที่ผลงานของเดอะ บีตเทิลส์ยังคงเป็นอมตะ นิรันดร์




นักบาสเกตบอลมือหนึ่งของโลก



ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
ชาย คนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม
ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออก จากทีมโรงเรียน
ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน"  หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก
ไมเคิล จอร์แดน เมื่อเกิดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2506 ที่บรู๊กลิน ในรัฐนิวยอร์ก จบการศึกษาระดับไฮสคูลที่เลนีย์ ไฮสคูลในวิลมิงตั้น รัฐนอร์ทแคโรไลนา และจบการศึกษาระดับวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา แชเปิลฮิลล์

[แก้] การเล่นบาสเกตบอล
ไมเคิล จอร์แดน มีความสูงถึง 198 เซนติเมตร (6 ฟุต 6 นิ้ว) จึงมีความโดดเด่นในวงการบาสเกตบอล ได้เริ่มเล่นบาสเกตบอลให้กับทีมมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา แชเปิลฮิลล์ และภายหลังได้รับเลือกไปเล่นให้กับทีม ชิคาโก บูลส์ ในการดราฟ เป็นอันดับที่ 3

[แก้] การเล่นให้กับทีมชิคาโก บูลส์ และ ทีมชาติ
ไมเคิล จอร์แดนเล่นให้ทีม ชิคาโก บูลส์ (Chicago Bulls) ในปี ค.ศ .1984 สามารถทำให้ ทีมชิคาโกบูลล์ เป็นแชมป์ เอ็น บี เอ ถึง 6 สมัย และได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าของเอ็นบีเอ 5 สมัย (ค.ศ. 1988, 1991, 1992, 1996 และ 1998) และได้รับ 3 รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า 2 สมัย (MVP triple-crown, ที่หมายถึงการได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) 3 ประเภท คือ รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าในฤดูกาล, รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าหลังฤดูกาลในช่วงแข่งชิงแชมป์เอ็นบีเอ, และ รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าในการแข่งรวมดาวนักกีฬา ในฤดูกาลเดียวกัน) นักกีฬาผู้อื่นที่ได้รับรางวัลทั้งสามในฤดูการเดียวกัน ได้แก่วิลลิส รีด (Willis Reed) (1970) และ แชคิล โอนีล (Shaquille O'Neal) (2000)

ไมเคิล จอร์แดนเป็นหนึ่งใน ดรีมทีม ของสหรัฐฯ ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน เมื่อปี ค.ศ. 1992 ร่วมกับผู้เล่นระดับดาราคนอื่นๆ อย่าง แมจิก จอห์นสัน และ แลร์รี่ เบิร์ด แลทีมของสหรัฐอเมริกามีชัยชนะได้เหรียญทองโอลิมปิกในการแข่งขัน

[แก้] เกียรติประวัติในการเล่นบาสเกตบอล
ผู้เล่นดาวรุ่งแห่งปีในปี ค.ศ. 1985 ติดทีมรวมดาวรุ่งเอ็นบีเอในปีเดียวกัน
ติดทีมออลสตาร์ในปีค.ศ. 1987 1988 1989 1990 1991 1992 1993 1996 1997 และ 1998 และเป็นกองหลังยอดเยี่ยมในปี 1988
เป็นผู้เล่นทรงคุณค่าของเอ็นบีเออีก 5 สมัยในปี ค.ศ. 1988 1991 1992 1996 และ 1998
ได้รับเลือกเป็นผู้เล่นทรงคุณค่าในนัดชิงชนะเลิศเอ็นบีเออีก 6 สมัย ในปี ค.ศ. 1991 1992 1993 1996 1997 และ 1998
เป็นสมาชิกของทีมชาติบาสเกตบอลสหรัฐอเมริกา คว้าเหรียญทองในโอลิมปิกเกมส์อีก 2 สมัย
ด้วยความที่ ไมเคิล จอร์แดน เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลที่มีชื่อเสียงมาก และกีฬาบาสเกตบอลก็เป็นที่แพร่หลายมากทั่วโลก โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ทำให้สินค้ามากมายหลายชนิด ต่างก็อยากได้ตัวเขาไปเป็นผู้เสนอสินค้า (พรีเซนเตอร์) หรือเอาชื่อของเขาไปใส่ในชื่อสินค้าหรือการส่งเสริมการขายต่างๆ ค่าตัวของจอร์แดน จึงสูงมาก และทำให้เขาเป็นนักกีฬาที่มีรายได้อันดับต้นๆ ของโลก

