จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
พฤษภาคม 18, 2026, 03:02:29 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ยินดีต้อนรับสมาชิก และผู้เยื่ยมชมทุกๆท่าน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คนผมแดง : อัตลักษณ์และประวัติความเป็นมาในอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร  (อ่าน 51 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
apairach
Administrator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1559


ดูรายละเอียด อีเมล์
| |
« เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2026, 04:30:51 am »

คนผมแดง : อัตลักษณ์และประวัติความเป็นมาในอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร

           อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร เป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างยาวนาน โดยในอดีตเป็นเมืองโบราณที่มีชื่อเรียกว่า “เมืองแสนตอ” ดังปรากฏหลักฐานอ้างอิงในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ ซึ่งระบุความไว้ว่า

           “...ศักราช 921 มะแมศก (พ.ศ. 2102) เสด็จไปวังช้างตำบลแสนตอ ได้ช้างพลายพัง 40 ช้าง...”

           เหตุการณ์ดังกล่าวตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ที่ได้เสด็จมาคล้องช้างที่เมืองแสนตอ การคล้องช้างได้คราวละจำนวนมากเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์และความสำคัญของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

           หลักฐานต่อมาปรากฏในเอกสาร “ระยะทางเสด็จประพาสเมืองเหนือ” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ว่า

           “เมื่อพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชได้ 9 พรรษา ในปีมะเส็ง จ.ศ. 1195 ตรง พ.ศ. 2376 ได้เสด็จประพาสหัวเมืองเหนือ แล้วทรงพระราชนิพนธ์ระยะทางไว้เป็นภาษามคธ (เรียกว่า อุตฺตรทิสาคมนมคฺโค) หอพระสมุดฯ ได้ต้นฉบับไปจากวัดบวรนิเวศ”

           ซึ่งมีพระราชนิพนธ์กล่าวถึงเมืองแสนตอดังที่ปรากฏความว่า

           “…31, ปญฺจมิยํ สตสหสฺสขาณุกคาเม นิปชฺชึ…” แปลความว่า “…31, แรม 5 ค่ำ พักแรมที่บ้านแสนตอ...”
 
           ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ใน จ.ศ. 1234 (พ.ศ. 2415) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะบ้านแสนตอขึ้นเป็นเมือง พระราชทานนามว่า “เมืองขาณุวรลักษณบุรี” พร้อมทั้งพระราชทานบรรดาศักดิ์แก่ผู้ว่าราชการเมืองเป็น พระวรลักษณบุราภิรมย์ ซึ่งเป็นราชทินนามประจำเมือง โดยให้ขึ้นตรงต่อเมืองกำแพงเพชร ทั้งนี้ มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองตั้งแต่เริ่มตั้งเมืองรวมทั้งสิ้น 3 ท่าน ซึ่งในกาลต่อมา ราชทินนามตำแหน่งดังกล่าวได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นเพียงบรรดาศักดิ์กิตติมศักดิ์เท่านั้น

           หลังจากนั้น เมืองขาณุวรลักษณบุรีได้ถูกลดฐานะลงเป็นอำเภอ ดังปรากฏในประกาศเปลี่ยนชื่ออำเภอ พ.ศ. 2460 ซึ่งระบุให้คงเรียกชื่อ “อำเภอขาณุ” ตามเดิม ทั้งนี้ เนื่องจากอำเภอขาณุมีอาณาเขตพื้นที่กว้างขวาง เพื่อความสะดวกในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงได้มีการจัดตั้งกิ่งอำเภอขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “กิ่งอำเภอขาณุ” แต่เพื่อป้องกันความสับสนและหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนของชื่อ ในปีเดียวกันนั้นจึงได้มีประกาศเปลี่ยนชื่อกิ่งอำเภอดังกล่าวเป็น “กิ่งอำเภอแสนตอ”

           ล่วงมาจนถึงปี พ.ศ. 2482 ได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนนามอำเภอ กิ่งอำเภอ และตำบลบางแห่ง ซึ่งได้ระบุให้เปลี่ยนชื่อ “อำเภอขาณุ” เป็น “อำเภอคลองขลุง” และเปลี่ยนชื่อ “กิ่งอำเภอแสนตอ” ให้กลับมาเป็น “กิ่งอำเภอขาณุวรลักษณบุรี” อีกครั้งหนึ่ง