เขาเข้ามาในปี 1985 จากการดราฟด์เป็นอันดับที่ 3 โดยทีมชิคาโก บูลส์ ส่วนอันดับ 1 คือ ฮาคีม โอลาจูวอน อันดับสอง คือ แซม โบวี่ สาเหตุที่สองทีม ไม่เลือกจอร์แดนเพราะ ในยุดนั้นเน้นการดราฟเซ็นเตอร์ตัวใหญ่ และจอร์แดนเล่นการ์ดซึ่งตัวเล็กเกินไป

ปี ค.ศ. 1996 ไมเคิล จอร์แดน เล่นภาพยนตร์เรื่อง สเปซแจม (Space Jam) โดยเป็นพระเอกร่วมกับตัวละครการ์ตูนของ Warner Bros ได้แก่ บั๊กส์ บันนี่ และ แดฟฟี่ ดั๊ก เนื้อเรื่องของจอร์แดนได้หลุดเข้าไปในแดนมหัศจรรย์ และช่วยตัวละครการ์ตูนแข่งบาสเกตบบอลกับมนุษย์ต่างดาว

ปัจจุบัน ไมเคิล จอร์แดนเลิกเล่นบาสเกตบอลแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในวงการกีฬาเหมือนเดิม โดยเขาได้เข้าซื้อหุ้น ทีม วอชิงตัน วิซาร์ดส์โดย เข้ามาเป็น ประธานทีม ดราฟ ตัวผู้เล่น คาวาเม่ บราวน์ มาเป็นอันดับที่ 1 และได้กลับเข้ามาใน NBA อีกครั้ง โดยเล่นให้กับ สังกัด ทีม วอชิงตัน วิซาร์ดส์ ใน ฤดูกาล 2001-2002 ถึง 2002-2003 โดยเขาได้เข้าเล่น ออล สตาร์ ทั้ง 2 สมัย ก่อนจะขายหุ้น ทิ้ง เนื่องจากมีปากเสียงกับทีมบริหารด้วยกัน โดยเขาได้มองที่จะซื้อทีมใหม่เพื่อเป็นเจ้าของ ในขณะนั้นเอง ชิคาโก บูลส์อดีต ต้นสังกัดได้ยื่นข้อเสนอให้หุ้นฟรี แก่เขาโดยให้เข้ามาใน บอร์ดบริหาร โดยให้ตำแหน่ง รองประธาน แก่เขา แต่เขาได้ปฏิเสธ ไปด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการเป็นเจ้าของเท่านั้น โดยในขณะนั้น เขาได้เข้าไปคุยกับ บอร์ดบริหาร มิววอกกี้ บักส์ ถึง เรื่องการเข้ามาซื้อ หุ้น เพื่อเป็นเจ้าของ หลังจากได้ข่าวว่าเจ้าของทีม มิววอกกี้ บักส์ให้สัมภาษณ์ว่าต้องการขายทีม ได้ก็ได้ปฏิเสธ ไมเคิล จอร์แดน เนื่องจากเขาต้องการขายทีมให้กับ ชาวเมือง มิววอกกี้ เท่านั้น ภายหลัง เจ้าทีม ชาล็อต บ็อบแคทส์ เสนอขายหุ้นให้เขามาเป็นเจ้าของร่วม โดย ให้ ไมเคิล จอร์แดน เป็น ประธาน ด้าน กีฬาบาสเกตบอล และ บริหาร บริษัท ส่วนอื่นของทีม อีกด้วย ซึ่ง ไมเคิล จอร์แดน ก็พอใจกับข้อเสนอดังกล่าว เขาได้ซื้อหุ้นของทีมชาล็อต บ็อบแคทส์ และเป็นผู้ร่วมบริหารทีมอยู่ในขณะนี้ นอกจากนั้นก็ยังเป็นเจ้าของทีมฮอกกี้น้ำแข็ง วอชิงตัน แคพิตอลส์