           กระทั่งในปี พ.ศ. 2491 กิ่งอำเภอขาณุวรลักษณบุรี (ซึ่งขณะนั้นขึ้นอยู่กับอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร) ถือเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างขวาง ประกอบกับมีจำนวนประชากรและปริมาณงานราชการเพิ่มมากขึ้น จึงสมควรแก่การยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอ ทางราชการจึงได้นำความกราบบังคมทูล จนได้รับพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะกิ่งอำเภอแห่งนี้ขึ้นเป็นอำเภอ พร้อมทั้งขนานนามว่า “อำเภอขาณุวรลักษณบุรี” อย่างเป็นทางการ ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

           สำหรับความหมายและที่มาของชื่อ “อำเภอขาณุวรลักษณบุรี” พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ และภาคีสมาชิกสาขาวิชาศาสนศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา ได้อธิบายว่า อำเภอขาณุวรลักษบุรี (อ่านว่า ขา-นุ-วอ-ระ-ลัก-สะ-บุ-รี) มีความหมายตรงตัวว่า “เมืองแสนตอ” ซึ่งเป็นการนำชื่อตำบลที่ตั้งมาผูกเป็นคำศัพท์ภาษาบาลีและสันสกฤตให้มีความไพเราะขึ้น โดยประกอบด้วยรากศัพท์ 4 คำ ได้แก่ “ขาณุ” ที่แปลว่าตอไม้ นำมาสมาสกับคำว่า “วร” ที่แปลว่าประเสริฐ (การวางคำว่า 'วร' ไว้ด้านหลังเป็นการใช้ตามหลักไวยากรณ์บาลีเพื่อความไพเราะของลีลาภาษา โดยไม่ได้เน้นความหมายว่าตอไม้มีความประเสริฐแต่อย่างใด) จากนั้นเชื่อมด้วยคำว่า “ลักษ” ซึ่งเป็นคำสันสกฤตแปลว่าจำนวนหลักแสน (ไม่ใช่คำว่า 'ลักษณ์' ที่แปลว่าเครื่องหมายอย่างที่หลายคนมักเขียนผิด) และปิดท้ายด้วยคำว่า “บุรี” ที่แปลว่าเมือง เมื่อประสมรวมกันทั้งหมดจึงมีความหมายตรงตัวว่า “เมืองที่มีตอนับแสน” หรือ “เมืองแสนตอ”

           ในขณะเดียวกัน พระครูปลัดสุวัฒนสารคุณ (สุชาติ สุชาตเมธี เปรียญธรรม 8 ประโยค) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเลขานุการวัดสุทัศนเทพวราราม ได้แสดงทัศนะอธิบายไว้อีกมุมมองหนึ่งว่า ไม่เพียงแต่ชาวบ้านเท่านั้นที่อาจเข้าใจผิดไปว่าใช้คำว่า “ลักษณ” แม้แต่ทางราชการก็อาจเข้าใจผิดเช่นเดียวกัน หรือหากไม่ใช่ความเข้าใจผิด ก็อาจจะหมายเจาะจงให้แปลความหมายว่า “เมืองที่มีตอเป็นเครื่องหมาย” โดยไม่นำเรื่องจำนวนแสนเข้ามาเกี่ยวข้องเลย สังเกตได้จากเอกสารเก่าของราชการ หากกล่าวถึงตำบลแสนตอ มักจะเขียนชื่ออำเภอว่า “ขาณุวรลักษณบุรี” ทั้งสิ้น

           นอกจากนี้ ยังมีอีกนัยหนึ่งที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ คือในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำบลแสนตอนี้มีผู้ปกครองชื่อ พระวรลักษณบุราภิรมย์ ซึ่งท่านคงเป็นผู้บุกเบิกและมีอุปการะคุณต่อเมืองนี้ จึงได้มีการนำราชทินนามของท่านมาต่อท้ายชื่อเมืองเป็น ขาณุวรลักษณบุรี โดยมีหลักฐานสนับสนุนคือ วัดแห่งหนึ่งในอำเภอนี้ชื่อ “วัดน้อยวรลักษณ์” ซึ่งตามประวัติได้ระบุชัดเจนว่าตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ตามชื่อของคุณหญิงน้อย ภรรยาของพระวรลักษณบุราภิรมย์ ด้วยเหตุนี้จึงอาจเป็นที่มาของการอ่านออกเสียงว่า ขา-ณุ-วอ-ระ-ลัก-สะ ในกรณีที่เจตนาตั้งชื่ออำเภอโดยใช้คำว่า “ลักษณะ” ไม่ใช่ “ลักษะ” ที่แปลว่าแสน แต่บังเอิญเสียงอ่านของคำว่า ลักษณ์ (ลัก-ษะ) ไปพ้องกับ ลักษะ (แสน) เข้าพอดี

           อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันชื่ออำเภอดังกล่าวได้มีการปรับเปลี่ยนการสะกดโดยตัดตัวอักษร “ณ” ออกไป จึงเขียนอย่างเป็นทางการว่า “อำเภอขาณุวรลักษบุรี” โดยมีการแบ่งเขตการปกครองเป็น 11 ตำบล 143 หมู่บ้าน นอกจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว อำเภอขาณุวรลักษบุรียังมีเรื่องราวของ “คนผมแดง” กลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นจนได้รับความสนพระทัยจากพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ดังปรากฏการบันทึกประวัติความเป็นมาไว้ในหลักฐานสำคัญหลายประการ

           หลักฐานแรกปรากฏอยู่ใน “ลิลิตพายัพ” อันเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ แต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2448 โดยทรงใช้พระนามแฝงว่า “หนานแก้วเมืองบูรพ์” แต่งร่วมกับหม่อมเจ้าถูกถวิล ศุขสวัสดิ์ และพระยาบำเรอบริรักษ์ (สาย ณ มหาชัย) เพื่อบันทึกการเสด็จประพาสมณฑลพายัพ (ภาคเหนือ) โดยในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินกลับ ได้ทรงพระราชนิพนธ์กล่าวถึงคนผมแดงไว้ความว่า
 
          นั่งเหลียวแลย่านน้ำ เพลินเผลอ
    นาเวศหน่อนาถเลอ โลกไซร้
    ลุที่ว่าการอำเภอ ขาณุ
    จองพลับพลาแต่งไว้ เพื่อท้าวเธอแรม ฯ
          บ้านแสนตออยู่ใกล้ พลับพลา
    ชนอยู่ที่เกศา แปลกแท้
    สีแดงแข่งสุริยา โพยมพยับ
    ดูดุจยุโยปแส้ ตกค้าง หว่างไทย ฯ

           จากบทพระราชนิพนธ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) ทรงบันทึกถึงหมู่บ้านชื่อ “บ้านแสนตอ” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับพลับพลาที่ประทับแรม โดยพระองค์ทรงสังเกตเห็นว่าชาวบ้านแห่งนี้มีลักษณะโดดเด่นสะดุดตาประการหนึ่ง คือเส้นผม (เกศา) มีสีแดงจัดราวกับสีของแสงอาทิตย์ (แข่งสุริยา) จนพระองค์ทรงเปรียบเปรยว่าดูคล้ายกับมีชาวยุโรปมาอาศัยตกค้างและปะปนอยู่ท่ามกลางคนไทย

           หลักฐานต่อมาปรากฏใน “จดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ 2” อันเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2449 (ร.ศ. 125) คราวเสด็จประพาสหัวเมืองกำแพงเพชร ในการเสด็จประพาสต้นครั้งดังกล่าว พระองค์ได้ทรงบันทึกเรื่องราวของคนผมแดงไว้อย่างละเอียดความว่า

           “...วันที่ 19 วันนี้ตื่นสายไป พระวิเชียรพาคนผมแดงมาให้ดู อันลักษณะผมแดงนั้นเปนผมม้าแดงอย่างอ่อนหรือเหลืองอย่างแก่ ผมที่แดงนี้มาข้างพันธุ์พ่อ ถ้าผู้หญิงไปได้ผัวผมดํา ลูกออกมาก็ผมดําไปด้วย ผมแดงนั้นเปลี่ยน 3 อย่าง แรกแดงครั้นอายุมากเข้าก็ดําหม่นลง แก่ก็เลยขาวทีเดียว บอกพืชพันธุ์ว่าทราบว่าตัวมาแต่เวียงจันท์ แต่มาก่อนอนุเปนขบถ จะได้ตั้งอยู่ช้านานเท่าไรไม่ทราบ พูดเปนไทยประพฤติอาการกิริยาก็เป็นไทย ฉเพาะมีมากอยู่ที่เมืองขาณุที่เมืองกําแพงเพ็ชรนี้มีแต่กระเส็นกระสาย...”

           จากพระราชนิพนธ์ข้างต้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของคนผมแดงไว้อย่างชัดเจน และเมื่อวิเคราะห์บริบททางประวัติศาสตร์จะพบว่า กลุ่มคนผมแดงเหล่านี้มีบรรพบุรุษอพยพมาจากเวียงจันทน์ตั้งแต่ก่อนเกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาได้เข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่เมืองกำแพงเพชรมายาวนาน ระยะเวลาอันยาวนานนี้ได้นำไปสู่การกลืนกลายทางวัฒนธรรมอย่างสมบูรณ์ ดังที่ทรงบันทึกไว้ว่าพวกเขาสามารถพูดภาษาไทยและมีกิริยามารยาทเป็นแบบคนไทยจนไม่เหลือร่องรอยวัฒนธรรมดั้งเดิม นอกจากลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นเท่านั้น

           สิ่งที่สำคัญอีกประการคือ พระปรีชาสามารถในการสังเกตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงบันทึกถึงการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมไว้อย่างแม่นยำว่า หากผู้หญิงผมแดงแต่งงานกับชายผมดำ ลูกที่เกิดมาจะมีผมสีดำตามไปด้วย ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการของยีนเด่นและยีนด้อย โดยสีผมดำที่เป็นยีนเด่นจะข่มสีผมอ่อนซึ่งเป็นยีนด้อยเอาไว้ นอกจากนี้ยังทรงสังเกตเห็นพัฒนาการของเม็ดสีผมที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย จากสีแดงหรือเหลืองในวัยเด็ก กลายเป็นสีหม่นเข้มขึ้นในวัยผู้ใหญ่ และเปลี่ยนเป็นสีขาวในวัยชรา แม้ในบันทึกจะระบุความเชื่อในยุคนั้นว่าลักษณะผมแดงถูกถ่ายทอดมาทางสายเลือดฝ่ายพ่อก็ตาม

           ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ สถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงถ่ายภาพคนผมแดงเอาไว้ โดยนายเอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ภาพดังกล่าวน่าจะถูกถ่ายขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 19 สิงหาคม บริเวณที่ว่าการเมืองซึ่งมีหลังคามุงแฝก สอดคล้องกับรายละเอียดในพระราชนิพนธ์และที่ปรากฏในภาพถ่าย โดยมีด้านหน้าเป็นแม่น้ำปิง

           เรื่องราวของคนผมแดงยังปรากฏอยู่ในหลักฐานสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ “อธิบายระยะทางล่องลำน้ำพิง ตั้งแต่เมืองเชียงใหม่จนถึงปากน้ำโพธิ์” อันเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงนิพนธ์ขึ้นเมื่อปีระกา พ.ศ. 2464 โดยในระหว่างการเดินทางขากลับ พระองค์ได้ทรงบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับคนผมแดงไว้เช่นเดียวกัน ดังมีรายละเอียดความว่า

           “…วันที่ 5 มีนาคม เวลา 7.45 ก.ท. ออกเรือ เวลาเที่ยง ๕๕ นาทีถึงที่พักร้อนบ้านแม่ลาด เทศาพาคนผมแดงซึ่งเรียกกันว่าพวกหัวแดงมาพบ 6 คน (มาถึงเมืองขาณุทีไรได้เคยเรียกหัวแดงมาดูทุกคราว) คราวนี้ได้ถามนางคำผู้เปนมารดาถึงพงศาวดารพวกหัวแดง ชี้แจงว่าได้ทราบความจากบิดามารดาว่าปู่ทวดชื่อขุนไชย มาแต่เมืองเพ็ชบูรณ เปนคนหัวแดงเดิมคนเดียว ขุนไชยมาได้ภรรยาที่บ้านแสนตอ มีลูกหัวแดงตามบิดาทั้งนั้น จึงเปนต้นวงศสกูลของพวกหัวแดงที่มีในเมืองขาณุสืบมา ประเพณีของพวกหัวแดงไม่แต่งงานกันเอง ชายหัวแดงไปได้หญิงหัวดำเปนภรรยามีลูกมักหัวดำตามมารดา ชายหัวดำมาได้หญิงหัวแดงเป็นภรรยา ลูกมักหัวแดงตามมารดา นางคำเองสามีหัวดำ มีลูก 6 คน หัวดำคนเดียวเป็นหัวแดง 5 คน พวกหัวแดงเดี๋ยวนี้มีอยู่ที่บ้านแม่ลาดนี้ครัวหนึ่งที่บ้านหลวง 2 ครัว ที่บ้านแสนตอดูเหมือนมี 2 ครัว…”