งานทางด้านการกุศล ไมเคิล จอร์แดน ได้ก่อตั้งศูนย์ เจมส์ อาร์.จอร์แดน บอยส์ แอนด์ เกิร์ลส์ คลับ แอน แฟมิลี่ ไลฟ์ เซ็นเตอร์ ซึ่งให้ความช่วยเหลือเด็กๆ จากทั่วประเทศทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษาและให้การอบรมทางด้านกีฬาแก่เยาวชนผู้สนใจด้วย โดยมูลนิธินี้ ตั้งตามชื่อเจมส์ จอร์แดน ซึ่งเป็นบิดาของเขา

[แก้] ชีวิตครอบครัว
ไมเคิล จอร์แดน แต่งงาน กับฮัวนิต้า จอร์แดน มีบุตร 3 คน คือ เจฟฟรีย์ มาร์คัส และ จัสมิน มีสุนัขคู่ใจหนึ่งตัวชื่ออกิต้า

[แก้] เกร็ด
ในวัยเด็กจอร์แดนเคยประสบอุบัติเหตุทางทะเล จนทำให้เพื่อนเขาเสียชีวิตแต่ตัวเองรอดมาได้ จากนั้นมาจอร์แดนจึงไม่ชอบทะเลและว่ายน้ำ
จอร์แดนเคยถูกตัดจากทีมบาสไฮสคูลที่เขาเรียน โดยจากนั้นจอร์แดนจึงขยันฝึกซ้อมอย่างหนักวันละหลายชั่วโมง
ในวัยเด็กเขาชอบเล่นเบสบอลมาก แต่ก็เล่นบาสเกตบอลกับอเมริกันฟุตบอลบ้าง แต่เริ่มมารักบาสเกตบอล หลังจากที่เขาเล่นบาสเกตบอล หนึ่งต่อหนึ่ง กับพี่แล้วก็แพ้ทุกครั้งไป
พ่อของเขา เจมส์ จอร์แดน ถูกฆาตกรรมระหว่างเดินทางโดยโจรปล้นรถ ซึ่งรถที่ถูกปล้นไปคือรถที่ไมเคิลซื้อให้ จากการเสียชีวิตของพ่อทำให้เขาประกาศเลิกเล่นครั้งแรก ก่อนจะกลับมาอีกครั้ง
ทีมชิคาโก บูลส์ ประกาศเลิกใช้เสื้อหมายเลข 23 ของเขา ในการประกาศเลิกเล่นครั้งแรกของไมเคิล จากนั้นเขากลับมาเล่นใหม่ โดยใส่หมายเลข 45 ในช่วงแรก ก่อนจะกลับมาใส่หมายเลข 23 อีกครั้ง. หลังจากไมเคิลไปเล่นให้กับ วอชิงตัน วิซาร์ดส์ ทีมไมอามี ฮีท ก็ประกาศเลิกใช้หมายเลข 23 เช่นกัน ซึ่งเป็นการเลิกใช้หมายเลขโดยทีมที่จอร์แดนไม่เคยไปเล่นหรือเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
มีช่วงหนึ่งที่ไมอามีเกิดจลาจล มีการหยุดการจลาจลหนึ่งวันเพราะวันนั้น ทีมชิคาโก บูลส์ ที่จอร์แดนเล่นอยู่มาแข่งกับไมอามี ฮีท นายกเทศมนตรีถึงกลับกล่าวว่า อยากให้จอร์แดนมาแข่งทุกวัน
ไมเคิล จอร์แดน ที่จริงแล้วอยากใส่เสื้อเบอร์ 45 มากกว่า 23 ตั้งแต่เรียนไฮสคูลแล้ว เนื่องจาก จอร์แดน มีพี่ชายของเขาเป็น Hero เสมอมา และที่ใส่ไม่ได้ก็เพราะว่ามาเข้าโรงเรียนเดียวกัน และเสื้อหมายเลข 45 พี่ชายของเขาก็ใส่อยู่แล้ว เขาเลยตัดครึ่งของ 45 ออกมาและเป็นเบอร์ที่ไม่มีใครใช้ ผลสรุป คือเบอร์ 23 จอร์แดน เคยพูดไว้ว่า "อย่างน้อยผมต้องเก่งให้ได้ซักครึ่งนึงของเขา (พี่ชาย ชื่อว่า(แลลี่ย์ จอร์แดน)) " และเรื่องหมายเลขเสื้อของชายผู้นี้ก็ยังไม่จบ เขาเคยใส่เสื้อหมายเลข 12 ด้วย เนื่องจากมีเกมส์นึง เสื้อหมายเลข 23 ของเขาถูกขโมยไปจากล็อกเกอร์ แล้วในล็อกเกอร์ของทีมก็เหลือเสื้อแบบไม่ปัก นามสกุลอยู่ ซึ่งเป็นเสื้อที่ไม่มีผู้เล่นคนไหนเป็นเจ้าของนี่เอง จอร์แดน จึงเลือกเบอร์ 12 เนื่องจากการหักครึ่ง ของเบอร์ 23 เช่นกัน
จุดเด่นของ จอร์แดนคือ จอร์แดนกระโดดได้สูงและค้างตัวกลางอากาศได้นานมาก
ลูกชู้ตที่จอร์แดนถนัดคือ ลูกชู้ตเฟดอเวย์ (fade-away jump shot) และการลอยตัวเข้าไปทำคะแนน
ทุกนัดที่จอร์แดนลงแข่ง เขาจะเอากางเกงบาส สมัยเรียนใส่ไว้หลังรถเสมอ
จอร์แดน ยังก่อตั้งศูนย์ เจมส์ อาร์.จอร์แดน บอยส์ แอนด์ เกิร์ลส์ คลับ แอน แฟมิลี่ ไลฟ์ เซ็นเตอร์ ซึ่งให้ความช่วยเหลือเด็กๆ จากทั่วประเทศทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษาและให้การอบรมทางด้านกีฬาแก่เยาวชนผู้สนใจด้วย โดยมูลนิธินี้ ตั้งตามชื่อเจมส์ จอร์แดนพ่อของเขานั่นเอง

นักแต่งเพลงที่เก่งที่สุดในโลก

ชายคนหนึ่ง...เป็น นักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ
ชาย คนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลา บั้นปลายชีวิตประพันธ์เพล งที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก  ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก

นายกรัฐมนตรี ของประเทศอังฤษ

ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
ชาย คนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
ชายคนนั้น...ล้วนทำ ประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว
ชายคนนั้น...ได้เป็น นายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
ชายคนนั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล"  อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่

ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
ชายคนนั้น ...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท ่านั้น
ชายคนนั้น...เคยสอบ ได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี
ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์  ปาสเตอร์"

ตำนานนักร้องผู้ดังก้องโลก
ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ  แกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า  "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย แกควรกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า"
ชายคนนั้น...ชื่อ  "เอลวิส เพรสลีย์"

เธอคือดาราที่ดังที่สุดในโลก

หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
หญิง คนนั้น...ทำงานให้กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจ นซี่
หญิงคนนั้น...เคย โดนผู้อำนวยการบริษัท บลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า  "เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯ หรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
หญิงคนนั้น...ชื่อ  นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีน มอนโร" นั่นเอง

นายทุนอัจฉริยะ

ชาย คนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับ มหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ด อันเลื่องชื่อ
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อ มา
ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้  เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย
ชายคนนั้น...สำเร็จการ ศึกษา
ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ  จากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญสหรัฐ
ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์"  นักลงทุนอัจฉริยะ อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก

ขีวิตของคนรวยทีสุดในโลก

ชายคนหนึ่ง  หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็น เวลานานๆ
ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
ชาย คนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น ...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือผู้ให้การช่วยเหลือ ด้านเงินท ุนกับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม  มองว่า "แค่เด็ก"
ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ทรงอิ  ทธิพลมากที่สุดในโลก
ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม  หรือที่รู้จักกันในนาม "บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์  มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 30, 2011, 02:50:49 pm โดย apairach » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!