           จากข้อความในพระนิพนธ์ “อธิบายระยะทางล่องลำน้ำพิงฯ” ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาช่วยเติมเต็มและขยายความเรื่องราวของ “คนผมแดง” ในเมืองขาณุให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ 2 พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  จะพบประเด็นที่น่าสนใจทั้งในแง่ของความทรงจำร่วมทางประวัติศาสตร์และข้อสังเกตทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ประการแรกคือเรื่องของถิ่นกำเนิด ซึ่งในขณะที่บันทึกของรัชกาลที่ 5 ระบุว่าคนกลุ่มนี้มีที่มาจากเวียงจันทน์ แต่คำให้การของนางคำในสมัยกรมพระยาดำรงราชานุภาพกลับระบุว่าปู่ทวดชื่อขุนไชยอพยพมาจากเพชรบูรณ์ ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของมุขปาฐะหรือคำบอกเล่าที่อาจเลือนรางหรือปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม ในทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์เป็นไปได้ว่าบรรพบุรุษดั้งเดิมอาจถูกกวาดต้อนหรืออพยพจากเวียงจันทน์มาตั้งพักอยู่ที่เพชรบูรณ์ก่อน แล้วจึงมีบางสายตระกูลอย่างขุนไชยที่ย้ายถิ่นฐานต่อมายังพื้นที่กำแพงเพชรในภายหลัง

           ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งประการต่อมาคือข้อสังเกตเกี่ยวกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งบันทึกในสมัยกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ให้รายละเอียดที่ซับซ้อนและสะท้อนภาพที่กว้างขึ้น ในขณะที่พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงบันทึกในเบื้องต้นว่าลักษณะผมแดงมักถ่ายทอดมาทางสายพ่อ แต่บันทึกของกรมพระยาดำรงราชานุภาพกลับแสดงให้เห็นว่าลักษณะดังกล่าวสามารถถ่ายทอดได้จากทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง

           กล่าวคือ ในคำบอกเล่าเรื่องบรรพบุรุษระบุว่า ขุนไชย ซึ่งเป็นชายผมแดง สามารถถ่ายทอดลักษณะผมแดงไปยังรุ่นลูกได้ทั้งหมด (สืบทางบิดา) แต่ในขณะเดียวกันก็ปรากฏกรณีของ นางคำ ที่เป็นหญิงผมแดงแต่งงานกับชายผมดำ ทว่ากลับมีลูกผมแดงถึง 5 คนจากทั้งหมด 6 คน (สืบทางมารดา)

           ปรากฏการณ์ความหลากหลายของสายเลือดนี้ ในทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่สามารถอธิบายได้ว่า ลักษณะผมแดงเป็นลักษณะที่ถูกควบคุมโดยยีนด้อยบนโครโมโซมร่างกาย ซึ่งหมายความว่ายีนนี้ไม่ได้ยึดติดกับเพศสภาพใดเพศสภาพหนึ่ง และสามารถถ่ายทอดจากทั้งบิดาและมารดาได้อย่างเท่าเทียมกัน การที่ลูกจะแสดงลักษณะผมแดงออกมาให้เห็นได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพ่อหรือแม่เป็นคนผมแดง แต่อยู่ที่ความน่าจะเป็นในการจับคู่กันของยีนด้อยที่แฝงอยู่ในตัวของทั้งคู่ต่างหาก การบันทึกรายละเอียดเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของคนในอดีต ที่จะทำความเข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางสายเลือดผ่านการเฝ้าสังเกตแบบแผนที่เกิดขึ้นในชุมชนของตนเอง

           นอกจากนี้ การจดบันทึกยังได้เผยให้เห็นถึงลักษณะทางสังคมและค่านิยมของคนกลุ่มนี้ นั่นคือข้อห้ามหรือธรรมเนียมที่ “ไม่แต่งงานกันเอง” ซึ่งถือเป็นระบบการแต่งงานข้ามกลุ่ม การหลีกเลี่ยงการแต่งงานในหมู่เครือญาติหรือคนที่มีลักษณะเดียวกันนี้ ถือเป็นกลไกทางธรรมชาติและทางสังคมที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคทางพันธุกรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ยีนผมแดงค่อยๆ เจือจางและกระจายตัวออกไปตามหมู่บ้านต่างๆ เช่น บ้านแม่ลาด บ้านหลวง และบ้านแสนตอ จนกลายเป็นเพียงกลุ่มครอบครัวเล็กๆ ที่หลงเหลืออยู่

           หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับคนผมแดงยังปรากฏอยู่ใน “โคลงนิราศล่องแก่งแม่ปิง” ของจางวางเอก พระยาบุรุษรัตนราชวัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) ที่แต่งขึ้นร่วมกับฝูงเพื่อนที่เป็นนักเลงกลอน ได้แก่ อำมาตย์โท พระปฏิเวทย์วิศิษฎ์ (สาย เลขยานนท์) และพระยาเพ็ชรพิไสยศรีสวัสดิ์ (แม้น วสันตสิงห์) ซึ่งโคลงนิราศนี้ประพันธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2470 คราวที่พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา เสด็จเยือนเมืองเชียงใหม่ และในขากลับได้เสด็จผ่านเมืองกำแพงเพชร โดยในส่วนที่กล่าวถึงคนผมแดงนั้น เป็นโคลงที่ประพันธ์โดย พระยาเพ็ชรพิไสยศรีสวัสดิ์ (แม้น วสันตสิงห์) ซึ่งมีเนื้อความว่า

          พวกผมแดงนั่งเฝ้า พร้อมมูล
    ถามไถ่ถึงตระกูล บอกถ้วน
    ขุนไชยจากเพชร์บูรณ์ เป็นปู่ ทวดนา
    บุตรและหลานเครือล้วน เหล่านี้แดงหลาย
          หากบิดาเกิดเกล้า ผมดำ
    ฝ่ายแม่ผมแดงสำ คละเข้า
    เกิดบุตรมักแดงนำ พันธ์อย่าง แม่เฮย
    แดงพ่อดำแม่เคล้า บุตรนั้นดำเสมอ

          จากบทโคลงสี่สุภาพข้างต้น จะเห็นได้ว่าเนื้อความมีความสอดคล้องและช่วยยืนยันข้อมูลจากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้อย่างหนักแน่น โดยเฉพาะประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าที่ระบุตรงกันว่า ต้นตระกูลของกลุ่มคนผมแดงคือ “ขุนไชย” ซึ่งอพยพมาจากเมืองเพชรบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น โคลงบทนี้ยังได้บันทึกข้อสังเกตเรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางสายเลือดตามความเข้าใจของชาวบ้านในยุคนั้นไว้อย่างชัดเจนว่า ลักษณะผมแดงมักจะถ่ายทอดผ่านทางฝ่ายมารดาเป็นหลัก (เกิดบุตรมักแดงนำ พันธ์อย่าง แม่เฮย) ในขณะที่หากบิดาผมแดงแต่งงานกับมารดาผมดำ ลูกที่เกิดมาก็มักจะมีเส้นผมสีดำ (แดงพ่อดำแม่เคล้า บุตรนั้นดำเสมอ)

           ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวของคนผมแดงจึงยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนักวิชาการท้องถิ่นในเวลาต่อมา กระทั่งเกิดเป็นงานวิจัยสำรวจ “ตามรอยเสด็จประพาสต้นพระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองกำแพงเพชร” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลงานทางวิชาการระดับ 9 (บันทึกการเดินทาง) โดย นายสันติ อภัยราช อดีตอาจารย์ 3 ระดับ 9 โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม และอดีตประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชรหลายสมัย (ปัจจุบันเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร) ร่วมกับคณะทำงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสภาวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชรและองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยได้ลงพื้นที่สำรวจวิจัยและบันทึกข้อมูลของคนผมแดงไว้ ดังความตอนหนึ่งว่า

           “…คณะเราไปที่วัดสว่างอารมณ์ เมืองขาณุ วันนั้นเป็นวันพระ เราพบผู้เฒ่าในเมืองขาณุร่วมกันถือศีลภาวนาที่วัดนี้ นับร้อยคน นับว่าเป็นโชคดียิ่งของเรา ที่พบผู้เฒ่า ตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป ถึง 90 ปี เสียงเล่าเรื่องเมืองขาณุมิขาดสาย จากคำบอกเล่าหลายปาก คุณยายลำไย สายชมจันทร์ แม่เฒ่าวัยเกือบ 90 ปี เล่าอย่างมีความสุขด้วยน้ำตานองหน้าว่า
           “พระวิเชียรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ได้พาคนผมแดง ไปเข้าเฝ้าที่ พลับพลา บนเกาะกลางลำน้ำปิง พ่อสามีคุณยาย ซึ่งเป็นกำนันได้เข้าเฝ้า และรับพระราชทานเหรียญ เสมาจากพระพุทธเจ้าหลวงด้วย”
 ในที่สุดเราก็บุกไปถึงหมู่บ้านคนผมแดง ใกล้ ๆ กับวัดสว่างอารมณ์ ริมน้ำปิง ได้พูดคุยกับ คุณทองคำ บุญส่ง ทายาทคนผมแดงอย่างเข้าใจในจุดมุ่งหมายของคณะเรา เธอให้คำบอกเล่าอย่างไม่ปิดบังและมีความสุขที่สุด ได้เรียกญาติมิตร มาประชุมกัน ร่วมกันถ่ายรูป อย่างสนุกสนาน และตั้งใจ คุณทองคำเล่าว่า
           “คุณพ่อชื่อ นายโพน บุญส่ง แม่ชื่อนางแตงไทย คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ได้อพยพกันมาจากเวียงจันทน์ ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ คุณปู่ชื่อปู่อ๋อง ได้เข้าเฝ้า และพระพุทธเจ้าหลวงขอไปเลี้ยงในวัง แต่ปู่อ๋องยังเล็กมาก ทวดรอให้โตก่อนจึงจะให้ไป และในที่สุดปู่อ๋องไม่ได้เข้าวัง ได้ทรงให้ผ้าแพรผืนหนึ่งไว้เป็นเครื่องหมายเมื่อไปเข้าเฝ้า”
           คนผมแดงภูมิใจในชาติกำเนิด และภูมิใจในประวัติความเป็นมาของตนเองอย่างน่าสรรเสริญ ประมาณ 3 โมงเย็น พายุฝนกระหน่ำ เราหลบฝนเข้าไปใต้ถุนบ้านคนผมแดง ได้พูดคุยกับพวกเขาอีกนับชั่วโมงจึงลากลับพร้อมข้อมูลเต็มพิกัด…”

           จากการพิจารณารายงานการลงพื้นที่สำรวจวิจัยทางประวัติศาสตร์ของนายสันติ อภัยราช และคณะ ข้อมูลดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงนัยสำคัญของประวัติศาสตร์บอกเล่าในฐานะเครื่องมือทางระเบียบวิธีวิจัยที่ช่วยเผยให้เห็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ข้อมูลมุขปาฐะซึ่งได้รับการถ่ายทอดผ่านความทรงจำร่วมของผู้อาวุโสในชุมชน ได้ทำหน้าที่เป็นประจักษ์พยานสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มและอธิบายขยายความพระราชกรณียกิจในการเสด็จประพาสต้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้มีความสมบูรณ์ทางสังคมวิทยามากยิ่งขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวสอดรับกับพระราโชบายในการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจและพื้นที่ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับชาวบ้านในส่วนภูมิภาค การที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงมีพระเมตตาและพระราชทานสิ่งของแก่กลุ่มคนที่มีลักษณะทางกายภาพเฉพาะโดยปราศจากอคติทางชาติพันธุ์นั้น ได้ก่อให้เกิดกระบวนการสร้างความผูกพันและหล่อหลอมสำนึกความเป็นพลเมืองภายใต้รัฐชาติสมัยใหม่ที่ได้รับการสืบทอดเป็นมรดกทางความทรงจำของชาวบ้าน

           นอกจากนี้ ข้อมูลที่ระบุถึงภูมิหลังการอพยพย้ายถิ่นฐานจากนครเวียงจันทน์ในช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์ ยังถือเป็นหลักฐานทางมานุษยวิทยาที่อธิบายถึงการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากบริบททางรัฐศาสตร์ในอดีต ทั้งนี้ ความแตกต่างทางมานุษยวิทยากายภาพ อาทิ ภาวะผิวเผือก ลักษณะเฉพาะทางพันธุกรรม หรืออย่างการมีผมสีแดง ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ผลักไสให้ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวตกอยู่ในสถานะคนชายขอบ หากแต่ได้รับการประกอบสร้างให้กลายเป็นอัตลักษณ์ที่ได้รับการยอมรับและกลืนกลายเข้ากับโครงสร้างทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ

           ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการวิจัยภาคสนามของคณะนักวิชาการท้องถิ่น ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงการประเมินหลักฐานเชิงประจักษ์เท่านั้น ทว่ายังทำหน้าที่เป็นกระบวนการเสริมพลังอำนาจทางสังคม การให้พื้นที่แก่ชาวบ้านได้ส่งผลให้เกิดการตระหนักรู้ในรากเหง้าและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์ของตนเอง บริบทของ “คนผมแดง” จึงเป็นกรณีศึกษาที่ตอกย้ำให้เห็นถึงกระบวนการบูรณาการระหว่างประวัติศาสตร์กระแสหลักกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการทำความเข้าใจพหุสังคมและความหลากหลายทางวัฒนธรรมในประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

           ท้ายที่สุด เรื่องราวของคนผมแดงยังคงเป็นอัตลักษณ์สำคัญที่ชาวอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร มีความภาคภูมิใจและเล็งเห็นถึงความสำคัญ จนกระทั่งได้นำมาไว้ในคำขวัญของอำเภอที่ว่า “เมืองตอเป็นแสน ดินแดนประพาสต้น ถิ่นคนผมแดง แหล่งอารยธรรมโบราณ” ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังคงมีชีวิต และเป็นประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำร่วมสมัยที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

--------------------------------------------------------------

รายการอ้างอิง

           จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ประชุมพระราชนิพนธ์ภาษาบาลี ในรัชกาลที่ 4 ภาค 2. นครหลวงฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2515. (คณะธรรมยุต พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศล ในงานพระเมรุพระศพ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (จวน อุฏฺฐายี) ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 17 มิถุนายน พุทธศักราช 2515).

           จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. จดหมายเหตุเสด็จประพาสต้นครั้งที่ 2. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรธนากร, 2464. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าปฏิพัทธเกษมศรี ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นทิวากรวงศประวัติ เมื่อปีระกา พ.ศ. 2464).

           จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. เสด็จประพาสต้น ร.ศ. 125. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2547. (พิมพ์พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงศพ นายภาวาส บุนนาค ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส 1 พฤษภาคม 2547).

           ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. อธิบายระยะทางล่องลำน้ำพิง ตั้งแต่เมืองเชียงใหม่จนถึงปากน้ำโพธิ์. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2470. (พิมพ์ถวายสนองพระคุณพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ฯ เมื่อเสด็จประพาสมณฑลพายัพในปีเถาะ พ.ศ. 2470).

           บุรุษรัตนราชวัลลภ (นพ ไกรฤกษ์), พระยา. โคลงนิราศล่องแก่งแม่ปิง. พระนคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2505. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาเพ็ชร์พิสัยศรีสวัสดิ์ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส พ.ศ. 2505).

           “ประกาศเรื่องเปลี่ยนชื่ออำเภอ.” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 34 (25 เมษายน 2460): 50.

           “พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนนามอำเภอ กิ่งอำเภอ และตำบลบางแห่ง พุทธศักราช 2482.” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 56 (17 เมษายน 2482): 356.

           มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ลิลิตพายัพ. พระนคร: โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย, 2472. (พิมพ์ในการบุญหน้าศพครบปัญญาสมวาร พระตำรวจเอก เจ้าพระยาราชศุภมิตร ณ วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2472).

           สันติ อภัยราช. ตามรอยเสด็จ ประพาสต้น พระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองกำแพงเพชร. ม.ป.ท.: สภาวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร และองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร, 2544.

           สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร และสภาวัฒนธรรมอำเภอคลองขลุง. วัฒนธรรมท้องถิ่นและภูมินามอำเภอคลองขลุง. กำแพงเพชร: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร และสภาวัฒนธรรมอำเภอคลองขลุง, ม.ป.ป.

           สำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2542. (จัดพิมพ์เนื่องในมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี กาญจนาภิเษก).

           อำเภอขาณุวรลักษณบุรี. ประวัติอำเภอขาณุวรลักษณบุรี จังหวัดกำแพงเพชร. กำแพงเพชร: โรงพิมพ์ ศรีสวัสดิ์การพิมพ์, 2547. (ที่ระลึกเนื่องในพิธีเปิดอาคารที่ว่าการอำเภอขาณุวรลักษณบุรี จังหวัดกำแพงเพชร 4 กุมภาพันธ์ 2547).

           เฉลียว ทองอุไทย. การใช้ชีวิตในเก้า พ.ศ.2453-2543. กรุงเทพฯ: ม.ป.ท., 2543. (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เฉลียว-สุภา ทองอุไทย 12 มิถุนายน 2548).

           “เรื่องยกฐานะกิ่งอำเภอขาณุวรลักษณบุรี อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพ็ชร์ ขึ้นเป็นอำเภอ.” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 65, ตอนที่ 66 (16 พฤศจิกายน 2491): 3649.

           เอนก นาวิกมูล. ตามรอยภาพ “คนผมแดงกำแพงเพชร” เชื้อสายชาวลาวจากเวียงจันทน์. เข้าถึงเมื่อ 17 พฤษภาคม 2569. เข้าถึงได้จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_54935

--------------------------------------------------------------

ค้นคว้า/เรียบเรียง : ยุทธนา ทองดี เผยแพร่ 17 พฤษภาคม 2569
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!